
การบินไทย...แค่สำลักน้ำท่วม หรือ ถอยหลังเข้าคลอง?
การบินไทย...แค่สำลักน้ำท่วม หรือ ถอยหลังเข้าคลอง? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้การบินไทย เกิดวิกฤตสัมภาระตกค้างและยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก โดยบริษัทอ้างสาเหตุหลักว่า พนักงานไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้
- ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความล้มเหลวในการวางแผนบริหารจัดการภาวะวิกฤต และการขาดแผนสำรองด้านกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ
- เหตุการณ์นี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อการบินไทยหลังการฟื้นฟูกิจการ และตั้งคำถามว่าองค์กรได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต หรือ กำลังถอยหลังกลับไปสู่ปัญหาเดิม
*** ว่ากันตามตรง... เจ๊เมาธ์ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บเรื่องเก่าๆ ของ บมจ.การบินไทย หรือ THAI เพราะกว่าการบินไทยจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก จนสามารถหลุดพ้นจากแผนฟื้นฟูกิจการ ก็ต้องใช้ทั้งเวลาและการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดทุนสะสมและภาระหนี้มหาศาล ขณะที่โครงสร้างภายในก็มีรอยแผลเพียบ ทั้งการบริหารสินทรัพย์ ทรัพยากรบุคคล และต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่สมเหตุสมผล
เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู สินทรัพย์ที่เป็นภาระและไม่สร้างรายได้ จึงถูกโละขายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ ขณะที่ทรัพยากรบุคคลก็ถูกปรับลดจำนวนลงอย่างมาก ส่วนพนักงานที่เหลือก็ต้องผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน
จนในที่สุดการบินไทยสามารถเดินออกจากแผนฟื้นฟูฯ และกลับมาเป็นบริษัทจดทะเบียน ที่นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญขององค์กร
แต่แล้วเหตุการณ์ “น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กลับทำเอาเจ๊เมาธ์ต้องสะกิดใจและตั้งคำถามดังๆ ว่า สรุปแล้ว... การบินไทยได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตมากพอแล้วหรือยัง?
เพราะทันทีที่กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเจอสถานการณ์น้ำท่วม ปัญหาที่ตามมากลับไม่ได้มีแค่เรื่องไฟลต์ดีเลย์ หรือการเดินทางติดขัด แต่ลามไปถึงปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้างจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ผู้โดยสารนับร้อยนับพัน ต้องยืนรอกระเป๋านานหลายชั่วโมง และบางรายต้องรอกันข้ามวัน
ท้ายที่สุด เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อผู้บริหารการบินไทยออกมายอมรับเองว่า ปัญหาสำคัญมาจาก “การขาดแคลนกำลังพล” เนื่องจากพนักงานได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้...
ใช่ค่ะ... มาทำงานไม่ได้ ทั้งที่บริษัทพยายามส่งรถไปรับถึงหน้าบ้านแล้วก็ตาม!
บอกตรงๆ ว่าวินาทีที่ได้ยินสาเหตุนี้ เจ๊เมาธ์ถึงกับ “อึ้ง” ในหัวมีแต่คำว่า “เมิดคำสิเว้า”
อย่าลืมว่า ธุรกิจหลักของการบินไทย คือ การบริการ และหัวใจของ “ธุรกิจบริการ” คือ การทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ตามที่คาดหวัง ไม่ใช่แค่นำเครื่องบินแตะรันเวย์ปลายทางอย่างปลอดภัยแล้วจบกัน แต่ทุกจุดสัมผัส หรือ Touchpoint ตั้งแต่เช็กอิน ก้าวขึ้นเครื่อง ไปจนถึงการรับกระเป๋า ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่ผู้โดยสารมีต่อสายการบิน
ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ปัจจัยทางธรรมชาติ” กับ “ความพร้อมในการรับมือวิกฤต”
แน่นอน... ไม่ว่าใครก็รู้ว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และการเดินทางของพนักงานย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามคือ บริษัทมี “แผนสำรอง” ทั้งด้านกำลังคน และระบบปฏิบัติการรองรับในภาวะวิกฤตไว้ยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหน?
ในมุมของเจ๊เมาธ์ สิ่งที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่แค่จำนวนคนที่ไม่สามารถมาทำงานได้ แต่คือ “ระบบบริหารจัดการ” ที่ต้องเอาอยู่แม้ในสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะนี่คือวิกฤตสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องดูแลคนจำนวนมากและยังถือเป็นหน้าตาของประเทศ
บอกตรงๆ ว่า คำว่า “คนไม่พอ” เป็นคำตอบที่ “ตลกฝืด” จนเจ๊เมาธ์ยากจะจินตนาการได้
สำหรับผู้โดยสาร การรอกระเป๋านานอาจยังพอทำใจได้ หากรู้สถานะที่ชัดเจนว่า กระเป๋าอยู่ที่ไหนและจะได้รับเมื่อไร แต่การปล่อยให้ผู้โดยสารยืนรออยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ย่อมทำให้ความไม่พอใจเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหา “น้ำผึ้งหยดเดียว” ไม่ใช่แค่เรื่องของกระเป๋าตกค้าง แต่การบริหารจัดการที่ไม่ได้ผลยังลุกลามไปถึงขั้นต้อง “ยกเลิกเที่ยวบิน” เพราะบริหารสถานการณ์ไม่ได้ตามมาอีกด้วย
โดยวันที่ 29 กันยายน มีการยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศ 5 เที่ยวบิน ขณะที่วันที่ 30 กันยายน สถานการณ์หนักขึ้นจนมีการยกเลิกเที่ยวบินรวม 28 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ 7 เที่ยวบิน และระหว่างประเทศ 21 เที่ยวบิน ครอบคลุมทั้งยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย ส่วนวันที่ 1 ตุลาคม ก็มีการยกเลิกเพิ่มเติมอีก 4 เที่ยวบิน ได้แก่ ปารีส บรัสเซลส์ มิลาน และสตอกโฮล์ม
บอกเลยว่า เจ๊เมาธ์ไม่อยากแนะนำบริษัทที่มีแต่คนเก่งๆ จนเหลือเชื่อเหล่านี้ แต่เจ๊ก็บอกได้ว่า ในมุมของนักลงทุน การฟื้นฟูกิจการที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงแค่ การล้างหนี้ ลดต้นทุน หรือ ทำให้ตัวเลขในงบการเงินกลับมาดีเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างองค์กร ที่มีเกราะป้องกัน และสามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าเดิม
ไม่ใช่ว่าหลุดออกจากแผนฟื้นฟูฯ แต่ยังกลับไปทำตัวเหมือนเดิม....
อย่าลืมว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังเร่งกอบกู้ภาพลักษณ์ใหม่ ในฐานะองค์กรที่สลัดคราบปัญหาเดิม และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ดังนั้น สิ่งที่ตลาดอยากเห็นจึงไม่ใช่แค่กำไรบนกระดาษ แต่คือ การพิสูจน์ว่าหลังการปรับโครงสร้าง ทำให้บริษัทฟื้นกลับมาแข็งแรงได้จริง ไม่ใช่แค่ “ภาพลวงตา”
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่การบินไทยต้องเร่งกู้กลับคืนมาให้ได้เร็วที่สุด จึงไม่ใช่แค่กระเป๋าสัมภาระ หรือ ตารางเที่ยวบิน... แต่คือ “ความเชื่อมั่น”
วิกฤตน้ำท่วมรอบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำท่วม... แต่มันคือ บททดสอบครั้งใหญ่ของการบินไทยยุคหลังฟื้นฟูฯ เพราะถ้ายังทำงานแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด ทำเป็นแค่การร้องขอให้คนอื่นมาช่วยเหลือ หรือ เอาแต่วิ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนปล่อยให้แผลเดิมๆ กลับมาอักเสบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำถามเรื่อง “บทเรียนเก่าที่สมควรเรียนรู้และจดจำ” จึงถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง
ในอนาคต... คำถามของนักลงทุนและผู้ใช้บริการ อาจไม่ใช่แค่ว่า “การบินไทยจะไปรอดได้อีกนานแค่ไหน” แต่จะเป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากได้ยิน นั่นก็คือ “เมื่อไหร่การบินไทยจะกลับเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการเป็นรอบที่สอง เพื่อให้ได้สำนึกและทบทวนตัวเองอีกสักครั้ง” นั่นเองเจ้าค่ะ!
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







