thansettakij
thansettakij
เก็บตกจากวงสนทนาเชิงวิชาการของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์

เก็บตกจากวงสนทนาเชิงวิชาการของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์

เก็บตกจากวงสนทนาเชิงวิชาการของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เทคโนโลยี Liquid Biopsy กำลังเปลี่ยนแนวทางรักษามะเร็ง จากการเจาะชิ้นเนื้อแบบเดิม ไปสู่การตรวจจากเลือดที่แม่นยำ เจ็บตัวน้อย และช่วยค้นหาความผิดปกติของมะเร็งได้เร็วขึ้น
  • ความแตกต่างสำคัญคือ ctDNA เปรียบเสมือน “ร่องรอย” ของเซลล์มะเร็งที่ตายแล้ว ขณะที่ CTC คือ “เซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิต” ซึ่งสามารถนำมาทดสอบยาแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้จริง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับ CTC และการตรวจระดับสูงภายในประเทศไทย ช่วยรักษาความสดของเซลล์ เพิ่มความแม่นยำ ลดเวลารอผล และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสรักษาให้สำเร็จได้มากขึ้น

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้นั่งร่วมวงสนทนากับบุคคลระดับที่เรียกได้ว่าเป็น “ขุนพลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์” ชั้นแนวหน้าในแต่ละด้านถึง 3 ท่าน ท่านแรก คือ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านรังสีวินิจฉัยและภาพถ่ายทางการแพทย์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย อีกท่านคือ อายุรแพทย์โรคมะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญการรักษาแบบเฉพาะเจาะจง และท่านสุดท้ายคือนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ บทสนทนาในวันนั้นไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความรู้หรือความคิดเห็นทั่วไป แต่เป็นการฉายภาพอนาคตของการ “รักษามะเร็ง” ที่กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ที่เราเคยรู้จักไปอย่างสิ้นเชิง

หัวใจสำคัญที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในวันนั้น คือวิวัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่า “การตรวจวิเคราะห์จากของเหลวในร่างกาย” หรือ Liquid Biopsy ซึ่งถือว่าเป็นแสงสว่างใหม่ทางการแพทย์ แทนที่จะใช้การเจาะชิ้นเนื้อแบบเดิม ที่สร้างความเจ็บปวดและมีความเสี่ยงต่อคนไข้ เท่าที่ผมฟังมาในบรรดาเทคโนโลยีเหล่านี้ สองชื่อที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกันเสมอ คือ ctDNA และ CTC แม้ทั้งคู่จะอาศัยการตรวจจากเลือดเหมือนกัน แต่ในแง่ของจิตวิญญาณและผลลัพธ์ทางการแพทย์นั้น ทั้งสองสิ่งนี้เปรียบเสมือนโลกคนละใบเลยครับ

ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งได้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ctDNA หรือเศษซากพันธุกรรมของมะเร็งที่ล่องลอยอยู่ในเลือดนั้น ซึ่งเปรียบเสมือน “รอยนิ้วมือ” หรือ “ซากเส้นผม” ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุของผู้ร้าย เมื่อเซลล์มะเร็งตายลง มันก็จะทิ้งรหัสลับเหล่านี้ไว้ให้แพทย์ที่ทำหน้าที่คล้ายตำรวจสืบสวน การตรวจพบเศษซากเหล่านี้ ช่วยให้แพทย์ทราบว่ามีผู้ร้ายแฝงตัวอยู่ตรงไหนของอวัยวะมนุษย์? และมันมีจุดอ่อนที่รหัสพันธุกรรมใด? เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาพุ่งเป้าไปทำลายได้ถูกจุด แต่นั่นก็ยังเป็นการวิเคราะห์จาก “สิ่งที่ตายไปแล้ว” ซึ่งในบางครั้งข้อมูลที่ได้ อาจไม่สะท้อนถึงพฤติกรรมปัจจุบันของคนร้ายที่ยังมีชีวิตอยู่จริงครับ

ในขณะที่เทคโนโลยีอีกด้านหนึ่ง ที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือการดักจับ “CTC หรือเซลล์มะเร็งที่หลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด” โดยที่ยังมีลมหายใจและสภาพสมบูรณ์ หาก ctDNA คือรอยนิ้วมือ CTC ก็คือการจับ “ตัวประกันที่เป็นคนจริงๆ” ได้กลางทางก่อนที่มันจะไปก่อเหตุในอวัยวะอื่น ความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และพันธมิตรระดับโลกในปัจจุบัน คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างนาโนแบบตีนตุ๊กแก” ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและแม่นยำสูงมาก จนสามารถแยกเซลล์มะเร็งเพียงไม่กี่เซลล์ ออกจากเม็ดเลือดปกติที่มีอยู่นับล้านๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์มากครับ

จุดที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์ คือคำว่า “เซลล์เป็น” เมื่อเราสามารถดักจับเซลล์ที่สมบูรณ์และยังมีชีวิตอยู่ได้ แพทย์ไม่ได้มีเพียงแค่ชื่อของคนร้ายอีกต่อไป แต่เราสามารถนำเซลล์นั้นมาสอบสวน ในห้องปฏิบัติการได้แบบ “เรียลไทม์” ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเล่าให้ฟังว่า ในการรักษาแบบเดิม เรามักจะให้ยาตามสถิติหรือความน่าจะเป็น แต่ด้วยเทคโนโลยีการดักจับเซลล์เดี่ยว (Single cell) นี้ เราสามารถนำเซลล์ของคนไข้คนนั้นจริงๆ มาทดสอบในถาดเพาะเชื้อ เพื่อดูว่า “ยาขนานไหน” ที่สามารถฆ่ามันได้ตายสนิทที่สุด ก่อนที่จะนำยานั้นไปฉีดเข้าสู่ตัวคนไข้จริงๆ นี่คือความหมายที่แท้จริงของการแพทย์พุ่งเป้า หรือ Personalized Medicine ที่ไม่ได้รักษาตามตำรา แต่รักษาตามตัวตนของโรคในแต่ละบุคคล

สิ่งที่น่าทึ่งและน่ายินดีสำหรับเราคือ นวัตกรรมระดับแนวหน้าของโลกนี้ ไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป การที่มีศูนย์วิจัยและผู้พัฒนาเทคโนโลยีนี้หลายบริษัทที่อยู่ในประเทศไทย ทำให้ข้อจำกัดเรื่อง “เวลา” และ “ความสด” ของเซลล์ถูกทำลายลงไปแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา ถ้าหากต้องการตรวจในระดับนี้ อาจจะต้องส่งตัวอย่างเลือดเดินทางข้ามน้ำข้ามทวีปไปตรวจยังต่างประเทศ ซึ่งระหว่างเดินทางเซลล์ที่บอบบาง มักจะแตกสลายหรือตายไปก่อนจะถึงห้องแล็บ แต่เมื่อเทคโนโลยีนี้สามารถทำได้ภายในประเทศ ความสดใหม่ของตัวอย่างเลือด จึงกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำและนำไปใช้งานจริงได้ในทันทีครับ

เมื่อมองผ่านสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย ก็จะพบว่านี่คือการเติมเต็มจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย เพราะในหลายกรณี ภาพถ่ายทางการแพทย์อาจเห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่ม ๆ ที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่? แต่การตรวจพบเซลล์มะเร็งที่เป็นตัวตนจริงๆ ในเลือด จะเป็นหลักฐานยืนยันที่หนักแน่น และช่วยให้การตัดสินใจรักษาเริ่มต้นได้เร็วขึ้น ในขณะที่โรคยังอยู่ในระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่สำคัญที่สุดในการเอาชนะมะเร็งได้สำเร็จครับ

จะเห็นว่าถึงแม้ราคาของนวัตกรรมนี้ อาจจะยังสูงกว่าการตรวจเลือดทั่วไปอยู่บ้าง แต่เมื่อนำมาวางเทียบกับความคุ้มค่าของการไม่ต้องเจ็บตัว และระยะเวลาที่รอคอย เพื่อผ่าตัดสุ่มตรวจชิ้นเนื้อหลายรอบ หรือความสูญเสียจากค่าใช้จ่ายในการลองผิดลองถูกกับยาที่ไม่ได้ผล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องตรงกันว่า นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับชีวิตมนุษย์ บทสนทนาในเช้าวันนั้น จึงไม่ได้จบลงเพียงแค่เรื่องของงานวิจัย แต่มันคือความหวังใหม่ที่จับต้องได้จริง ซึ่งเป็นความหวังที่เราจะไม่ต้องตกเป็นฝ่ายไล่ตามมะเร็งอีกต่อไป แต่เราจะใช้เทคโนโลยีนาโนอันชาญฉลาดนี้ เป็นเครื่องมือดักจับศัตรูร้ายตัวนี้ได้อย่างอยู่หมัด ตั้งแต่ตอนที่เจ้ามะเร็งร้าย ยังไม่ทันได้เริ่มโจมตีมนุษย์เลยครับ

นี่คือสิ่งที่ผมเก็บตกจากการสังเกตการณ์ในวงสนทนาวิชาการ ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านในวันนั้น ซึ่งเป็นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ในประเทศไทย ที่ผมคิดว่าน่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ