thansettakij
thansettakij
เศรษฐศาสตร์และโลกลูกหนัง

เศรษฐศาสตร์และโลกลูกหนัง

14 ส.ค. 69 | 05:02 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 05:12 น.

เศรษฐศาสตร์และโลกลูกหนัง : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.ปฐมวัตร จันทรศัพท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ค่าตัวนักฟุตบอลถูกกำหนดโดยหลักอุปสงค์และอุปทาน โดยนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ มีราคาสูงเพราะเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำ (อุปสงค์สูง) แต่มีจำนวนจำกัดในตลาด (อุปทานต่ำ)
  • สโมสรมองนักฟุตบอลเป็น "สินทรัพย์" ที่ลงทุนเพื่อสร้างมูลค่ากลับคืน ทั้งจากผลงานในสนาม, รายได้เชิงพาณิชย์เช่นการขายเสื้อ, และ การพัฒนาเพื่อขายต่อทำกำไรในอนาคต
  • ในทางบัญชี ค่าตัวนักเตะจะถูกทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา (ค่าเสื่อมราคา) และกฎบอสแมนทำให้นักเตะที่หมดสัญญา สามารถย้ายทีมได้อิสระ ส่งผลให้สโมสรใช้ค่าเหนื่อยสูงเพื่อดึงดูดนักเตะ

ทุกครั้งที่เสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น เราเห็นนักเตะยี่สิบสองคนวิ่งไล่ลูกบอลหนึ่งลูก แต่เบื้องหลังภาพที่เรียบง่ายนั้น มีเงินหมุนเวียนมหาศาล มีตลาดแรงงานที่ดุเดือด และมีพฤติกรรมมนุษย์นับล้านที่เชื่อมโยงกันอยู่ ฟุตบอลจึงไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็น “ระบบเศรษฐกิจ” ขนาดใหญ่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา   

ทำไมนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ถึงมีค่าตัวที่สูงกว่าคนอื่นจนน่าตกใจ? 

คำตอบง่าย ๆ คือ เป็นไปตามหลักการอุปสงค์และอุปทาน ลองจินตนาการถึงนักเตะที่สามารถยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอ หรือ มีสถิติการจ่ายบอลที่ดีมาก ๆ นักฟุตบอลเหล่านี้ต่างเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำทั่วโลกต้องการตัวไปร่วมทีม และยินดีจ่ายในราคาที่สูง หรือ นักเตะเหล่านี้มีอุปสงค์มาก 

ในทางกลับกัน ในฤดูกาลหนึ่ง ๆ นักเตะระดับนี้ มีจำนวนไม่มากในตลาดซื้อขาย และคนที่มีความสามารถระดับนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืนทำให้ อุปทาน มีจำกัด ในทางกลับกัน หากนักเตะคนหนึ่งสามารถทดแทนได้ด้วยนักเตะคนอื่น ค่าตัวของนักเตะเหล่านี้ ก็จะอยู่ในระดับทั่วไปซึ่งต่ำกว่านักเตะกลุ่มซุปเปอร์สตาร์มาก หลักการอุปสงค์และอุปทานนี้ จึงเป็นเหตุผลพื้นฐานที่สุดที่ทำให้เราเข้าใจถึงค่าตัวของนักฟุตบอล 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของสโมสร นักฟุตบอล ถูกพิจารณาในฐานะของ “สินทรัพย์ (asset)” เมื่อสโมสรซื้อนักเตะมาด้วยเงินก้อนใหญ่ พวกเขาไม่ได้แค่จ่ายเงินทิ้งไป แต่กำลังลงทุนในสิ่งที่หวังว่า จะสร้างมูลค่ากลับคืนมา เช่นเดียวกับที่บริษัทลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือ เปิดสาขาใหม่ หากพิจารณาในแง่นี้แล้วคำถามสำคัญคือ “มูลค่าของนักเตะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?”  

มูลค่าของนักเตะเปลี่ยนแปลงได้จากหลายทาง 

ประการแรกคือ ผลงานในสนามที่ช่วยให้ทีมชนะ ได้เงินรางวัล และได้สิทธิ์เล่นในรายการใหญ่ที่มีเงินตอบแทนสูง 

ประการที่สอง คือ รายได้จากการขายเสื้อและสินค้าที่ระลึก เมื่อสโมสรเซ็นสัญญากับซูเปอร์สตาร์ ยอดขายเสื้อที่มีชื่อนักเตะคนนั้น อาจพุ่งขึ้นทันที รวมถึงการดึงดูดสปอนเซอร์และแฟนบอลกลุ่มใหม่ 

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้หลายครั้ง ที่เราเห็นสโมสรเซ็นสัญญากับนักเตะจากเอเชีย แม้ว่านักเตะคนนั้นแทบไม่ได้ลงสนามเลย นั่นก็เพราะลำพังแค่รายได้จากการขายเสื้อในประเทศนั้น ๆ ก็คุ้มค่าแล้ว 

ประการที่สาม คือ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของตัวนักเตะเอง สโมสรอาจซื้อนักเตะดาวรุ่งมาในราคาถูก พัฒนาเขาจนเก่ง แล้วขายออกไปในราคาแพงกว่าเดิมหลายเท่า เหมือนการเก็งกำไรในตลาดหุ้น  

โมเดลธุรกิจแบบ “ซื้อถูก-พัฒนา-ขายแพง” นี้ เป็นหัวใจของสโมสรขนาดกลางหลายแห่งที่ไม่มีเงินถุงเงินถังเท่าทีมใหญ่ พวกเขาอยู่รอดได้ด้วยการปั้นดาวรุ่งแล้วขายทำกำไร เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนจัดการสโมสรต่อไป 

การมีแมวมองที่เก่งและระบบพัฒนาเยาวชนที่ดี จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว ในขณะที่ทีมยักษ์ใหญ่มีงบประมาณมากกว่า มีแรงกดดันจากแฟนบอล ทำให้ไม่สามารถรอคอยความสำเร็จได้ ต้องการนักเตะที่มีความสามารถสูงเข้ามาต่อยอดความสำเร็จ ความต้องการที่ตรงกันนี้เองเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของโลกฟุตบอล 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อนักเตะถูกพิจารณาเป็น สินทรัพย์ คือ การตี “ค่าเสื่อมราคา” ให้กับราคานักฟุตบอลในทางบัญชี สโมสรจะทยอยตัดมูลค่าค่าตัวนักเตะออกตลอดอายุสัญญา เหมือนกับที่บริษัททั่วไปตัดค่าเสื่อมของเครื่องจักร 

เช่น หากซื้อนักเตะมา 100 ล้านด้วยสัญญา 5 ปี ในทางบัญชีก็จะตัดค่าใช้จ่ายปีละ 20 ล้าน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สโมสรมักเซ็นสัญญายาว ๆ กับนักเตะที่ซื้อมาแพง เพื่อกระจายภาระทางบัญชีออกไปหลายปี และทำให้ตัวเลขในงบการเงินในแต่ละปีไม่มีปัญหา 

นอกจากนี้ ในบางกรณีมูลค่าของนักฟุตบอล ยังอาจพิจารณาได้จาก ค่าเหนื่อยและโบนัส ที่นักเตะได้รับมากกว่าราคาที่ซื้อขายกันระหว่างสโมสร 

กล่าวคือ หลังปี 1995 กฎของบอสแมน (Bosman rule) ระบุว่านักเตะที่หมดสัญญากับต้นสังกัด แล้วเป็นอิสระในการย้ายทีม ด้วยกฎนี้เองทำให้ทีมยักษ์ใหญ่หลาย ๆ ทีมใช้ค่าเหนื่อยและโบนัส ในการดึงดูดนักเตะซุปเปอร์สตาร์ ที่หมดหรือใกล้หมดสัญญากับต้นสังกัดเดิม ลักษณะของการจ่ายจึงเปลี่ยนจากระหว่างสองสโมสร เป็นระหว่างสโมสรและนักเตะโดยตรง 

ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ในปัจจุบันฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงกีฬาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมของเศรษฐศาสตร์และการลงทุนแฝงอยู่ด้วย 

และเหมือนที่ทุกคนรู้กันดีว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เราจึงเห็นหลายกรณีที่นักเตะที่ย้ายทีมด้วยค่าตัว หรือ ค่าเหนื่อยมหาศาล แต่กลับโชว์ฟอร์มไม่ออก ไม่ประสบความสำเร็จ และถูกขายในราคาที่ถูกมาก ในท้ายที่สุด  

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ผศ.ดร.ปฐมวัตร จันทรศัพท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานเศรษฐกิจออนไลน์