thansettakij
thansettakij
เตือนเว้นวรรค“คอบร้าโกลด์”สะเทือนตลาดทุนไทย

เตือนเว้นวรรค“คอบร้าโกลด์”สะเทือนตลาดทุนไทย

13 ส.ค. 69 | 23:00 น.

เตือนเว้นวรรค“คอบร้าโกลด์”สะเทือนตลาดทุนไทย : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • เกิดกระแสข่าวว่าไทยอาจใช้การทบทวนความร่วมมือทางการทหาร "คอบร้าโกลด์" เป็นเครื่องมือต่อรองทางการค้า หากสหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตราสูง
  • การกระทำดังกล่าวถูกมองว่า มีความเสี่ยงสูง และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดทุนไทย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มส่งออกหลักไปยังสหรัฐฯ เช่น กลุ่มอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา
  • ผู้เขียนเตือนว่า การนำความมั่นคงมาต่อรองอาจไม่คุ้มค่า เพราะไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากการฝึกคอบร้าโกลด์ และหากการเจรจาล้มเหลว อาจทำให้ไทยเสียทั้งโอกาสทางการค้าและความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง

ช่วงนี้มีข่าวที่กลับมาร้อนแรงและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง หลังมีรายงานข่าวสะพัดว่า ประเทศไทยอาจตัดสินใจหยิบยก “ความร่วมมือด้านความมั่นคง” มาใช้เป็นหนึ่งในแต้มต่อรองทางการค้า หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเก็บภาษีสินค้าจากไทยในอัตราที่สูงเกินไป โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการทบทวนระดับความร่วมมือทางทหารและการฝึกคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) ซึ่งมีความสัมพันธ์อันยาวนานถึง 44 ปี

หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องบอกว่าไทย “กล้ามาก”  

แต่ก่อนที่ใครจะรีบปรบมือให้กับความกล้าหาญดังกล่าว เจ๊เมาธ์เห็นว่าเราจำเป็นต้องหยุดคิดและประเมินสถานการณ์กันอย่างรอบคอบว่า การงัดข้อกับมหาอำนาจระดับโลกครั้งนี้ เรามีอะไรอยู่ในมือจริง และหากงัดแล้วไม่ประสบความสำเร็จ...ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตามมา!

ทางเลือกแรก คือ การปล่อยให้สหรัฐฯ เก็บภาษีโดยที่ไทยไม่มีการตอบโต้ ข้อดีของแนวทางนี้ คือ ไทยไม่ต้องเปิดสงครามการค้าเพิ่มเติม ไม่ต้องขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ กลับ และไม่ต้องผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคภายในประเทศ  

แต่ข้อเสียก็ปรากฏชัดเจน เพราะภาษีที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้สินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนในที่สุดผู้ส่งออกไทยอาจต้องเลือกระหว่างการยอมลดกำไรของตนเองลง เพื่อรักษาฐานลูกค้า หรือปล่อยให้ลูกค้าหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งแทน

กลุ่มธุรกิจแรก ที่ต้องรับแรงกระแทกโดยตรงจึงหนีไม่พ้น กลุ่มอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 

• กลุ่มอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยง AAI, ITC, TU, ASIAN, PLUS, SAPPE, XO, TKN, COCOCO

• กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE, CCET

• กลุ่มยางพาราและเกษตรแปรรูป STA, STGT, NER 

แล้วทางเลือกที่สอง...หากไทยสามารถสร้างอำนาจต่อรองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษีตอบโต้ ซึ่งเจ๊เมาธ์มองว่าน่าสนใจกว่า เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจากไทยมีหลายเรื่อง โดยกรอบความตกลงการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่เคยประกาศไว้ สะท้อนภาพนี้ชัดเจน เพราะไทยเสนอเปิดตลาดสินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 99% ขณะที่สหรัฐฯ คงภาษีสินค้าจากไทยไว้ที่ 19% และเปิดช่องให้สินค้าบางรายการได้รับภาษี 0%  

ดังนั้น ถ้าจะต่อรอง เจ๊จึงเห็นว่าควรใช้ “การเปิดตลาดอย่างมีเงื่อนไข” มากกว่าการเอาภาษีไปชนภาษี เช่น ไทยอาจเปิดตลาดสินค้าเกษตรหรือพลังงานในระดับที่เหมาะสม แลกกับการลดภาษีสินค้าส่งออกไทย การเพิ่มรายการสินค้าที่ได้อัตรา 0% หรือการรับรองว่าผู้ประกอบการไทยจะไม่เสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาค

เพราะการเจรจาในลักษณะนี้ อย่างน้อยยังทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และที่สำคัญคือ ยังช่วยสร้างปัจจัยบวกให้กับหุ้นบางกลุ่มในตลาดทุนไทยได้อีกด้วย  

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เจ๊เมาธ์ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือ การนำเอา “การฝึกรบร่วมคอบร้าโกลด์” หรือความร่วมมือทางทหารมาใช้เป็นข้อต่อรองหลักทางการค้า เนื่องจากการฝึกคอบร้าโกลด์เป็นการฝึกข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรเข้าร่วมมากกว่า 8,000 นาย จาก 30 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเองก็ได้รับประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพทางการทหารอย่างมากเช่นกัน 

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า “ไทยลดความร่วมมือเพื่อกดดันอเมริกา” ก็ต้องถามกลับว่า อเมริกาเสียมากกว่าไทยจริงหรือไม่! 

อย่างแรก ถ้าหากไทยเลือก “งัดข้อ” แล้วสหรัฐฯ ไม่สะเทือน แต่ไทยต้องเสียความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงไปด้วย เพราะไทยไม่ได้มี leverage เหนือสหรัฐฯ มากพอที่จะบีบให้เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจ และไทยอาจเสี่ยงเสียทั้งโอกาสทางการค้า และขีดความสามารถด้านความมั่นคงไปพร้อมกัน 

อย่างที่สอง ต้องยอมรับว่า...ไทยมีอำนาจต่อรองไม่เท่ากับสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่สินค้าหลายประเภทของไทยยังสามารถถูกแทนที่ด้วยสินค้าจาก เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพราะหากไทยมีอัตราเสียภาษีใกล้เคียงคู่แข่ง ความเสียหายด้านความสามารถในการแข่งขันจะจำกัดลง และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมก็มีโอกาสได้ประโยชน์จากความชัดเจนของนโยบาย 

ส่วนเรื่องของการฝึก Cobra Gold นั้น เจ๊เมาธ์มองว่า เก็บไว้เป็น “ความสัมพันธ์ระยะยาว” ดีกว่าเอามาต่อรองแบบเปิดหน้า เพราะหากใช้ผิดจังหวะแล้วเกมพลิก ไทยอาจไม่ได้แค่เสียตลาดสหรัฐฯ แต่ยังเสียประโยชน์ด้านความมั่นคงที่ตัวเองต้องพึ่งพาไปด้วย 
แน่นนอนว่าไทยไม่จำเป็นต้อง “ยอมอเมริกา” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้อง “ท้าชนอเมริกา”  

ดังนั้น คำตอบต่อคำถามว่า ไทยงัดข้ออเมริกา ได้คุ้มเสียหรือไม่ ก็คือ “งัดได้...แต่ต้องเลือกไพ่ให้เป็น” เพราะไพ่ใบที่ดีที่สุดในมือไทยในตอนนี้ อาจไม่ใช่ภาษี ไม่ใช่ Cobra Gold แต่คือ การรู้ว่าอะไรคือ สิ่งที่อเมริกาต้องการ และเอาสิ่งนั้นมาแลกกับสิ่งที่ไทยต้องการให้ได้มากที่สุด 

อย่าลืมว่าถ้างัดแล้วชนะ ไทยก็ได้ประโยชน์ แต่ถ้างัดแล้ว “แพ้” คนที่ต้องจ่ายราคา อาจไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ในห้องเจรจา แต่เป็น ผู้ประกอบการไทย ผู้ถือหุ้น และ ประชาชนทั้งประเทศนั่นเองเจ้าค่ะ

 คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์