
NUSA จะไปต่ออย่างไร!
NUSA จะไปต่ออย่างไร! คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์
*** สงครามภายในของ บมจ.ณุศาศิริ (NUSA) ยังคงร้อนแรงและปะทุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 30 คน ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ตรวจสอบมติคณะกรรมการบริษัทที่จะขายทรัพย์สินบริษัท แต่กลับไม่รายงาน หรือจัดประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเข้าข่ายปกปิดธุรกรรมสำคัญจนอาจสร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้น NUSA จำนวนเกือบ 1 หมื่นคน
ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยได้แจ้งว่า ภายหลังคณะกรรมการได้มีมติอนุมัติแผนขายทรัพย์สินของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 จำนวน 6 รายการ คิดเป็นเกือบ 70% ของทรัพย์สินทั้งหมดบริษัท รวมมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะมติในการขายหุ้น บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH และ หุ้นบริษัท เต็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO ซึ่งในตอนที่บริษัทฯ ต้องการเข้าไปลงทุนฝ่ายบริหารได้ให้ข้อมูล และโน้มน้าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า จะเป็นการนำพาบริษัทฯ เข้าสู่ธุรกิจพลังงานสร้างผลตอบแทนที่ดี และสร้างความมั่นคงให้แก่บริษัทฯ
จนที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ และยังทำให้นักลงทุนอีกจำนวนมากตามเข้ามาลงทุนใน NUSA เพราะเชื่อมั่นในแผนการเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน ดังนั้น การขายหุ้น WEH และ DEMCO เท่ากับยุติธุรกิจพลังงานโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. ก็เคยมีข้อสงสัยในการซื้อธุรกิจโรงแรม Panacee Grand Hotel Roemerbad ในประเทศเยอรมนี ซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินไปแล้ว 711 ล้านบาท จากทั้งหมด 740 ล้านบาท และภายหลังมาประกาศเปลี่ยนจากซื้อธุรกิจโรงแรม ไปซื้อหุ้นบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรมแทนทั้งที่จ่ายเงินไปแล้ว กลายเป็นว่า NUSA ได้หุ้นบริษัทที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 407 ล้านบาท เข้ามาแทน ในขณะที่โรงแรมที่ได้มาก็ยังเปิดบริการไม่ได้ทำให้ยังไม่มีรายได้
รวมไปถึงการที่คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติขายยกแปลงโครงการ หมู่บ้านกฤษฎา-พระราม 5 ให้แก่ บริษัท เอสเซน แอสเสท จำกัด ซึ่งมี นางสาวจิตตานันท์ พุทธิไตรสิน น้องสาวของ นางศิริญา เทพเจริญ (ภรรยาของนายวิษณุ) ซึ่งเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ เป็นกรรมการ (ถือหุ้น 99.99%) ในราคาที่ไม่สมเหตุผล
แม้ในภายหลังกรรมการตรวจสอบมีมติไม่เห็นชอบ ต่อการทำรายการดังกล่าว การกระทำข้างต้นนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการขาดความควบคุมภายในของบริษัท การทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงและเป็นราคาที่ไม่เหมาะสม ยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายย่อยเสียประโยชน์ จนทำให้ต้องเรียกผู้บริหารของ NUSA เข้ามาสอบถาม
มาถึงตอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ ที่เกิดความขัดแย้งจนทำให้กลุ่มกรรมการ บมจ.ณุศาศิริ (NUSA) ได้แก่ นายประเดช กิตติอิสรานนท์ และพวกรวม 5 คน ต้องยื่นฟ้อง NUSA และกรรมการที่เหลือ 7 คน ซึ่งนำโดย นายวิษณุ เทพเจริญ เพราะข้อสงสัยในเรื่องความโปร่งใสในการขายสินทรัพย์ และความสงสัยนี้ยังลุกลามไปถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะมีปัญหาที่เกี่ยวกับราคาหุ้นที่ร่วงลงมาตลอดตามมาด้วยเช่นกัน
เจ๊เมาธ์เชื่อว่า จากนี้ NUSA จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแน่นอนอย่างแรกความขัดแย้งจนเกิดการฟ้องร้องระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้งจากฝั่งผู้ถือหุ้นเดิมคือกลุ่ม “เทพเจริญ” และผู้ถือหุ้นใหม่ “กิตติอิสรานนท์” ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงในรูปแบบไหน หรือ จะแบ่งปันผลกันอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องความต้องการที่จะขายหุ้นในธุรกิจพลังงานทั้ง WEH และ DEMCO ซึ่งเป็นธุรกิจของกลุ่ม “กิตติอิสรานนท์” ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ดึงเข้ามา เพราะหากขายสินทรัพย์ในส่วนนี้ออกไปได้ ก็จะไม่ต่างไปจากการที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมกำลังพยายามผลักดันผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ออกไปจากบริษัทแห่งนี้ ประมาณว่า มองหน้ากันไม่ได้ หรือ อยู่ร่วมกันไม่ได้อีกต่อไป
อย่างที่สอง เป็นเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์จากการขายสินทรัพย์ทั้ง 6 รายการ คิดเป็นมูลค่า 70% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ที่กำลังมีปัญหาฟ้องร้องกัน ซึ่งหากสามารถเดินหน้าขายได้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การตั้งราคาขาย รวมไปถึงเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ที่ว่านี้ จะตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บริหาร ที่เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องความโปร่งใส ตามที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อย กำลังเกิดคำถามเช่นที่กำลังร้องเรียนต่อ DSI
ท้ายที่สุด ไม่ว่าความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้นใหม่ของ NUSA จะจบลงอย่างไร แต่ปัญหาก็คือ อนาคตของบริษัทว่าจะเดินไปในทิศทางใดกันแน่ เพราะหากไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด ...แล้วใครจะอยากเข้ามายุ่งหรือกล้าที่จะมาลงทุนด้วย เอวังของ NUSA ก็มีด้วยประการฉะนี้เองเจ้าค่ะ







