thansettakij
thansettakij
สงครามตะวันออกกลาง ปี 2569 กับเศรษฐกิจไทย

สงครามตะวันออกกลาง ปี 2569 กับเศรษฐกิจไทย

24 มิ.ย. 69 | 06:09 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มิ.ย. 69 | 06:23 น.

สงครามตะวันออกกลาง ปี 2569 กับเศรษฐกิจไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...รศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4212

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพในไทย
  • เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตต่ำอยู่แล้วมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ที่ลดลง
  • กระทบภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก และการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น
  • ผู้ดำเนินนโยบายเผชิญความท้าทาย โดยนโยบายการเงินมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการคลังมีความสามารถในการอุดหนุนราคาพลังงานจำกัด

สหรัฐฯ พร้อมด้วยอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกสังหารหลายคน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากสหรัฐฯ และ อิหร่าน กำลังเจรจากันเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยการเจรจาดังกล่าวยังไร้ข้อตกลง อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอลทันที โดยส่งขีปนาวุธถล่มฐานทัพของอเมริกา ที่ตั้งอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและเมือง เทล อาวีฟ ของอิสราเอล 

 

การสู้รบต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า 1 เดือน สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2569 สงครามยังดำเนินต่อไป อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่รัฐบาลอิหร่านว่า จะยกพลขึ้นบกและโจมตีอย่างหนักหน่วง ถ้าหากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่อิหร่านยังคงส่งขีปนาวุธ ที่มีอำนาจทำลายล้างหนักขึ้นถล่มอิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางต่อไป 

การยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน การขนส่งพลังงาน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ภูมิภาคตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งผลิตน้ำมันดิบของโลก กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 35% ของโลก และเมื่อรวมกับพันธมิตรในกลุ่มจะมีสัดส่วนการผลิตสูงถึงประมาณ 60% ของอุปทานน้ำมันโลก 

โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนถึงการกระจุกตัวของอุปทานในระดับสูง นอกจากด้านการผลิตแล้ว ระบบการขนส่งพลังงานโลก ยังมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 15–20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันโลกและการค้าทางทะเลด้านน้ำมัน 

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หมายถึงการหยุดชะงักของการขนส่งสามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซลในประเทศไทยปรับตัวขึ้นจาก 30 บาทต่อลิตรเป็น 50 บาทต่อลิตร น้ำมันแพงขึ้นเกือบ 70% ภายในระยะเวลาอันสั้น แล้วเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ผลกระทบของสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย สามารถอธิบายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับบริบทเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย เราควรจะต้องทราบก่อนว่าธรรมชาติของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็นอย่างไร 

                                 สงครามตะวันออกกลาง ปี 2569 กับเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก และมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็นประมาณ 70–80% ของการใช้พลังงานทั้งหมด โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าคิดเป็นประมาณ 60–65% ของ GDP 

เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในสภาวะเติบโตต่ำมานาน ข้อมูล 5 ปีย้อยหลังชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยเพียงแต่ 2.3% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า อัตราการเติบโตของ GDP ไทยชะลอลงเหลือเพียง 1.6% ในปี 2569 ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเรื่อยมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก 2 % ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 เหลือ 1% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  

นอกจากนี้ทางด้านเสถียรภาพราคา เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำผิดปกติ เงินเฟ้อทั่วไปต่ำลงเรื่อย ๆ จากปี 2566 ถึง 2568 ที่ 1.2% 0.4% และ -0.14% ตามลำดับ 

IMF คาดว่าเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ที่ 0.4% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1–3% อย่างมีนัยสำคัญ เดือนมีนาคมปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปต่ำยังคงติดลบอยู่ที่ -0.88% ในขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.56% เงินเฟ้อพื้นฐาน 2 ปีที่ผ่านมาเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 0.7% ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำหน้าที่เป็นช็อกอุปทานเชิงลบ (Negative supply shock)

จากภายนอกที่ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของเศรษฐกิจที่ซ้อนทับบนเศรษฐกิจไทย ซึ่งอยู่ในภาวะการเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำผลของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นสามารถอธิบายผ่านต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) ของธุรกิจซึ่งเชื่อมโยงกับเงินเฟ้อ ทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ค่าไฟ และต้นทุนวัตถุดิบที่พึ่งพาพลังงาน ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ทำให้กำไรและการลงทุนลดลง 

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบผ่านอุปสงค์จากต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนควบคู่กับการชะลอตัวของอุปสงค์โลก ก่อให้มีแรงกดดันทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจชะลอตัว (Stagflation) ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น 

เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวการณ์เติบโตต่ำ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานจะไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์เป็นตัวขับเคลื่อน (Demand-pull inflation) แต่จะยิ่งกดดันผลผลิตผ่านการลดกำลังซื้อและการลงทุน  

ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยยิ่งชัดเจน เมื่อพิจารณาว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์สินค้าส่งออกของไทย 

การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก จากความไม่แน่นอนทางการค้าและความผันผวนของตลาดโลก นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังเผชิญการแข่งขันสูง หมายความว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมภาคการส่งออกผ่านช่องทางอุปสงค์โลก 

ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในปี 2569 ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะเพิ่มต้นทุนการเดินทางและลดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจชะลอการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในบริบทที่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับศักยภาพเต็มที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อพร้อมเศรษฐกิจซบเซาอย่างชัดเจน 

แม้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำ แต่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีลักษณะต้นทุนผลักดัน (Cost-push) ที่สามารถเร่งเงินเฟ้อได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหมวดพลังงานและอาหารรวมกันมีสัดส่วนมากกว่า 30% ของตะกร้า CPI ไทย ทำให้การส่งผ่านของต้นทุน (Pass-through) ไปยังราคาผู้บริโภคมีความชัดเจน

ในด้านนโยบายการเงิน ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของไทยล่าสุดเดือนมีนาคม 2026 ยังอยู่เพียง -0.88% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.56%  ซึ่งหมายความว่า ไทยเริ่มจากจุดที่เงินเฟ้อต่ำมากก่อนโดนผลกระทบราคาน้ำมันรอบนี้ พลังงานมีสัดส่วนประมาณ 13% ของตะกร้า CPI ไทย เมื่อให้การส่งผ่านของต้นทุนไม่เต็ม 100% เพราะยังมีภาษี กองทุน มาตรการภาครัฐช่วยดูดซับบางส่วน 

ผลตรงต่อเงินเฟ้อไทยจากการที่น้ำมันขึ้นกว่า 70% อาจดันเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นราว 1–1.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมผลกระทบในระยะหลายเดือน ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่า หากราคาน้ำมันสูงมากยืดเยื้อถึงครึ่งหลังปี 2026 เงินเฟ้อทั่วไปอาจขึ้นไปเกือบ 2%

โจทย์ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะยากขึ้น เพราะราคาน้ำมันสูง ทำให้เงิอเฟ้อสูงแต่ผลผลิตแย่ลง ธนาคารแห่งประเทศไทยมีพื้นที่นโยบายที่จำกัด โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดอยู่ที่ 1% ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสนับสนุนเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน จะจำกัดความสามารถในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม และอาจทำให้ธนาคารกลางต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าที่เหมาะสม สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการชดเชยของนโยบาย ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการควบคุมเงินเฟ้อ 

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจไม่ได้รีบขึ้นดอกเบี้ยทันที เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้อเริ่มต้นต่ำมาก เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งธนาคารกลางให้ความสนใจ และเป็นแนวโน้มระยะกลางยังไม่สูง แต่มีแนวโน้มสูงที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม หรือคงดอกเบี้ยไว้นานกว่าที่เคยคิด ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าครึ่งหลังปี พร้อมราคาน้ำมันสูงมาก GDP อาจต่ำลงได้ถึง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อขึ้นไปเกือบ 2%

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย นโยบายที่เหมาะสมจึงไม่ควรเป็นมาตรการกระตุ้นแบบกว้าง แต่ควรเป็นชุดนโยบายที่เน้นการประคองการเติบโต ควบคู่กับการกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานส่งผ่านเป็นเงินเฟ้อวงกว้าง 

ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรยึดแนวทางเป้าหมายเงินเฟ้อยืดหยุ่น (Flexible inflation targeting) อย่างชัดเจน กล่าวคือ ไม่ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากราคาพลังงานแบบอัตโนมัติ หากยังไม่เห็นสัญญาณของผลกระทบรอบสองในค่าจ้างและเงินเฟ้อพื้นฐาน การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อพลังงานอาจยิ่งซ้ำเติมการเติบโตที่ต่ำอยู่แล้ว

ในด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบทั่วถึงและถาวร เพราะแม้ไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มจำกัดมากขึ้น โดยหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ที่ใช้เป็นจุดอ้างอิงเชิงนโยบายค่อนข้างมาก 

ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบ 12.605 พันล้านบาท ณ วันที่ 15 มีนาคม 2026 และกำลังใช้อัตราอุดหนุนดีเซลสูงสุดถึง 18.31 บาทต่อลิตร เพื่อพยุงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ชัดว่า การตรึงราคาน้ำมันทั้งระบบเป็นเวลานานจะสร้างภาระการคลังและบิดเบือนสัญญาณราคามากเกินไป 

ดังนั้น มาตรการที่เหมาะสมกว่า คือ การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มชั่วคราว เช่น ช่วยค่าพลังงานเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ขับขี่ขนส่งสาธารณะ และธุรกิจขนาดเล็กที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสูง มากกว่าการอุดหนุนราคาทั่วประเทศ

สำหรับภาคพลังงานเอง วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากนโยบายประคองราคา ไปสู่นโยบายลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพราะเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นการตรึงราคาภายในประเทศทำได้เพียงซื้อเวลา 

ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงควรมุ่งไปที่การเร่งกระจายแหล่งพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม และใช้มาตรการลดการใช้พลังงานในภาครัฐและภาคขนส่งควบคู่กันไป การตอบสนองของไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การตรึงราคาเชื้อเพลิง แต่ควรใช้วิกฤตนี้เป็นจุดเร่งการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานด้วย

สำหรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ รัฐบาลควรมุ่งรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนการเดินทาง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว หากไทยต้องการรักษาแรงหนุนของการฟื้นตัวในภาคบริการ นโยบายที่เหมาะสม คือ การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การเพิ่มประสิทธิภาพสนามบินและโลจิสติกส์ท่องเที่ยว และการทำตลาดเชิงรุกในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางน้อยกว่า

แนวทางนี้มีต้นทุนทางการคลังต่ำกว่าการอุดหนุนราคาพลังงาน แต่สามารถช่วยพยุงรายรับภาคบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะกลาง 

โดยสรุป ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรเป็นนโยบายผสมแบบมุ่งเป้าและยืดหยุ่น กล่าวคือ นโยบายการเงินควรเน้นตรึงความคาดหวังเงินเฟ้อ หรือเน้นไปที่เงินเฟ้อพื้นฐานโดยไม่ตอบสนองเกินจำเป็นต่อช็อกด้านพลังงาน นโยบายการคลังควรช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มและชั่วคราวเพราะฐานะกองทุนน้ำมันและหนี้สาธารณะมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น และนโยบายพลังงาน ควรเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าในเชิงโครงสร้าง