thansettakij
thansettakij
ประเทศไทยควรเริ่มจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปีไหน เพื่อรองรับ Data Center และ EV?

ประเทศไทยควรเริ่มจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปีไหน เพื่อรองรับ Data Center และ EV?

14 ส.ค. 69 | 20:50 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 20:55 น.

ประเทศไทยควรเริ่มจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปีไหน เพื่อรองรับ Data Center และ EV? บทวิเคราะห์โดย รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

การลงทุน Data Center และการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังสร้าง “โหลดไฟฟ้ารูปแบบใหม่” ให้กับประเทศไทย และอาจทำให้สมมติฐานความต้องการไฟฟ้าที่ใช้ในการวางแผนระบบในอดีตต้องถูกทบทวนเร็วกว่าที่คิด

รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า

“วันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่?”

แต่คือ

“ประเทศไทยต้องเริ่มจัดหากำลังผลิตและระบบไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่เมื่อใด เพื่อให้พร้อมในวันที่ Data Center และ EV ใช้ไฟเต็มรูปแบบ?”

คำตอบจากมุมมองด้านการวางแผนระบบไฟฟ้าคือ

ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้

และกำลังผลิตที่พึ่งพาได้ชุดแรกควรพร้อมเข้าสู่ระบบภายในช่วงประมาณ พ.ศ. 2571 ก่อนที่โหลดใหม่จำนวนมากจะเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงปลายทศวรรษนี้

ปี 2570 ไทยต้องรองรับ Peak Demand มากกว่า 41,000 MW

ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP2018 Revision 1 ซึ่งยังเป็นฐานอ้างอิงสำคัญของระบบไฟฟ้าไทย ตัวเลขประมาณการปี พ.ศ. 2570 กำหนด Peak Demand ไว้ที่ประมาณ

41,079 MW

หากใช้กรอบ Reserve Margin 15% ในการอธิบายอย่างง่าย ระบบจะต้องมีส่วนเผื่อเหนือ Peak Demand ประมาณ

6,162 MW

คำนวณจาก

41,079 × 15% = 6,161.85 MW

หรือกล่าวในเชิงแนวคิดว่า ระบบต้องมีกำลังผลิตที่พึ่งพาได้รองรับประมาณ

47,241 MW

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่า ประเทศไทยต้องมี “โรงไฟฟ้าส่วนเกิน” 6,162 MW เสมอไป

เพราะการประเมิน Resource Adequacy ในระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ต้องพิจารณาความสามารถในการจ่ายไฟของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท การหยุดซ่อม ความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนความสามารถของระบบส่งไฟฟ้าประกอบกัน

โดยเฉพาะเมื่อ Solar และ Wind มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ตัวเลข Installed Capacity เพียงอย่างเดียวจะบอกความมั่นคงของระบบไม่ได้อีกต่อไป

Data Center กำลังเพิ่ม “โหลดระดับโรงไฟฟ้า” เข้าสู่ระบบ

ความท้าทายใหม่คือ Demand Forecast รุ่นเดิมถูกจัดทำขึ้นก่อนที่ประเทศไทยจะเห็นการลงทุน Hyperscale และ AI Data Center จำนวนมากในระดับปัจจุบัน

ข้อมูลจาก BOI แสดงให้เห็นว่าเฉพาะโครงการ Data Center หลายโครงการที่ได้รับการอนุมัติในช่วงปี 2568–2569 มี IT Load รวมกันในระดับหลายพันเมกะวัตต์แล้ว

ต้นปี 2569 BOI อนุมัติโครงการ Data Center กลุ่มหนึ่งที่มี IT Load รวม 223 MW

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2569 ยังมีโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม เช่น

Skyline Data Center ประมาณ 200 MW IT Load

และ Bridge Data Centres ประมาณ 134 MW IT Load

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังรับโหลดประเภทใหม่ที่มีขนาดเทียบได้กับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายโรงรวมกัน

และต้องไม่ลืมว่า IT Load ไม่เท่ากับ Grid Load

หาก Data Center มี IT Load 100 MW และมี PUE 1.3 ระบบจะดึงไฟจากระบบประมาณ

100 × 1.3 = 130 MW

เพราะยังมีการใช้พลังงานสำหรับ Cooling, UPS, Power Distribution และระบบสนับสนุนอื่น

ดังนั้น หากในอนาคตมี Data Center ที่เกิดขึ้นจริงรวม IT Load 2,500 MW

Grid Load อาจอยู่ประมาณ

3,100–3,400 MW

ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแต่ละโครงการ

นี่คือโหลดระดับเดียวกับกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายหน่วย

แต่ BOI Approval ไม่เท่ากับ Peak Load ที่เกิดขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังอีกด้านหนึ่ง

โครงการที่ได้รับ Investment Promotion ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะก่อสร้างเสร็จและใช้ไฟเต็มกำลังพร้อมกันในปีเดียว

Data Center ส่วนใหญ่มักพัฒนาเป็น Phase และเพิ่ม Server ตามจำนวนลูกค้า

ดังนั้น สำหรับการวางแผนระบบไฟฟ้า จึงควรใช้ทั้ง

Realization Factor

และ

Coincidence Factor

ประกอบกัน

ผมเสนอให้ใช้กรอบ Scenario สำหรับปี 2573 เช่น

กรณีต่ำ Data Center Peak Load จริงอาจอยู่ประมาณ 1,800–2,200 MW

กรณีฐานประมาณ 2,500–3,000 MW

และกรณีสูงประมาณ 3,300–4,000 MW

ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ Forecast ทางการ แต่เป็นกรอบสำหรับ Stress Test ระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะหากประเทศไทยยังได้รับการลงทุน Data Center ใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2570

EV จะเป็นโหลดอีกประเภทหนึ่งที่ต้องบริหาร

ด้านรถยนต์ไฟฟ้าก็มีความท้าทายแตกต่างออกไป

ประเทศไทยมีนโยบาย 30@30 ซึ่งมุ่งให้การผลิตยานยนต์ Zero Emission Vehicle มีสัดส่วนประมาณ 30% ของการผลิตรถยนต์ในประเทศภายในปี 2573

แต่จำนวน EV ไม่ได้แปลเป็น Peak Demand โดยตรง

สิ่งสำคัญกว่าคือ

“รถเหล่านั้นชาร์จไฟเมื่อใด?”

หาก EV ส่วนใหญ่ถูกบริหารผ่าน Time-of-Use Tariff, Smart Charging หรือระบบ Managed Charging เราสามารถผลักโหลดบางส่วนออกจากช่วง Peak ได้

แต่หากรถจำนวนมากกลับถึงบ้านช่วงเย็นแล้วเริ่มชาร์จพร้อมกัน โหลด EV อาจซ้อนกับ Peak เดิมของระบบ

ดังนั้น EV ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์เรื่อง “Energy” หรือจำนวนหน่วยไฟฟ้าต่อปี

แต่เป็นโจทย์เรื่อง Power และ Timing

Data Center กับ EV แตกต่างกันอย่างสำคัญ

Data Center และ EV แม้จะเพิ่มการใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน แต่มีพฤติกรรมต่างกันมาก

Data Center โดยเฉพาะ Hyperscale และ AI Data Center มีลักษณะใกล้เคียงโหลดฐาน

ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

มี Load Factor สูง

และต้องการ Reliability สูงมาก

ขณะที่ EV มีความยืดหยุ่นด้านเวลาในการใช้ไฟสูงกว่า

รถหนึ่งคันอาจต้องการพลังงานจำนวนหนึ่งต่อวัน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องชาร์จในช่วง Peak เสมอไป

นี่หมายความว่า ในทางนโยบาย

Data Center ต้องการ Supply

แต่

EV ต้องการทั้ง Supply และ Demand Management

แล้วประเทศไทยต้องเพิ่มกำลังผลิตเท่าใด?

หากสมมติในกรณีฐานว่า ภายในปี 2573 ประเทศไทยมีโหลดเพิ่มเติมจาก

Data Center ประมาณ 2,500–3,000 MW

และ EV Coincident Peak ประมาณ 900–1,500 MW

โหลดใหม่รวมอาจอยู่ประมาณ

3,400–4,500 MW

หากต้องการรักษาความมั่นคงของระบบในระดับเหมาะสม กำลังผลิตที่พึ่งพาได้และทรัพยากรด้านความยืดหยุ่นของระบบจะต้องเพิ่มตามไปด้วย

ดังนั้น ในเชิง Scenario Planning ประเทศไทยควรเตรียม Firm/Dependable Capacity และ Flexible Resources เพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 4,000–6,000 MW ภายในปี 2573

และควร Stress Test กรณีสูงที่โหลด Data Center และ EV เติบโตเร็วกว่าคาดด้วย

ประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขนี้หมายถึง

Dependable Capacity

ไม่ใช่

Nameplate Capacity

Solar Farm 1,000 MW ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมานับเป็นกำลังสำรอง 1,000 MW ในช่วง Peak ได้เสมอไป

หากต้องการเพิ่มความสามารถในการพึ่งพา Renewable Energy จึงต้องมาพร้อม BESS, Demand Response, Grid Flexibility และระบบส่งที่เหมาะสม

หากต้องการไฟปี 2571 ต้องตัดสินใจก่อนหลายปี

นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยไม่สามารถรอให้ Data Center เปิดแล้วค่อยหาโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้า ระบบส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงใช้เวลาพัฒนาหลายปี

ดังนั้น หากคาดว่าโหลดใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2571–2573

การตัดสินใจด้าน

Generation

Transmission

Substation

Fuel Infrastructure

BESS

และ Demand Response

ต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2569–2570

ในมุมมองของผม Roadmap ที่เหมาะสมคือ

ช่วงปี 2569–2570 ต้องเร่งตัดสินใจเรื่องแผนการจัดหากำลังผลิต ระบบส่ง สถานีไฟฟ้า เชื้อเพลิง และ Storage

ภายในปี 2571 ควรมี Firm/Flexible Capacity ชุดแรกเข้าระบบ

ช่วงปี 2572–2573 จึงทยอยเพิ่มกำลังรองรับตาม Data Center ที่ก่อสร้างจริง จำนวน EV ที่จดทะเบียนจริง และโหลดที่ระบบวัดได้จริง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง

ประเทศไทยไม่ควรรอ Demand แล้วจึงสร้าง Supply

แต่ต้องสร้าง Infrastructure ก่อน Demand หลายปี

ไม่ควรตอบโจทย์ด้วย “สร้างโรงไฟฟ้า” อย่างเดียว

ระบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ไม่ควรแก้ปัญหาโหลดเพิ่มด้วย Generation เพียงอย่างเดียว

แต่ควรใช้ Portfolio Approach

ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าที่ Dispatchable

Renewable Energy

Battery Energy Storage System

ไฟฟ้านำเข้าแบบ Firm

Demand Response

Smart EV Charging

และ Distributed Energy Resources

โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งมี UPS และ BESS ขนาดใหญ่อยู่แล้ว

ประเทศไทยควรศึกษาว่าอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเข้ามามีบทบาทช่วย Grid ได้หรือไม่ เช่น

ลดโหลดในช่วง Peak

ให้ Frequency Response

หรือช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ

โดยต้องไม่กระทบ Reliability และมาตรฐาน Tier ของ Data Center

ปัญหาอาจไม่ได้เกิดที่ระดับประเทศ แต่เกิดที่ “จังหวัด”

นี่อาจเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด

แม้ National Reserve Margin ของประเทศไทยอาจดูเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่าไฟฟ้าจะสามารถส่งไปถึง Data Center ทุกแห่งได้

Data Center หลายโครงการกำลังกระจุกตัวใน

ชลบุรี

ฉะเชิงเทรา

ระยอง

สมุทรปราการ

และพื้นที่ปริมณฑลบางส่วน

โหลด Data Center 300 MW ที่เกิดขึ้นในจังหวัดหนึ่ง ไม่สามารถแก้ได้เพียงด้วยการบอกว่าประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าสำรองอีกหลายพันเมกะวัตต์

หาก Transformer, Substation หรือ Transmission Line ในพื้นที่นั้นเต็ม

ก็ไม่สามารถส่งไฟไปถึงโหลดได้

ดังนั้นประเทศไทยต้องเริ่มเปลี่ยนจากการถามเพียงว่า

“เรามีกำลังผลิตไฟฟ้าพอหรือไม่?”

ไปเป็น

“เรามีกำลังผลิตที่พึ่งพาได้ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และมีระบบส่งที่สามารถนำไฟไปถึงโหลดใหม่ได้หรือไม่?”

นี่คือความแตกต่างระหว่าง

Generation Adequacy

กับ

Grid Deliverability

ปี 2571 อาจเป็นเส้นตายที่สำคัญ

เมื่อพิจารณาระยะเวลาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแนวโน้ม Data Center รวมถึง EV ผมเห็นว่าประเทศไทยควรถือช่วงประมาณปี 2571 เป็นหนึ่งใน Milestone สำคัญ

ไม่ใช่เพราะประเทศไทยจะ “ไฟไม่พอ” ในปีดังกล่าวอย่างแน่นอน

แต่เพราะหากรอถึงปี 2571 แล้วพบว่า Generation หรือ Transmission ไม่เพียงพอ การแก้ไขอาจไม่สามารถทำได้ทันที

ดังนั้น หลักคิดที่เหมาะสมควรเป็น

Plan in 2569–2570

Deliver first capacity by 2571

Scale to actual demand during 2572–2573

และทบทวนทุกปีตามโครงการ Data Center ที่ก่อสร้างจริง EV ที่อยู่บนถนนจริง และโหลดที่เกิดขึ้นจริง

ประเทศไทยกำลังแข่งขันเพื่อเป็น Data Center Hub และ EV Hub ของภูมิภาค

แต่การเป็น Hub เหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเพียงอย่างเดียว

สุดท้าย นักลงทุนจะถามคำถามง่ายที่สุดว่า

“ไฟฟ้ามีพอหรือไม่ ราคาแข่งขันได้หรือไม่ สะอาดหรือไม่ และมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่?”

ดังนั้น การลงทุนระบบไฟฟ้าในช่วง 3–5 ปีข้างหน้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุตสาหกรรมพลังงาน

แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะตัดสินว่า

ประเทศไทยจะสามารถรองรับเศรษฐกิจ AI และเศรษฐกิจ EV ในทศวรรษหน้าได้จริงหรือไม่