
ซื้อบ้านไม่ไหวแต่ยอมจ่ายค่าวิ่งและค่ายิม กับกระแสออกกำลังกายของคนรุ่นใหม่ไทย
ซื้อบ้านไม่ไหวแต่ยอมจ่ายค่าวิ่งและค่ายิม กับกระแสออกกำลังกายของคนรุ่นใหม่ไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4242
KEY
POINTS
- คนรุ่นใหม่เผชิญปัญหาหนี้สิน และมองว่า การซื้อบ้านเป็นเรื่องไกลตัว แต่กลับเลือกใช้จ่ายเงินไปกับกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น ค่าสมัครวิ่ง ค่ายิม และ อุปกรณ์กีฬา
- การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพถูกมองว่า เป็นการลงทุนระยะยาวใน "ทุนสุขภาพ" ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมและเห็นผลได้ชัดเจนกว่าเป้าหมายใหญ่อย่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- พฤติกรรมการออกกำลังกายมีความแตกต่างกันในแต่ละรุ่น โดย Gen Z นิยมการวิ่งและให้ความสำคัญกับชุมชน ขณะที่ Gen Y เน้นการเข้ายิมและลงทุนกับอาหารเสริมหรืออุปกรณ์ติดตามผล
- กระแสนี้ได้รับแรงหนุนจากกลไกทางสังคมและจิตวิทยา เช่น การใช้ "เครื่องมือผูกมัดตัวเอง" (commitment device) อย่างการสมัครงานวิ่งเพื่อสร้างวินัย และการสร้าง "อัตลักษณ์" ของคนรักสุขภาพ
งานอะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก ครั้งที่ 8 ปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้จัดรายงานก่อนงานว่า มีผู้เข้าร่วมทุกระยะรวมกว่า 48,000 คน จาก 86 ประเทศ การแข่งขันฟิตเนสอย่าง HYROX ก็โตจากราว 8,700 คน เมื่อพฤษภาคม 2568 เป็นกว่า 17,500 คน เมื่อมีนาคม 2569 ส่วนตามซอยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ยิม สตูดิโอ และรันคลับก็ผุดขึ้นไม่หยุด
ภาพนี้ชวนสงสัยครับ เพราะในเวลาเดียวกัน หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ราวร้อยละ 86 ของ GDP และการขอสินเชื่อบ้านราคาสองถึงห้าล้านบาท ยังถูกธนาคารปฏิเสธสูง คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่า บ้านหลังแรกไกลเกินเอื้อม แต่กลับยอมจ่ายค่าสมัครวิ่ง ค่าสมาชิกยิม และ ค่ารองเท้าราคาหลักพัน นี่คือ ความฟุ่มเฟือย หรือการตัดสินใจที่มีเหตุผลกว่าที่คิด และกระแสนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน
ในระดับโลก Global Wellness Institute (GWI) ประเมินว่า "เศรษฐกิจเวลเนส" ปี 2567 มีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 6.12 ของ GDP โลก โตเฉลี่ยปีละ 6.5 ระหว่างปี 2556 ถึง 2567 เทียบกับ GDP โลกที่โตราวร้อยละ 3.2
แต่คำว่า "เวลเนส" กว้างมาก นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารสุขภาพ ไปจนถึงท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่วนกิจกรรมทางกายซึ่งรวมยิมและอุปกรณ์กีฬาเป็นเพียงราวหนึ่งในหกของทั้งก้อนตามตัวเลขปี 2565
ในไทย GWI ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนส ปี 2567 มีมูลค่าราว 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 24 ของโลก โตร้อยละ 10.1 จากปีก่อน เมื่อมองย้อนไปปี 2566 ตัวเลขอยู่ที่ราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือราวร้อยละ 8 ของ GDP แยกรายภาคแล้ว ก้อนใหญ่ที่สุดคือ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพราว 4.15 แสนล้านบาท
ส่วนกิจกรรมทางกายและฟิตเนสอยู่ที่ราว 1.13 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลข 3,370 ล้านดอลลาร์ ที่กระทรวงพาณิชย์รายงานไว้ ว่า เป็นอันดับ 32 ของโลก โตร้อยละ 6.6 ผมตีความว่าเป็นภาคเดียวกัน นั่นแปลว่าเงินที่ไหลเข้าสู่การออกกำลังกายเป็นเพียงราวหนึ่งในสิบสองของเศรษฐกิจเวลเนสไทย และไม่ถึงร้อยละ 1 ของ GDP ครับ
แล้วคนไทยออกกำลังกายมากขึ้นแค่ไหน ต้องแยกให้ออกว่า กำลังพูดถึงตัวเลขไหน สัดส่วนคนอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ กรมพลศึกษาสำรวจไว้ร้อยละ 42.18 ในปี 2566 และกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า เป็นร้อยละ 44.39 ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเพียงสองจุดกว่า ๆ
ส่วนสัดส่วนผู้มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ ซึ่งนับรวมการเคลื่อนไหวจากงานและการเดินทาง อยู่ที่ร้อยละ 70.1 ในปี 2566 หลังร่วงจากร้อยละ 74.3 ก่อนโควิดลงไปที่ 56.7 ในปี 2563 กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมเพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ระเบิด สิ่งที่เปลี่ยนเร็วกว่ามากคือ รูปแบบและสถานที่
เมื่อเจาะมาที่คนรุ่นใหม่ ข้อมูลไทยไม่ตรงกับภาพ "เจนซีแห่เข้ายิม" อย่างที่หลายคนเข้าใจ กระทรวงพาณิชย์อ้างผลสำรวจผู้บริโภคของ SCB EIC ปี 2566 ว่ากิจกรรมยอดนิยมของเจนซีคือ การวิ่ง ส่วนเจนวายนิยมเข้ายิม งานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่สำรวจคนไทย 450 คน รุ่นละ 150 คน พบว่า เจนซีเลือกวิ่งมากที่สุด แต่มีเพียงร้อยละ 61.99 ที่ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ถึง 4 วัน ต่ำกว่าเจเนอเรชันอื่น
ส่วนวิตามินและอาหารเสริม เจนวายใช้จ่ายเดือนละ 4,608 บาท เทียบกับเจนซีที่ 2,592 บาท ส่วน The 1 Insight ซึ่งวิเคราะห์การใช้จ่ายของสมาชิกบัตร The 1 พบว่ายอดซื้อชุดวิ่งโตกว่าสองเท่าโดยมีเจนซีเป็นแรงขับหลัก สินค้าเทนนิสโตห้าเท่าในกลุ่มเจนซี
ขณะที่เจนวายลงทุนกับฟิตเนสและอุปกรณ์ติดตามข้อมูลเป็นหลัก ข้อมูลบัตรสมาชิกสะท้อนผู้ช็อปในเครือเซ็นทรัล และกลุ่มตัวอย่าง CMMU ไม่ใหญ่นัก จึงไม่ใช่ภาพของคนไทยทั้งประเทศ แต่ไม่มีชุดไหนบอกว่า เจนซีไทยจ่ายให้ยิมมากกว่ารุ่นอื่น สิ่งที่ชัดคือ เจนซี "ตื่นตัว" สูง แต่ "ความสม่ำเสมอ" ยังเป็นโจทย์
ในโลกของการวิ่ง สมาคมผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย ระบุว่า ปี 2569 น่าจะมีงานวิ่งราว 2,500 งาน และจำนวนนักวิ่งกลับมาเท่าระดับก่อนโควิดแล้ว หลังจากปี 2568 อยู่ราวร้อยละ 70 ของก่อนโควิด แปลว่า ส่วนหนึ่งของ "บูม" คือการฟื้นตัว
ส่วนงานใหญ่อย่างอะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอน ภาครัฐเห็นชอบงบ 264 ล้านบาทสำหรับค่าลิขสิทธิ์และภาษีช่วงปี 2568 ถึง 2570 โดยคาดว่าการใช้จ่ายของผู้เข้าร่วมและผู้ติดตามจะสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ล้านบาทตลอดสามปี แต่เมื่อผู้เข้าร่วมมาจาก 86 ประเทศ "บูมของนักวิ่งไทย" กับ "บูมของการท่องเที่ยวด้วยการวิ่ง" จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในโลกของยิม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ปี 2567 มีนิติบุคคลธุรกิจออกกำลังกาย 2,499 ราย เป็นรายเล็กถึงร้อยละ 99.44 และตั้งใหม่ในปีนั้น 396 ราย เพิ่มขึ้นหนึ่งในสามจากปีก่อน นี่คือ อุตสาหกรรมของรายย่อย ส่วนต่างประเทศ ABC Fitness ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ให้ฟิตเนสต่าง ๆ รายงานว่า เจนซี คิดเป็นร้อยละ 47 ของสมาชิกยิมรายใหม่ปี 2568 แต่พบอัตราการยกเลิกที่สูงขึ้นด้วย
สุขภาพคือ"ทุน"ที่สะสมได้
ในปี 2515 Michael Grossman นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เสนอว่าสุขภาพไม่ใช่แค่สภาพร่างกาย แต่เป็น "ทุน" ชนิดหนึ่ง คล้ายเงินออมหรือความรู้ ทุกคนเกิดมาพร้อมทุนสุขภาพก้อนหนึ่งที่ค่อย ๆ เสื่อมลงตามอายุ แต่เรา "ลงทุน" เติมได้ด้วยการกิน การนอน การพบแพทย์ และการออกกำลังกาย ผลตอบแทนคือจำนวนวันที่เรามีแรงทำงานและใช้ชีวิต
บริบทไทยทำให้ทฤษฎีนี้ชัดเป็นพิเศษ เพราะเราเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2565 และผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและอ้วน ราวร้อยละ 45 ป่วยเบาหวานร้อยละ 10.6 การจ่ายค่ายิมเดือนละสองพันบาท จึงไม่ต่างจากการฝากเงินระยะยาว เพียงแต่ผลตอบแทนออกมาเป็นร่างกายที่แข็งแรงในวัยสี่สิบห้าสิบ แทนที่จะเป็นดอกเบี้ย
รู้ว่าดีแต่ทำไมยังผลัดไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์
ถ้าการออกกำลังกายดีขนาดนั้น ทำไมหลายคนตั้งใจแล้วตั้งใจอีกแต่ไม่เคยได้เริ่ม นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า "อคติเข้าข้างปัจจุบัน" (present bias) เพราะความเหนื่อยและความง่วงเกิดขึ้นทันที ขณะที่ผลดีอยู่ไกลในอนาคตและมองไม่เห็น เมื่อต้องชั่งในเช้าวันจันทร์ ผ้าห่มจึงชนะยอมติดเตียงแทนเสมอ
ยิม คือ ห้องทดลองของเรื่องนี้ งานคลาสสิกชื่อ "จ่ายเงินเพื่อไม่ไปยิม" (Paying Not to Go to the Gym) ของ Stefano DellaVigna และ Ulrike Malmendier ตีพิมพ์เมื่อปี 2549 วิเคราะห์สมาชิกฟิตเนสในสหรัฐฯ 7,752 คนนานสามปี [ข้อมูลต่างประเทศ] พบว่าคนที่จ่ายแบบเหมาเดือนละเกิน 70 ดอลลาร์ ไปใช้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 4.3 ครั้ง ตกครั้งละกว่า 17 ดอลลาร์ ทั้งที่ซื้อบัตรรายครั้งได้ที่ 10 ดอลลาร์ เสียเงินเกินจำเป็นเฉลี่ยราว 600 ดอลลาร์ต่อคน
ความเข้าใจที่พบบ่อยคือ คนกลุ่มนี้จ่ายแพงเพื่อ "บังคับตัวเอง" แต่ผู้เขียนไม่ได้สรุปเช่นนั้น คำอธิบายที่น่าจะเป็นคือ ความมั่นใจเกินจริงเกี่ยวกับวินัยของตัวเองในอนาคต คือคิดว่าจะไปบ่อย แล้วก็ไม่ไป และยังเลื่อนการยกเลิกสัญญาออกไปอีก
ที่น่าสนใจคือ คนที่เลือกสัญญารายเดือนซึ่งยกเลิกได้ทุกเดือน กลับมีโอกาสสมัครต่อเกินหนึ่งปีสูงกว่าคนผูกสัญญารายปี ถึงร้อยละ 17 ความยืดหยุ่นจึงไม่ได้แปลว่า คนจะเลิกทันทีที่ไม่ไป ความเฉื่อย คือ แหล่งรายได้ของผู้ประกอบการ (การสมัครสมาชิกสตรีมมิ่ง หรือ AI ที่จ่ายทีละเดือนก็คล้ายกัน)
เมืองไทยมีเวอร์ชันของตัวเองที่เจ็บปวดกว่า แคลิฟอร์เนีย ว้าว ฟิตเนส ปิดตัวเมื่อปี 2555 มีผู้เสียหายที่สมัครแบบตลอดชีพ 639 ราย เสียหายกว่า 30 ล้านบาท ส่วนทรูฟิตเนสปิดทุกสาขาเมื่อปี 2560 โดยสมาชิกจ่ายล่วงหน้าตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ความกลัวความไม่แน่นอนนี้ อาจทำให้การสมัครยิมในไทยนิยมสมัครแบบรายเดือนมากกว่า
งานวิ่งและรันคลับ:เครื่องมือผูกมัดตัวเองรุ่นใหม่
ถ้าสมาชิกรายปีเป็นการผูกมัดที่ไม่ค่อยได้ผล การวิ่งมีกลไกที่ดีกว่าอยู่ในตัว ค่าสมัครงานวิ่งที่จ่ายไปแล้วเป็นต้นทุนจม วันแข่งตายตัวทำให้เลื่อนไม่ได้ และรันคลับหรือเพื่อนที่นัดวิ่งด้วยกันทำให้การไม่มาเสียหน้า นักเศรษฐศาสตร์เรียกกลไกแบบนี้ว่า "เครื่องมือผูกมัดตัวเอง" (commitment device)
ข้อมูลของ Strava ที่เป็นแอปสำหรับใช้บันทึกกิจกรรมการออกกำลัง พบว่าในปี 2568 เจนซีมีโอกาสมากกว่าเจนเอกซ์ ร้อยละ 75 ที่บอกว่าแรงจูงใจหลักในการออกกำลังกาย คือ การแข่งขันหรืองานวิ่ง และคลับใหม่บนแอปทั้งแพลตฟอร์มเพิ่มเกือบสี่เท่า โดยคลับวิ่งโตราว 3.5 เท่า ต้องย้ำว่านี่เป็นข้อมูลผู้ใช้แอปทั่วโลก
ส่วนหลักฐานไทยเรื่องชุมชน CMMU พบว่า เจนซี ร้อยละ 71.33 มองว่าการมีกลุ่มหรือชุมชนช่วยให้ดูแลสุขภาพได้ต่อเนื่อง ซึ่งเข้ากับจุดอ่อนเรื่องความสม่ำเสมอ แต่เรายังไม่มีตัวเลขไทยที่นับจำนวนรันคลับอย่างเป็นระบบ สิ่งที่มีคือ ภาพที่เห็นรอบตัวและข่าว ซึ่งยังไม่ใช่ข้อมูล
อีกกลไกหนึ่งมาจาก "เศรษฐศาสตร์อัตลักษณ์" ของ George Akerlof และ Rachel Kranton ที่บอกว่าคนตัดสินใจเพื่อเป็น "คนแบบที่อยากเป็น" ด้วย ไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว เหรียญเส้นชัยหรือสถิติบนแอปจึงเป็น "สัญญาณ" ที่ปลอมยากกว่าคำพูดว่า "ฉันรักสุขภาพ" เพราะต้องแลกด้วยเวลาและความเหนื่อย ซึ่งตรงกับแนวคิดสัญญาณของ Michael Spence ที่ว่าสัญญาณน่าเชื่อถือเมื่อมีต้นทุน
ยิมและรันคลับแทนผับจริงหรือ
ช่วงนี้เรามักได้ยินว่า "คนรุ่นใหม่เลิกเหล้า หันมาวิ่งและเข้ายิมแทน" แต่ข้อมูลไทยซับซ้อนกว่านั้น สำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สัดส่วนผู้ดื่มในรอบปีของคนอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มจากร้อยละ 28.0 ในปี 2564 เป็น 35.2 ในปี 2567 โดยฐานปี 2564 ต่ำผิดปกติเพราะมาตรการโควิด
และตามที่ สสส. รายงานโดยอ้างการสำรวจเดียวกัน กลุ่ม 15 ถึง 19 ปีทรงตัวที่ราวร้อยละ 9.6 แต่กลุ่ม 20 ถึง 24 ปีเพิ่มจาก 31.6 เป็น 37.8 กลุ่มต่ำกว่า 20 ปีดื่มน้อยส่วนหนึ่ง เพราะกฎหมายห้ามขายให้ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นผลของนโยบาย ไม่ใช่ค่านิยมรุ่นล้วน ๆ
ดังนั้นสมมติฐาน "ยิมและรันคลับมาแทนผับ" จึงยังไม่มีหลักฐานรองรับ ที่เป็นไปได้ไม่แพ้กันคือ "ส่งเสริมกัน" คือ วิ่งเสร็จแล้วไปสังสรรค์ต่อ ซึ่งข้อมูลที่มีตอบไม่ได้ และพาดหัวข่าวไทยบางชิ้นก็ยกตัวเลขอังกฤษมาราวกับเป็นตัวเลขไทย ควรถามที่มาทุกครั้ง
เงินตึงแต่ทำไมงบออกกำลังกายไม่โดนตัด
คำถามท้าทายที่สุด คือ เรื่องเงิน หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ที่ราวร้อยละ 85.9 ต่ำสุดในรอบหกปี แต่ SCB EIC เตือนว่า ไม่ใช่เพราะฐานะดีขึ้น เป็นเพราะกู้ยากขึ้น ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2569 รายงานว่าหนี้อยู่ที่ราว 7.9 แสนบาทต่อครัวเรือน สูงสุดนับแต่เริ่มสำรวจปี 2552
แนวคิดแรกที่ช่วยอธิบายคือ "บัญชีในใจ" (mental accounting) ของ Richard Thaler ผู้ได้รับรางวัลโนเบล คนเราแบ่งเงินเป็นซองในหัว เมื่อเงินตึง ซองที่ถูกตัดก่อนมักเป็นซองเที่ยวหรือสังสรรค์ ส่วนซอง "สุขภาพ" ถูกมองว่าไม่ควรแตะ
แนวคิดที่สอง "พื้นที่ที่ควบคุมได้" เมื่อราคาบ้าน ตลาดงาน และภาวะเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ควบคุมไม่ได้ ร่างกายคือพื้นที่ไม่กี่แห่งที่ความพยายามแปลงเป็นผลลัพธ์ได้จริงและเร็ว เวลาวิ่งดีขึ้นทุกเดือน ต่างจากการเก็บเงินดาวน์ที่ไม่รู้ว่าจะพอเมื่อไร แต่ยังไม่มีงานวิจัยในเรื่องนี้กับประชากรไทย
ข่าวดีคือ กระแสนี้มีประโยชน์จริง เครือฟิตเนส The Gym Group ในอังกฤษรายงานว่า ร้อยละ 87 ของคนอายุ 16 ถึง 28 ปี ที่สำรวจบอกว่า ออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น แต่เป็นการรายงานด้วยตนเองของคนที่เลือกออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงแยกเหตุและผลไม่ได้ ในเชิงเศรษฐกิจ ระบบนิเวศของธุรกิจรายย่อยเติบโตตามมา ตั้งแต่ผู้จัดงานวิ่ง ร้านอุปกรณ์ ไปจนถึงสตูดิโอ
แต่มีอย่างน้อยสามเรื่องที่ต้องระวัง เรื่องแรกคือ ช่องว่างของโอกาส งานวิเคราะห์ของกรมควบคุมโรคที่ใช้ข้อมูลสำรวจระดับชาติปี 2564 ของคนอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 86,000 คน พบว่า คนไทยออกกำลังกายเพียงพอร้อยละ 63.94 แต่เวลาเฉลี่ยเพียงราว 48 นาทีต่อสัปดาห์ ต่ำกว่าคำแนะนำ 150 นาที ขององค์การอนามัยโลกมาก
และเมื่อควบคุมปัจจัยอื่นแล้ว คนจบปริญญาตรีขึ้นไปมีโอกาสออกกำลังกายเพียงพอสูงกว่าราว 1.9 เท่า ส่วนคนฐานะสูงกว่า คนในเขตเทศบาล และผู้ชาย ก็มีโอกาสสูงกว่าเช่นกัน นั่นคือก่อนจะนับค่าสมัครงานวิ่ง ค่ายิม รองเท้า และนาฬิกา
เรื่องที่สองคือ เงินที่จ่ายล่วงหน้า บทเรียนจากแคลิฟอร์เนีย ว้าว และ ทรูฟิตเนส บวกกับงานของ DellaVigna และ Malmendier ที่เห็นการต่ออายุอัตโนมัติ และการเลื่อนยกเลิก ทำให้ผมเห็นว่า ควรพิจารณากลไกคุ้มครองเงินสมาชิกที่จ่ายล่วงหน้า เช่น จำกัดระยะสัญญา ให้ยกเลิกง่าย หรือ กันเงินไว้ในบัญชีเฉพาะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการร้อยละ 99 เป็นรายเล็กที่ล้มได้ง่าย
เรื่องที่สามคือ แรงกดดันเรื่องรูปร่าง งานทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบปี 2568 ในวารสาร European Eating Disorders Review รวม 22 งานวิจัย พบว่า การใช้โซเชียลมีเดียมีความสัมพันธ์กับอาการหมกมุ่นกับการกินให้ "สะอาด" (orthorexia) และหมกมุ่นกับกล้ามเนื้อ แต่ส่วนใหญ่เป็นงานภาคตัดขวางในกลุ่มคนทั่วไป จึงบอกได้แค่ความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล นี่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเป็นเช่นนั้น แต่เป็นสัญญาณที่ควรจับตา
กระแสนี้จะอยู่นานแค่ไหน
นักเศรษฐศาสตร์และนักประชากรศาสตร์มักแยกการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นสามแบบ "ผลของวัย" คือ สิ่งที่เปลี่ยนตามอายุไม่ว่าเกิดปีไหน "ผลของยุคสมัย" คือ เหตุการณ์ที่กระทบทุกคนพร้อมกัน เช่นโควิด และ "ผลของรุ่น" คือ ค่านิยมที่ติดตัวคนรุ่นหนึ่งไปตลอดชีวิต ปัญหาคือ แยกสามอย่างนี้ออกจากกันยากมาก ถ้ามีข้อมูลแค่ไม่กี่จุดเวลา
ตัวอย่างไทยที่ชัดที่สุดคือ ผลของยุคสมัย ทั้งกิจกรรมทางกายที่ร่วงตอนโควิดแล้วฟื้นกลับมา และนักวิ่งที่เพิ่งกลับมาเท่าก่อนโควิดในปีนี้ ส่วนผลของวัยและนโยบายเห็นจากแอลกอฮอล์ ที่ช่องว่างระหว่างกลุ่มต่ำกว่า 20 ปีกับ 20 ถึง 24 ปีอธิบายได้ด้วยกฎหมายมากกว่าค่านิยมรุ่น ส่วนผลของรุ่น เรามีข้อมูลสำรวจซ้ำแค่ไม่กี่จุด ยังไม่พอจะสรุปว่าเจนซีมีค่านิยมที่เปลี่ยนถาวร
ข้อสรุปของผมคือ ทิศทางน่าจะอยู่ยาว เพราะผูกกับสังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรัง และชุมชนคนออกกำลังกายที่ฝังลงไปแล้ว แต่ความเข้มข้นของการใช้จ่ายตอนนี้มีโอกาสลดลง เมื่อเจนซีมีภาระผ่อนบ้านและเลี้ยงลูก เหมือนทุกรุ่นก่อนหน้า
ยกเว้นว่า ถ้าการซื้อบ้านและการมีลูกถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ ช่วงชีวิตที่มีเวลาและเงินก้อนเล็กก็อาจยาวขึ้น ส่วนกระแสตามสินค้าอย่างเทนนิส อาจมาแล้วไปเร็ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงของผู้ประกอบการรายเล็ก พูดง่าย ๆ คือ "พื้น" จะสูงขึ้นถาวร แต่ "ยอด" ที่เห็นตอนนี้อาจค่อย ๆ ลดระดับลง
สุดท้าย สำหรับคนที่กำลังออกกำลังกาย อย่าประเมินวินัยของตัวเองในอนาคตสูงเกินจริง ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เลือกสัญญาที่ยกเลิกง่ายก่อนจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ และถ้าอยากผูกมัดตัวเอง ให้ผูกกับวันที่ตายตัวและเพื่อน เช่น สมัครงานวิ่งล่วงหน้า หรือ นัดรันคลับ มากกว่าจ่ายเงินก้อน แล้วหวังว่าความเสียดายจะช่วยเรา การวิ่งในสวนสาธารณะไม่ได้ให้ผลตอบแทนทางสุขภาพ น้อยกว่าคลาสราคาหลายพันบาท นี่เป็นข้อสังเกตจากงานวิจัยทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคล
สำหรับภาคธุรกิจ อย่าลงทุนตามยอดพีค ธุรกิจที่อยู่รอดได้นาน คือ ธุรกิจที่ขายชุมชนและประสบการณ์ที่คนกลับมาซ้ำ ไม่ใช่แค่สินค้าตามกระแส
สำหรับภาครัฐและท้องถิ่น ผมตั้งคำถามว่า งบ 264 ล้านบาท เพื่อดึงงานมาราธอนระดับโลก คุ้มไหมเมื่อเทียบกับการใช้เงินจำนวนเดียวกันกับสวนสาธารณะ ลู่วิ่ง และ พื้นที่ออกกำลังกายราคาถูกทั่วเมือง ผมไม่ได้ตอบว่าอย่างไหนดีกว่า และตัวเลขรายได้ 3,300 ล้านบาท เป็นการคาดการณ์ที่ยังไม่หักผลของการที่คนไปใช้จ่ายที่อื่นแทน
แต่คำถามนี้ควรถูกถาม เพราะกลุ่มที่ออกกำลังกายน้อยที่สุด คือ กลุ่มที่ตลาดเข้าไม่ถึง และเรายังต้องการสำรวจที่วัดตรงกัน แยกตามอายุและรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ตัวเลขแต่ละชุดวัดไม่เหมือนกัน
คนรุ่นใหม่อาจยังซื้อบ้านไม่ได้ แต่ถ้าพวกเขาสะสมทุนสุขภาพได้ดีกว่ารุ่นก่อน ขณะที่สังคมไทยกำลังสูงวัยอย่างรวดเร็ว นั่นอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดชิ้นหนึ่งที่สังคมจะได้รับในอีกยี่สิบปีข้างหน้า
ที่มาของข้อมูล: Global Wellness Institute (ข้อมูลไทยผ่าน BDMS Wellness Clinic และ CMMU); สนค. กระทรวงพาณิชย์ (รวมข้อมูลกรมพลศึกษาและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า); HISO; กรมควบคุมโรค/WESR; CMMU มหิดล; The 1 Insight; สมาคมผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย; กรมประชาสัมพันธ์; สสช. และ สสส.; ม.หอการค้าไทย; SCB EIC; ต่างประเทศ: Strava, ABC Fitness, The Gym Group, DellaVigna & Malmendier (2549), Vintró-Alcaraz et al. (2568)
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4242







