thansettakij
thansettakij
ธุรกิจครอบครัวในกระแสของ AI

ธุรกิจครอบครัวในกระแสของ AI

05 ก.ย. 69 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.ย. 69 | 06:17 น.

ปัจจุบันถือเป็นยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกกำลังก้าวข้ามช่วงการทดลองใช้เทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงอย่างเต็มรูปแบบ

ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ Deloitte Private ประจำปี 2026 ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีรายได้ขั้นต่ำ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐและครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,587 แห่งทั่วโลก

รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารอีก 30 ราย ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2025 ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีได้เปลี่ยนบทบาทจากตัวช่วย มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอดและเติบโตแล้ว

ผลสำรวจพบว่า 86% ของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้งานแล้ว โดย 44% ใช้งานในหลายส่วนของธุรกิจอย่างจริงจัง และ 42% เลือกใช้เฉพาะบางฟังก์ชันการทำงาน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า AI ได้กลายเป็นเทคโนโลยีกระแสหลักที่องค์กรยอมรับ

โดยการประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างระบบอัตโนมัติในกระบวนการทำงานภายในถึง 40% การบริหารความเสี่ยง 39% และระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ 39% นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของลูกค้าในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากความตื่นตัวเรื่อง AI แล้ว รากฐานทางเทคโนโลยีที่มั่นคงยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ด้วย โดยเทคโนโลยีที่มีการนำมาใช้งานมากที่สุด คือระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 47% ตามด้วยคลาวด์คอมพิวติ้ง 45% และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 44% สิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในแง่ของการต่อยอดโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจ และการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่รับมือได้ยากขึ้น

Family Business Thailand: ธุรกิจครอบครัวในกระแสของ AI

ประเด็นที่น่าสนใจคือบริบทของแต่ละภูมิภาคมีผลโดยตรงต่อแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยธุรกิจครอบครัวในตลาดเกิดใหม่มักมุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความระมัดระวังในการใช้งานมากกว่า

เนื่องจากมีข้อกำหนดและข้อกังวลที่เข้มงวดด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งทิศทางเหล่านี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวไทยในการประเมินและเลือกลงทุนในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและการส่งต่อกิจการให้ทายาทรุ่นถัดไป

แม้ผลลัพธ์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีจะพิสูจน์ให้เห็นแล้ว โดยผู้บริหารถึง 68% พบว่าเทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพการทำงานได้อย่างชัดเจน และ 67% ยืนยันถึงประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น แต่การเดินหน้าในเรื่องนี้ยังคงมีอุปสรรคสำคัญเช่นกัน ข้อมูลที่น่าสนใจคือความท้าทายหลักไม่ได้มาจากแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กรอย่างที่หลายคนกังวล

แต่กลับเป็นข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่เชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก และความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับนวัตกรรม การบริหารงบประมาณ และการจัดการความเสี่ยงจากพันธมิตรภายนอกอย่างรัดกุม เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้

 

อ้างอิง: Deloitte Private. (2026). Family business technology transformation, 2026. The family business insights series.