thansettakij
thansettakij
เมื่อความเหงากัดเซาะร่างกาย ผ่านฮอร์โมนคอร์ติซอล

เมื่อความเหงากัดเซาะร่างกาย ผ่านฮอร์โมนคอร์ติซอล

23 ต.ค. 69 | 19:35 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ต.ค. 69 | 19:45 น.

เมื่อความเหงากัดเซาะร่างกาย ผ่านฮอร์โมนคอร์ติซอล คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ความเหงาในวัยเกษียณส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ การสูญเสียบทบาททางสังคมและความรู้สึกไร้คุณค่าอาจนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังและส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอล
  • คอร์ติซอลที่สูงจากความเครียดเรื้อรังอาจทำลายสุขภาพในระยะยาว ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ความจำ การนอนหลับ และภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • วัยเกษียณควรใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ ทำงานตามความเหมาะสม และพบปะผู้คนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเหงาและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในวัยสูงอายุ

ผมมีเพื่อนสนิทท่านหนึ่ง ได้เข้ามาพูดคุยกับผมถึงชีวิตหลังวัยเกษียณ เพราะเขาเห็นผมอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ยังคงมีงานเข้ามาให้ทำแทบทุกวัน อีกทั้งยังไม่ยอมหยุดที่จะหาโอกาสทำโน่น นี่ นั่นมาตลอด ผมจึงได้บอกเขาไปว่า ผมยังคงสนุกกับงาน แม้ภรรยาผมก็อยากให้ผมหยุดได้แล้วก็ตาม เพราะผมคิดว่า ในชีวิตยังคงมีอะไรที่น่าสนใจอยู่มากที่จะต้องเรียนรู้ ตัวเขาเองก็อายุยังไม่มาก เพิ่งจะเกษียณอายุไม่นาน ไม่ควรจะอยู่บ้านเฉย ๆ เพราะยิ่งนานวัน ก็จะยิ่งมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีความหมายครับ

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่า ความคิดของคนแก่ส่วนใหญ่ ในชีวิตหลังการเกษียณอายุ ก็เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน และรางวัลชีวิตหลังจากผ่านการโหมทำงานหนักมาครึ่งค่อนชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับผู้สูงวัยจำนวนมาก การก้าวข้ามจากชีวิตที่มีบทบาท มีสังคม มีตารางเวลาที่แน่นอน ไปสู่ชีวิตที่เงียบสงบ มักจะต้องกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะ “การสูญเสียบทบาท” (Loss of Role) และ “ความเหงาทางสังคม” (Social Isolation) ซึ่งจะส่งผลกระทบสะเทือนลึกซึ้งยิ่งกว่าเรื่องของสภาพร่างกาย อารมณ์และความรู้สึก เพราะความเหงามันกำลังกัดเซาะร่างกายของเรา ในระดับชีวโมเลกุลอย่างเงียบเชียบและทรงพลังเลยละครับ

ส่วนใหญ่เมื่อเราเข้าสู่วัยใกล้ฝั่ง ก็จะมีปัญหาเรื่องโรคภัยต่าง ๆ รุมเร้า ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาที่เกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอตามสภาพ หรือมีปัญหาความบกพร่องของภูมิคุ้มกันตนเอง อีกทั้งฮอร์โมนในร่างกายเราก็มีปัญหาตามมาด้วย หนึ่งในนั้นจะมี “ฮอร์โมนคอร์ติซอล” (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตื่นตัวและจัดการพลังงาน ที่มีประโยชน์มากในภาวะปกติ แต่ฮอร์โมนตัวนี้ถ้าเรามีเครียดเรื้อรัง จนมันหลั่งออกมามากเกินไป ก็จะกลายเป็นตัวการที่กัดเซาะสุขภาพร่างกายของเรา โดยที่เราจะไม่มีโอกาสทราบได้เลยครับ

 

เมื่อผู้สูงวัยหากเริ่มรู้สึกเหงา วิตกกังวล หรือรู้สึกว่าตนเองหมดคุณค่า สมองในส่วน “อะมิกดาลา” (Amygdala) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคาม ก็จะตีความสภาพแวดล้อมรอบตัวทันทีว่า “ร่างกายกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย” สัญญาณเตือนนี้จะกระตุ้นแกนการทำงานของระบบประสาท และต่อมไร้ท่อที่เรียกว่า HPA Axis (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal Axis) ซึ่งสั่งการให้ต่อมหมวกไตหลั่ง “คอร์ติซอล” (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดหลั่งออกมาสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง ตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งในภาวะปกติคอร์ติซอลจะเป็นฮอร์โมนที่มีประโยชน์ โดยจะหลั่งสูงขึ้นในตอนเช้า เพื่อปลุกให้เรารู้สึกตื่นตัว มีพลังงาน และจะค่อย ๆ ดิ่งต่ำลงตามธรรมชาติในตอนค่ำ เพื่อเปิดทางให้ฮอร์โมนเมลาโทนิน(Melatonin)ทำงาน เมลาโทนินตัวนี้ที่เป็นฮอร์โมนที่ต่อมไพเนียล(Pineal Gland)ในสมอง ที่หลั่งออกมาตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายของเราเข้าสู่ความมืด เพื่อทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวิต และส่งสัญญาณให้ร่างกายเราทราบว่า นี่คือเวลาที่จะต้องพักผ่อนด้วยการทำให้นอนหลับสนิท เพื่อเกิดการทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย แต่ในผู้สูงวัยที่มีความเครียดสะสม และมีความเหงาเรื้อรัง กลไกอันชาญฉลาดนี้ ก็จะพังทลายลง ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะ “หลั่งค้างสูงตลอดเวลา” (Chronic High Cortisol) ซึ่งก็เปรียบเสมือนรถยนต์ที่ถูกเหยียบคันเร่งค้างไว้ในขณะที่จอดนิ่ง ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะตื่นตัว เพื่อเอาชีวิตรอด (Fight or Flight Mode) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีโอกาสได้พักผ่อน หรือระบายความเครียดออกไปเลยครับ

จากผลกระทบทางชีวภาพที่ตามมา จากการที่คอร์ติซอลค้างสูง ก็คือภาวะ “การอักเสบเรื้อรังระดับเซลล์” (Systemic Inflammation) คอร์ติซอลที่มากเกินความจำเป็นจะกลับกลายเป็นสารพิษที่กระตุ้นการสร้างสารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory Cytokines)ในกระแสเลือด ด้วยการทำลายหลอดเลือด กระดูก และอวัยวะภายในอย่างช้า ๆ ส่งผลให้เกิดอาการความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดแข็งตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สูงขึ้นถึง 32% และ โรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นถึง 29%

นอกจากนี้ ฮอร์โมนคอร์ติซอลปริมาณมาก ยังสามารถส่งผ่านเข้าสู่สมอง และตรงเข้าทำลายเซลล์สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และความจำ ส่งผลให้เนื้อสมองส่วนนี้หดตัวลง นำไปสู่ปัญหาความจำสั้นและเสื่อมถอย การรับรู้ที่ช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์สูงขึ้นถึง 50% นี่ยังไม่นับรวมถึงระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกดทับ จนทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวน้อยลง ส่งผลให้ติดเชื้อง่าย แผลหายช้า ผิวหนังอักเสบเห่อ และระบบทางเดินอาหารที่แปรปรวนจนเกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือกรดไหลย้อนเรื้อรังโดยหาสาเหตุทางกายไม่พบ

ในทางกลับกัน หากเมื่อเราแก่ตัวลงหรือเข้าสู่ช่วงสูงวัย ยังคงมีการดำรงชีวิตด้วยการทำงาน หรือมีการใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป ไม่ปล่อยให้ตัวเองว่างจนเกิดอาการเครียดจัด ฮอร์โมนคอร์ติซอลก็จะทำงานตามปกติ ไม่มีปัญหาที่กล่าวมา เราก็จะยังคงกินอิ่ม นอนหลับสบาย ความวิตกกังวลไม่มี นี่ก็จะทำให้เราห่างไกลจากโรคภัยได้บ้างในบางส่วนครับ อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมก็ยังเชื่อว่า การใช้ชีวิตในวัยเกษียณอายุที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ ที่บ้านโดยนั่งกินนอนกินอย่างเดียวนะครับ ควรจะออกไปพบปะผู้คนบ้าง มีงานทำที่พอแก่สถานะและกาละบ้าง จะทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น โรคภัยก็จะไม่เข้ามารบกวนเรามากนะครับ .....สู้ ๆ ครับพวกเราชาวผมขาวทั้งหลาย!!!!!!