thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037 โชว์ศักยภาพเจ้าภาพเวทีโลก

‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037 โชว์ศักยภาพเจ้าภาพเวทีโลก

รัฐบาลจับมือเอกชนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ ตั้งเป้าพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037 พร้อมโชว์ศักยภาพเจ้าภาพเวทีโลก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลตั้งเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 โดยใช้นโยบายการเติบโตที่นำโดยการลงทุน (Investment Led Growth)
  • ใช้โมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ "ทีมฟุตบอล" เพื่อขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าสูง
  • จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (JPC) เพื่อเน้นการลงมือปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจัง พร้อมมาตรการ "Thailand Fast Pass" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้ภาคเอกชน
  • แสดงศักยภาพบนเวทีโลกด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญ เช่น การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและ IMF ในปี 2569 และการประชุมสุดยอดอาเซียนในอนาคต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปปิดงาน Bangkok Business Summit 2026 ว่า ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ความผันผวนเหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหาพื้นที่ปลอดภัยในการลงทุน 

ซึ่งประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้รับอานิสงส์จากกระแสการย้ายฐานการลงทุนดังกล่าวอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม โอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ย่อมมีความเสี่ยงควบคู่กันไป ทำให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดที่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยร่วมกันกำหนดขึ้น คือการยกระดับให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 (ค.ศ. 2037) เป้าหมายดังกล่าวได้รับการยืนยันถึงความเป็นไปได้จากผู้แทนธนาคารโลก (World Bank) โดยเสนอแนะแนวทางปฏิบัติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การปล่อยให้ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็นผู้นำ และการติดตามผลการทำงานอย่างอดทนและสม่ำเสมอ (Persistent) 

“แนวนโยบายนี้สอดคล้องกับมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้นโยบายการเติบโตที่นำโดยการลงทุน (Investment Led Growth Policy)ซึ่งเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการเติบโตในไตรมาสที่ 2 ที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 14% ถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 13 ปี”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เร่งผลักดันมาตรการอำนวยความสะดวกในชื่อ "Thailand Fast Pass" หรือ UI Fast Pass เพื่อช่วยปลดล็อกอุปสรรคและข้อติดขัดต่างๆ ของภาคเอกชนได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้จัดระบบการทำงานร่วมกับภาคเอกชนโดยเปรียบเทียบเสมือนทีมฟุตบอลที่แบ่งหน้าที่ชัดเจน โดยมีภาคเอกชนจาก 3 สมาคมและหน่วยงานพันธมิตรรับบทบาทเป็น "กองหน้า" ในการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) การแปรรูปอาหาร (Food Processing) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness and Medical Hub) การค้าและการลงทุน และการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่มีมูลค่าสูง

ขณะที่ทีมงานภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น "กองกลาง" คอยสนับสนุนและจ่ายบอลอย่างรวดเร็วเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้าและการพัฒนา โดยมีผู้บริหารระดับสูงคอยคุมเกมในมิติต่างๆ อาทิ ด้านการลงทุน ด้านการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) และการค้าขาย ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตลอดจนด้านการปลดล็อกข้อกฎหมายและกติกาต่างๆ

สำหรับบทบาทของ "กองหลัง" ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมกันรับผิดชอบในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของประเทศอย่างเข้มงวด. วินัยทางการคลังที่มั่นคงนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากการมีเงินไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์ของไทยกว่า 70,000 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 1300 จุด ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1600 จุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่พันธบัตรของหลายประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกามีอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

ในด้านกลไกการประสานงานและการลงมือปฏิบัติจริง รัฐบาลได้ประกาศจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนชุดใหม่ขึ้นมาในชื่อ "JPC" (Joint Public Committee) โดยผู้แทนรัฐบาลระบุว่าจงใจตัดตัวอักษร "C" หรือ "Consultation" ออกไป เพื่อสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา มาเป็นการลงมือปฏิบัติร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างภาครัฐและเอกชน

“คณะกรรมการ JPC ชุดนี้จะทำการติดตามผลการทำงานและรายงานความคืบหน้าตรงต่อคณะทำงานทุกๆ 2 เดือน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและสามารถปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้อย่างทันท่วงทีหากพบว่าการขับเคลื่อนในภาคส่วนใดมีความล่าช้า”

นอกเหนือจากการขับเคลื่อนแผนงานภายในประเทศแล้ว ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโลก โดยในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank / IMF Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569

“การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่ไทยจะนำเสนอหลักการทำงานและนโยบายการพัฒนาต่างๆ ของประเทศให้ทั่วโลกได้รับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) รัฐบาลจะจัดแสดง "Thailand Pavilion" เพื่อนำเสนอโครงการพระราชดำริและหลักการทรงงาน "ระเบิดจากข้างใน" ให้เป็นแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาระดับสากล”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้น ในอีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยมีกำหนดที่จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) โดยล่าสุดเริ่มมีการหารือร่วมกับผู้นำสิงคโปร์เพื่อประสานความร่วมมือแบบหลายปี (Multi-year) ในการผลักดันประเด็นระดับโลกไปสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน