thansettakij
thansettakij
ทางรอดเดียวจากงูสวัดของผู้สูงวัย

ทางรอดเดียวจากงูสวัดของผู้สูงวัย

ทางรอดเดียวจากงูสวัดของผู้สูงวัย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • งูสวัดในผู้สูงวัยไม่ใช่แค่โรคผิวหนัง แต่เสี่ยงเกิดอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ที่กระทบคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง และเมื่อเกิดความเสียหายของเส้นประสาทแล้วรักษาให้หายขาดได้ยาก
  • การป้องกันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนงูสวัดรุ่นใหม่ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน
  • การดูแลผู้สูงวัยควรยึดหลัก 3Ps ได้แก่ ส่งเสริมสุขภาพ (Promotion) ป้องกันโรค (Prevention) และปกป้องด้วยการสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว (Protection) เพื่อลดความรุนแรงของโรคและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

เมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนถามผมว่า การไปฉีด “วัคซีนงูสวัด” ควรจะต้องทำหรือไม่? ผมจึงบอกไปว่า ตัวผมเองได้เคยถูกคุณหมอหญิง แห่งโรงพยาบาลเสรีรักษ์ ที่เป็นลูกสาวของเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง จับไปฉีดมาเรียบร้อยแล้ว แต่ในการฉีดครั้งนั้น เป็นการฉีดวัคซีนรุ่นเก่าที่ฉีดเพียงเข็มเดียว ปัจจุบันนี้ได้มีวัคซีนรุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นเก่า ซึ่งผมกำลังจะต้องไปฉีดใหม่อีกครั้งครับ

ในโลกของสุขภาพและการแพทย์ คนมักจะถูกสอนให้เชื่อว่า “เมื่อมีโรค ย่อมมียารักษา” ยิ่งในยุคปัจจุบันที่วิทยาการทางด้านการแพทย์ ได้ก้าวหน้าไปไกลมาก อีกทั้งบ้านเรามีโรงพยาบาลชั้นนำ มีหมอเฉพาะทางที่เก่งกาจ ถ้าเรามีงบประมาณที่พร้อมจ่าย จึงทำให้หลายคนเกิดความชะล่าใจ และคิดว่าความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่เราสามารถ “จัดการ” ได้เสมอเมื่อมันมาถึง แต่มีความจริงอันโหดร้ายข้อหนึ่ง ที่แพทย์และผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ตรงต่างรู้ดี มีบางโรคที่ต่อให้คุณจะมีเงินทองมากมายมหาศาล หรือต่อให้คุณจะเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศ คุณก็ไม่สามารถซื้อทางลัด เพื่อหลบหนีความทรมานของมันได้เลยเมื่อมันได้เริ่มขึ้นแล้ว

โรคที่เรากำลังพูดถึงนี้คือ “งูสวัด” (Shingles) ภัยเงียบที่จ้องจะเล่นงานผู้สูงวัย และเป็นโรคที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดที่สุดว่า “การป้องกัน... คือทางรอดเดียวที่แท้จริง” คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า งูสวัดเป็นเพียง “โรคผิวหนัง” ชนิดหนึ่ง ที่เมื่อเกิดตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้นมาตามร่างกาย แล้วทายา กินยาต้านไวรัสสักระยะ แผลแห้งตกสะเก็ดหายดี ทุกอย่างก็จบลง แต่ในความเป็นจริงสำหรับผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) ความน่ากลัวของงูสวัดไม่ได้อยู่ที่แผลพุพองภายนอก แต่อยู่ที่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง นั่นคือ “ระบบประสาท” นั่นเอง เมื่อครั้งที่เราเป็นโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก แม้ตัวโรคจะหายไปแล้ว แต่ไวรัสที่ชื่อว่า Varicella Zoster ไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่ “จำศีล” เงียบ ๆ อยู่ในปมประสาทของเรานานหลายสิบปี รอคอยวันที่ร่างกายของเราอ่อนแอลง หรือภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยไปตามวัย เพื่อตื่นขึ้นมาแผลงฤทธิ์อีกครั้ง และเมื่อมันตื่นขึ้นมา มันไม่ได้เดินเพ่นพ่านอยู่บนผิวหนัง แต่มันลุกคืบคลานและ “เผาทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย” จากข้างในจนเสียหายอย่างรุนแรงครับ

สภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า PHN (Postherpetic Neuralgia) หรืออาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นความเจ็บปวดที่ทรมานที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่มนุษย์จะเผชิญได้ แผลภายนอกอาจจะแห้งสนิทจนผิวหนังกลับมาเรียบเนียนแล้ว แต่เส้นประสาทข้างในกลับเสียหายอย่างถาวร เปรียบเสมือนสายไฟที่เปลือกหุ้มละลายจนเกิดกระแสไฟลัดวงจรและช็อตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกด้านความเจ็บปวดอย่าง Pain ในหัวข้อ The impact of postherpetic neuralgia on quality of life ซึ่งระบุว่า อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัดไม่ได้บั่นทอนแค่ร่างกาย แต่ทำลายชีวิตประจำวันของผู้สูงวัยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการสร้างภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Sleep disturbance) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดตลอดเวลาดั่งคำกล่าวภาษาอังกฤษที่ว่า Some parts of us, once broken, cannot be mended….only endured (อวัยวะบางส่วนของเรา เมื่อมันพังทลายลงไปแล้ว.... มันไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก มีเพียงแค่ต้องอดทนอยู่กับมันเท่านั้น)

เมื่อตระหนักแล้วว่าความเจ็บปวดจากโรคงูสวัดนี้ ยากเกินกว่าที่ร่างกายของผู้สูงวัยจะต้านทานไหว หลักการของ สาธารณสุขศาสตร์ ที่ว่าด้วย 3Ps จึงกลายเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะช่วยปกป้องคนที่เรารัก แนวคิด 3Ps ที่สมบูรณ์แบบมีอะไรบ้าง ผมอยากจะนำมาเล่าให้ฟังนะครับ

P ตัวแรก ก็คือ Promotion หมายถึง “การส่งเสริมสุขภาพ” เริ่มต้นจากการสร้างป้อมปราการภายในร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการส่งเสริมให้ผู้สูงวัยในบ้าน ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และที่สำคัญคือการดูแลสภาวะจิตใจไม่ให้เครียด เพราะความเครียดและร่างกายที่อ่อนแอ คือสวิตช์ไฟที่เปิดให้ไวรัสที่หลับใหลตื่นขึ้นมาทำลายเรา

P ตัวต่อมา คือ Prevention หมายถึง การป้องกันโรค นี่คือหัวใจที่สำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนของเกม ในอดีตเราอาจทำได้เพียงแค่รอตั้งรับ แต่ในปัจจุบันเรามี “วัคซีนงูสวัดเจเนอเรชันใหม่” (Recombinant Zoster Vaccine) ที่ผมกำลังจะไปฉีด ซึ่งมีประสิทธิภาพการป้องกันที่ก้าวกระโดดไปไกลมาก จากผลงานบทวิจัยที่มีการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง ZOE-50 และ ZOE-70 Trials ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ทรงอิทธิพล The New England Journal of Medicine (NEJM) ได้ยืนยันตัวเลขสำคัญว่า วัคซีนเจเนอเรชันใหม่นี้ สามารถป้องกันการเกิดโรคงูสวัดได้สูงถึง 97.2% ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และยังคงประสิทธิภาพสูงถึง 91.3% ในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งการเข้าถึงวัคซีนป้องกันก่อน จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูเมืองไม่ให้ข้าศึกก้าวเท้าเข้ามาได้ตั้งแต่แรกครับ

P ตัวสุดท้าย ก็คือ Protection หมายถึง การปกป้องคุ้มครอง การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยรอบตัวผู้สูงวัย การใส่ใจสังเกตอาการแปลก ๆ เช่น หากท่านเริ่มบ่นว่าแสบร้อนผิวหนัง เสียวแปลบ ๆ เหมือนมีเข็มจิ้ม แม้จะยังไม่มีผื่นขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นแรก การพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงทีภายใน 72 ชั่วโมงแรก คือเกราะกำบังที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมหาศาลครับ

นอกจากนี้ การตัดสินใจปกป้องร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังสอดรับกับผลงานวิจัยเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ในวารสาร Vaccine ที่ชี้ตรงกันว่า การลงทุนป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน ในประชากรกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป มีความคุ้มค่าเชิงต้นทุนสูงสุด (Highly Cost-effective) เพราะค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนนั้น ต่ำกว่ามูลค่าทางการเงินและจิตใจที่ครอบครัวต้องเสียไปกับค่ายาแก้ปวดปลายประสาทที่ราคาแพง และค่าใช้จ่ายในการดูแลประคับประคองผู้ป่วย ที่หมดสิ้นคุณภาพชีวิตในระยะยาว อย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ ดังนั้นเราควรจะรีบไปฉีดวัคซีนงูสวัดก่อนถึงวันที่จะเป็น จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราชาวใกล้จะสุดท้ายนั่นเอง

สัจธรรมข้อหนึ่งของการดูแลสุขภาพคือ การรักษาเป็นเรื่องของปลายเหตุ ที่เรามักจะต้องทำในวันที่หลังชนฝา จึงจะมายอมแลกทุกอย่าง ยอมทนรับผลข้างเคียงของยา เพื่อประคองชีวิตไว้ แต่การป้องกันเป็นสิ่งที่เราเลือกทำได้ในวันที่เรายังมีเวลา มีความพร้อม และมีรอยยิ้ม ดั่งสุภาษิตที่ว่า An ounce of prevention is worth a pound of cure. การป้องกันเพียงเศษเสี้ยว มีค่ามากกว่าการรักษาอันมหาศาล และหากเรามองลึกลงไปในความหมายของการปกป้องดูแลผู้มีพระคุณหรือคนที่เรารัก การพาพวกท่านไปรับการป้องกันและฉีดวัคซีน ไม่ใช่แค่เรื่องของการแพทย์ แต่มันคือการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยอย่างที่สุด เท่าที่ลูกหลานคนหนึ่งจะมอบให้ได้ เพราะการป้องกันคือการแสดงความรักต่อตัวเราในอนาคต ส่วนการรักษาเป็นเพียงแค่การเจรจาต่อรองกับโชคชะตา (Prevention is an act of love for our future self; treatment is merely a negotiation with fate.) อย่ารอให้ฝันร้ายสีแดง “งูสวัด” คืบคลานเข้ามาถึงตัวคนในครอบครัวเลยครับ เริ่มต้นส่งเสริม ป้องกัน และปกป้องตัวเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วันเวลาในวัยที่เป็นไม้ใกล้ฝั่ง เต็มไปด้วยความสงบสุข ปราศจากความทรมานที่ไม่มีใครควรต้องเผชิญครับ