thansettakij
thansettakij
ศิลปะการดูแลผู้สูงวัย ผ่านการนอนอย่างทรงพลังของผู้เฒ่า

ศิลปะการดูแลผู้สูงวัย ผ่านการนอนอย่างทรงพลังของผู้เฒ่า

14 ส.ค. 69 | 20:15 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 20:28 น.

ศิลปะการดูแลผู้สูงวัย ผ่านการนอนอย่างทรงพลังของผู้เฒ่า คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • การนอนของผู้สูงวัยเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เมื่ออายุมากขึ้น หลับลึกและหลับฝันลดลง ตื่นง่าย และนาฬิกาชีวภาพเปลี่ยน จึงควรเน้น “คุณภาพการนอน” มากกว่าจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว
  • ปัญหาอาจมาจากโรคทางกาย ความเครียดและความเหงา รวมถึงพฤติกรรมระหว่างวัน เช่น งีบนาน ขาดแสงแดดเช้า ใช้หน้าจอก่อนนอน หรือดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน
  • สร้างสุขอนามัยการนอนด้วยการจัดจังหวะชีวิตให้เหมาะสม รับแสงแดดยามเช้า จำกัดการงีบกลางวัน สร้างกิจวัตรผ่อนคลายก่อนนอน และจัดห้องนอนให้มืด เงียบ เย็นสบาย พร้อมสร้างความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นให้ผู้สูงวัยก่อนเข้านอน

เมื่อเราพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเรื่องอาหาร การกิน การออกกำลังกาย หรือการกินยาให้ครบตามที่หมอสั่ง แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่า มี “ยารักษาโรค” ที่ดีที่สุด ชนิดที่ธรรมชาติมอบให้มาฟรี ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว และนั่นคือ “การนอนหลับที่มีคุณภาพ” ซึ่งเชื่อว่าผู้สูงวัยหลาย ๆ คนจะมีปัญหากันครับ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการนอนหลับกลับกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของวัยเกษียณ ผู้สูงวัยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะตาสว่างตอนกลางคืน หรือตื่นเช้าตรู่ผิดปกติ ในขณะที่คนเป็นลูกหลานหรือผู้ดูแลเอง ก็มักจะแบกความเครียดจนนอนไม่หลับ หรือพยายามทำงานหนักจนเหลือเวลานอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง การเข้าใจ “กลไกการนอน” จึงไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัวที่จะช่วยกันเซตนาฬิกาชีวิตให้กลับมาลงตัวอีกครั้งครับ

สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจตรงกันก่อน คือ “การนอนหลับของผู้สูงวัยที่เปลี่ยนไป ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย” คนเราพออายุมากขึ้น โครงสร้างการนอนหลับ (Sleep Architecture) ก็จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามวัย ร่างกายจะลดช่วงเวลาของการ “หลับลึก” (Deep Sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และลดช่วง “หลับฝัน” (REM Sleep) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองใช้จัดระเบียบความจำลง ส่งผลให้ผู้สูงวัยรู้สึกตัวได้ง่ายขึ้น พอมีเสียงสะกิดเบา ๆ หรืออากาศเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย ก็พร้อมจะทำให้ตื่นกลางดึกได้

นอกจากนี้ “นาฬิกาชีวภาพ” (Circadian Rhythm) ที่ควบคุมด้วยฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ก็จะเริ่มหลั่งเร็วขึ้นและน้อยลงตามธรรมชาติ ผู้สูงวัยจึงมักจะมีพฤติกรรมเข้านอนเร็วขึ้น เช่น หัวถึงหมอนตั้งแต่สองหรือสามทุ่ม แล้วไปตื่นนอนตอนตีสามหรือตีสี่ ซึ่งพอลุกขึ้นมาแล้วตาสว่างนอนต่อไม่ได้ ท่านก็อาจจะเริ่มรู้สึกกังวลว่า ตัวเองกำลังเป็นโรคนอนไม่หลับ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ระยะเวลารวมของการนอน อาจจะเพียงพอแล้วตามกลไกใหม่ของร่างกายก็ได้ครับ

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรานอนกี่ชั่วโมง? แต่อยู่ที่ “คุณภาพของการนอนเป็นอย่างไร?” หากตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง และมีพลังในการดำเนินชีวิต นั่นแปลว่าร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว แต่ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกมึนหัว หรือเพลียตลอดวัน หรือมีอาการ “ง่วงคา” ทันทีที่นั่งนิ่ง ๆ หรือไม่มีกิจกรรมทำ นั่นคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า “หนี้การนอน” (Sleep Debt) กำลังสะสม และภาวะการนอนหลับกำลังต้องการการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนแล้วละครับ

หากผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับอย่างจริงจัง หรือตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้เลย เราต้องไม่มองว่ามันเป็นเพียง “โรคคนแก่” แล้วปล่อยผ่าน แต่ต้องสวมบทเป็นนักสืบเพื่อหา “ตัวการซ่อนแอบ” ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักจะมาจาก 3 ปัจจัยหลักด้วยกัน ปัจจัยแรกคือ ปัจจัยทางร่างกายที่มองไม่เห็น เช่น อาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งมักเป็นศัตรูตัวฉกาจของการนอน เช่น อาการปวดข้อ ปวดหลัง โรคกรดไหลย้อน หรือภาวะปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน เนื่องจากโรคเบาหวานและต่อมลูกหมากโต นอกจากนี้ยังมีภาวะที่อันตราย แต่คนเรามักจะมองข้าม คือ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” (Sleep Apnea) ซึ่งสังเกตได้จากการนอนกรนเสียงดังแล้วหยุดเงียบไป หรือตื่นมาพร้อมกับอาการคอแห้งและปวดหัว สิ่งเหล่านี้ล้วนรบกวนให้สมองต้องตื่นจากการหลับลึกอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว

ปัจจัยต่อมาคือปัจจัยทางจิตใจและอารมณ์ ซึ่งจิตใจกับระบบประสาททำงานเชื่อมโยงกันเสมอ ความเหงา ความกังวลเรื่องลูกหลาน ความรู้สึกสูญเสียบทบาทในชีวิต หรือมีอาการภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะแสดงออกผ่านการนอนหลับ สมองของผู้สูงวัยที่กำลังมีความเครียด จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาค้างไว้ ทำให้ระบบประสาทตื่นตัวตลอดเวลา ส่งผลให้หลับยาก หรือตื่นมาฟุ้งซ่านกลางดึกนั่นเอง

ปัจจัยสุดท้ายคือ พฤติกรรมระหว่างวันที่ผิดจังหวะ ซึ่งพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันส่งผลต่อการนอนอย่างมหาศาล เช่น การนอนกลางวันนานเกินไป (เกิน 30 นาที) หรือนอนหลังบ่ายสองโมง การนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในห้องมืด ๆ ไม่ได้ออกไปสัมผัสแสงแดดยามเช้า ทำให้ร่างกายแยกแยะไม่ออกว่าเวลาไหนคือกลางวันหรือกลางคืน รวมถึงการดื่มน้ำปริมาณมากก่อนเข้านอน และการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแสงสีฟ้าก่อนนอน สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดขวางการสร้างฮอร์โมนแห่งการนอนหลับทั้งสิ้นครับ

ไม่เพียงแต่ผู้สูงวัยเท่านั้น ในฝั่งของผู้ดูแลหรือคนที่ยังทำงานหนัก มักจะเจอกับอีกหนึ่งปรากฏการณ์ คือ การนอนแค่วันละ 4-5 ชั่วโมง แต่ยังสามารถลุกขึ้นมารับผิดชอบงานได้อย่างกระฉับกระเฉง จนหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเป็นกลุ่ม “Natural Short Sleeper” หรือคนที่ร่างกายต้องการการนอนน้อยโดยธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง คนที่เป็น Short Sleeper โดยพันธุกรรมแท้ ๆ มีสัดส่วนที่น้อยมากในโลก สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ที่นอนวันละ 4-5 ชั่วโมง แล้วยังทำงานได้ดี คือการที่ร่างกายกำลัง “กดปุ่มคันเร่งค้างไว้” ผ่านฮอร์โมนความเครียด และอะดรีนาลีน (Adrenaline) เพื่อให้ชีวิตยังขับเคลื่อนไปได้ตามภาระหน้าที่นั่นแหละครับ

อีกหนึ่งสัญญาณชี้วัดที่แอบซ่อนอยู่คือ “อาการง่วงคาเมื่อไร้สิ่งกระตุ้น” ยามใดก็ตามที่คุณมีงานทำ สมองมีความตื่นตัว คุณจะรู้สึกสดชื่นเหมือนไม่เพลียเลย แต่พอถึงช่วงเวลาที่งานเสร็จ นั่งพักนิ่ง ๆ หรือไม่มีอะไรทำ จิตใจที่เคยตึงเครียดก็จะคลายลงทันที และในวินาทีนั้นเอง ความเหนื่อยล้าที่แอบซ่อนไว้ใต้พรม ก็จะดิ่งลงมาทับจนคุณเกิดอาการ “วูบ” หรือ “ง่วงคา” นั่งสะลึมสะลือทันที นี่คือคำเตือนที่ชัดเจนจากสมองว่า “คุณไม่ได้นอนพอจริง ๆ แต่มันแค่อึดถึกทนด้วยฮอร์โมนความเครียดเท่านั้น”

การนอนน้อยเรื้อรังในลักษณะนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลเสียเฉียบพลันในวันนี้ แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และลดประสิทธิภาพของระบบขจัดสารพิษในสมอง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในอนาคต ดังนั้น ทั้งผู้สูงวัยและผู้ดูแลจึงจำเป็นต้องหันมาร่วมกันสร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี เพื่อยืดอายุสุขภาพให้ยาวนานไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตามวิธีที่จะแก้ไขเรื่องนี้ การปรับปรุงการนอนหลับ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ “วินาทีแรกที่เราลืมตาตื่นในตอนเช้า” นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริง เพื่อสร้างการนอนหลับที่ทรงพลังสำหรับทุกคนในบ้าน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องล็อกเวลานาฬิกาชีวิตด้วยแสงแดดเช้า โดยหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ให้พาตัวเองที่เป็นผู้สูงวัย ออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าประมาณ 15-30 นาที แสงแดดจะส่งสัญญาณผ่านสายตาไปบอกสมอง ให้หยุดสร้างเมลาโทนิน และเริ่มนับถอยหลังอีก 12-14 ชั่วโมง เพื่อเตรียมหลั่งฮอร์โมนง่วงในตอนเย็น แสงแดดเช้าจึงเป็นเหมือนปุ่ม Reset นาฬิกาชีวภาพที่ดีที่สุดครับ จากนั้นก็ต้องจัดระเบียบการงีบกลางวันอย่างชาญฉลาด ซึ่งการนอนกลางวันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเป็นการสร้าง Power Nap เพื่อเป็นการเพิ่มพลัง ไม่ใช่การนอนชดเชย ควรจำกัดเวลานอนกลางวันไม่เกิน 20-30 นาที และไม่ควรนอนหลังบ่ายสองโมงเป็นอันขาด เพื่อไม่ให้ไปแย่งแรงง่วงของมื้อดึก

นอกจากนี้ ให้เราสร้างพิธีกรรมก่อนนอน (Bedtime Routine) เพราะสมองต้องการเวลาในการเปลี่ยนผ่าน จาก “โหมดทำงาน” ไปสู่ “โหมดพักผ่อน” โดยก่อนเข้านอน สักหนึ่งชั่วโมง ควรลดแสงไฟในบ้านให้เป็นไฟสีส้มอันอบอุ่น งดการคุยเรื่องเครียด งดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ (แหม..เรื่องนี้อาจจะยากสำหรับใครบางคนนะครับ) เปลี่ยนมาเป็นการทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น การสวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังเพลงบรรเลง หรือชวนผู้สูงวัยพูดคุยเรื่องราวความทรงจำดี ๆ เพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย และเข้าสู่อารมณ์แห่งการพักผ่อนนั่นเองครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำและทำได้ไม่ยาก คือการเนรมิตห้องนอนให้เป็น “วิหารแห่งการพักผ่อน” ห้องนอนควรมืด สนิท เงียบสนิท และมีอุณหภูมิที่เย็นสบายพอดี (ประมาณ 25 องศาเซลเซียส) เตียงนอนมีไว้สำหรับ “การนอนหลับ” เท่านั้น หลีกเลี่ยงการนั่งทำงาน กินข้าว หรือดูทีวีบนเตียง เพื่อให้สมองจดจำว่า เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายสัมผัสกับเตียง นั่นคือเวลาของการพักผ่อนโดยสมบูรณ์ครับ

สุดท้ายแล้ว การดูแลเรื่องการนอนหลับของผู้สูงวัย ไม่ใช่แค่การจัดแจงให้ท่านเข้าห้องนอนตามเวลา แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ เพราะผู้สูงวัยหลายท่านไม่ได้กลัวการนอนไม่หลับ แต่ท่านกลัวความเหงาและความเงียบสงัดในยามค่ำคืนมากกว่าครับ ในขณะเดียวกัน สำหรับคนเป็นลูกหรือผู้ดูแล การอนุญาตให้ตัวเองได้นอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวหรือแปลว่าเป็นการละเลยหน้าที่ แต่มันคือการ “เติมน้ำมันให้หัวใจและร่างกายของตัวเอง” เพื่อที่เราจะได้มีพลังกายที่แข็งแรง มีอารมณ์ที่แจ่มใส และมีสุขภาพจิตที่ดี พร้อมที่จะส่งมอบความรัก ความอดทน และการดูแลที่ดีที่สุดให้กับผู้สูงวัยได้อย่างยาวนาน และมีความสุขที่สุดครับ