thansettakij
thansettakij
Data Center ทำไมต้องมาไทย...แต่ไม่ไปเวียดนาม?

Data Center ทำไมต้องมาไทย...แต่ไม่ไปเวียดนาม?

24 ก.ย. 69 | 23:00 น.

Data Center ทำไมต้องมาไทย...แต่ไม่ไปเวียดนาม? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้เวียดนามจะมีค่าไฟที่ถูกกว่า
  • ไทยมีระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับ Data Center ที่สมบูรณ์และพร้อมรองรับการลงทุนมากกว่า โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกเข้ามาสร้างฐานไว้แล้ว ทำให้ง่ายต่อการต่อยอดของนักลงทุนรายใหม่
  • ความแข็งแกร่งของโครงข่ายดิจิทัลภายในประเทศ และทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทำให้ไทยมีความได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อ (Connectivity) มากกว่าเวียดนาม

*** ในขณะที่กระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI Economic และ AI Infrastructure เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่อง Data Center ซึ่งพบว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Hyperscalers) อย่าง Microsoft, Google และ AWS เลือกเข้ามาลงทุนตั้ง Data Center ในประเทศไทย จนทำให้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ประเทศไทยมี Data Center ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างถึง 859 MW เพิ่มขึ้น 148% จากช่วงก่อนหน้า และยังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างอีกกว่า 2,084 MW

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน อย่าง เวียดนาม ซึ่งมี Data Center อยู่ราว 68 MW ในช่วงเดียวกัน กลับเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน!

ด้วยความแตกต่างนี้ทำให้มีคำถามว่า ทั้งที่ เวียดนาม ก็เป็นประเทศที่เศรษฐกิจโตเร็ว ค่าแรงและต้นทุนหลายอย่างแข่งขันได้ แถมยังมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ แต่ทำไม...บริษัทระดับโลกเหล่านี้ไม่ไปลงทุนที่เวียดนาม แต่กลับยังเลือกมาลงทุนที่ประเทศไทย

ก่อนจะไปหาคำตอบ...เจ๊เมาธ์ขอย้ำเอาไว้ก่อนว่า ยิ่ง Data Center มีขนาดใหญ่ขึ้นมากเท่าไร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องรองรับ ทั้งระบบไฟฟ้า และน้ำหล่อเย็น ก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายความว่า โจทย์ของ Data Center วันนี้ กำลังเปลี่ยนจากเดิมที่เน้น “อินเทอร์เน็ตและตลาด” มาเป็นเรื่องของ “ไฟฟ้า ความเสถียร และความเร็วในการขยายระบบ” มากขึ้น

เหตุผลแรกที่เจ๊เมาธ์มองว่า สำคัญที่สุดคือ “ไฟฟ้า” เพราะ Data Center ไม่ใช่โรงงานธรรมดาที่ไฟตกไฟดับแล้วหยุดผลิตชั่วคราวได้ แต่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งเป็น AI Data Center ก็ยิ่งใช้ไฟมหาศาล  

ทั้งนี้...มีงานวิจัยที่ระบุว่า ไทยมีเสถียรภาพระบบไฟฟ้าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ 5 ประเทศอาเซียน ขณะที่ เวียดนาม มีข้อได้เปรียบเรื่องค่าไฟและสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่ในด้านเสถียรภาพระบบไฟฟ้ายังเป็นรองไทย

ดังนั้น คำตอบแรกจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไหน “มีไฟให้ใช้และไฟจะนิ่งแค่ไหน” มากกว่าจะตอบเพียงว่า “ค่าไฟประเทศไหนถูกกว่า” เพราะต่อให้ค่าไฟถูก แต่ถ้าการขอ Capacity ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลานาน หรือระบบไฟฟ้ายังมีข้อจำกัด นักลงทุนก็ต้องคิดหนักอยู่ดี

คำตอบที่สองคือ เรื่อง “ระบบนิเวศ” ซึ่งไทยเริ่มมีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาสร้างฐานแล้ว ทั้ง Cloud Provider, Data Center Operator, ผู้ให้บริการโทรคมนาคม นิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้ผลิตไฟฟ้า 

เมื่อมีผู้เล่นรายแรก ไม่ว่าจะเป็น AWS, Google, Microsoft, Alibaba Cloud, STT GDC, NTT, Equinix หรือ Telehouse เข้ามาก่อนแล้ว รายที่สอง รายที่สามก็สามารถต่อยอดได้ง่ายขึ้น

หมายความว่า...จากเดิมที่ต้องเข้ามาสร้างเมืองใหม่ ตอนนี้ไทยเริ่มมี “เมือง Data Center” ให้เข้ามาอยู่แล้ว

พูดง่ายๆ คือ ในขณะที่เวียดนามกำลังเร่งสร้างฐานในเรื่อง Data Center แต่ไทยเดินหน้าไปไกลกว่าในเรื่อง “ความพร้อมในการรองรับโครงการขนาดใหญ่”

คำตอบต่อมาคือ เรื่อง Connectivity เพราะในขณะที่เวียดนามเอง ก็กำลังเร่งเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ผ่านโครงการสายเคเบิลใหม่ๆ เพื่อเชื่อม เวียดนาม กับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ ไทย แต่ไทยมีโครงข่ายดิจิทัลภายในประเทศที่แข็งแรง และยังได้เปรียบจากทำเลที่อยู่ตรงกลางของ Mainland ASEAN อยู่แล้ว

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมช่วงนี้ Data Center ถึงรุมล้อมไทยมากขึ้นนั่นเอง...

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องพลังงานนั้น ไฟฟ้าสะอาดถือเป็นโจทย์ระดับโลก เพราะทั่วโลกให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเรื่อยๆ

ตรงนี้ เวียดนาม มีจุดแข็ง เพราะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) สูงกว่าไทย ขณะที่ไทยต้องเร่งเรื่อง Direct PPA, Utility Green Tariff, REC รวมไปถึงแผน PDP2026 หรือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาว 25 ปี เพื่อให้ Data Center สามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้มากขึ้น และนี่ก็เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้

พูดกันตรงๆ ก็คือ เวียดนาม ไม่ได้แพ้ไทยทุกเรื่อง แถมยังมีทั้งค่าไฟ ต้นทุนก่อสร้าง และ พลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจ เพียงแต่โจทย์ของ Data Center ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ในไทยจะมีแรงกระเพื่อมเรื่องควรมีหรือไม่ควรมี Data Center หลังเกิดปัญหากับ Data Center กลางกรุงเทพฯ จนภาครัฐต้องสั่งชะลอและจัดระเบียบกฎเกณฑ์ออกมาดูแลกันเป็นพรวน ซึ่งในระยะสั้นอาจถูกมองว่า ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ แต่เจ๊เมาธ์กลับมองว่า นี่คือการ “จัดระเบียบก่อนโต” เพราะเมื่อมีกติกาที่ชัดเจน เม็ดเงินลงทุนที่รออยู่ ก็มีโอกาสไหลเข้ามาได้ทันที

เมื่อถึงวันที่ทุกอย่างลงตัว และประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเปิดรับ Data Center ที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุด คำถามที่ว่า “ทำไม Data Center ถึงต้องมาไทย...แต่ไม่ไปเวียดนาม”

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเพราะไทยมีความพร้อมของระบบโดยรวมมากกว่าในหลายด้าน ทั้งไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน Connectivity และ Ecosystem ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ และ อาจทำให้ในอนาคตไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ทุนต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเวียดนามนั่นเองเจ้าค่ะ