thansettakij
thansettakij
“Precision Medicine” เลิกสุ่มตรวจ เลิกเดาสุ่มยา เมื่อยาถูกออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียว

“Precision Medicine” เลิกสุ่มตรวจ เลิกเดาสุ่มยา เมื่อยาถูกออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียว

“Precision Medicine” เลิกสุ่มตรวจ เลิกเดาสุ่มยา เมื่อยาถูกออกแบบมาเพื่อคุณคนเดียว คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • Precision Medicine เปลี่ยนการรักษามะเร็งจากการใช้ยาแบบเดียวกันทุกคน มาเป็นการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมเฉพาะบุคคลเพื่อเลือกยาที่ตรงจุด
  • เทคโนโลยีอย่าง Liquid Biopsy และ Molecular Profiling ช่วยตรวจจับและถอดรหัสมะเร็ง เพื่อหาจุดอ่อนและใช้ยาพุ่งเป้าที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำ
  • แนวโน้มอนาคตใช้ AI และ Digital Twin จำลองการรักษาล่วงหน้า ทำให้เลือกวิธีที่แม่นยำที่สุด เพิ่มโอกาสรอดและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

หลังจากที่ผมเขียนเรื่องการตรวจมะเร็งด้วย CTC(Circulating Tumor Cells) หรือ “เซลล์มะเร็งที่หลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด” ซึ่งเป็นการใช้วิธีการตรวจมะเร็งผ่านเม็ดเลือด (Tumor Markers) ด้วยเครื่องมือที่ล้ำสมัย ก็มีคนไลน์มาถามว่า ที่ประเทศไทยเรามีการตรวจดังกล่าวที่โรงพยาบาลไหนบ้าง? ผมต้องตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ผมยังไม่ทราบเลยว่ามีที่ไหนบ้าง แต่อีกไม่นานเราคงได้เห็นอย่างแน่นอนครับ ส่วนจะไปลงที่ไหนนั้น เมื่อผมได้รับข้อมูลแล้วจะรีบนำมาเขียนให้ทราบครับ

การตรวจหามะเร็งในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่จะตรวจหาด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม ผมคงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ แต่หากเราย้อนกลับไปในยุคการรักษามะเร็งแบบดั้งเดิม อาวุธหลักที่คุณหมอใช้คือ “เคมีบำบัด” (Chemotherapy) ซึ่งก็เปรียบเสมือน “ระเบิดปูพรม” หลักการของมันก็คือ การส่งสารพิษเข้าไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ที่กำลังมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติหลักของเซลล์มะเร็ง ปัญหาก็คือ ในร่างกายเรายังมีเซลล์ดี ๆ ที่แบ่งตัวเร็วเช่นกัน เช่น เซลล์รากผม เซลล์บุผนังลำไส้ และเซลล์เม็ดเลือดขาว ผลที่ตามมาคือ เมื่อการทำคีโมเข้าไปทำลายมะเร็ง มันจึงอาจจะเข้าไปทำลายเซลล์ดีเหล่านี้ไปด้วย คนไข้จึงต้องเผชิญกับอาการผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และภูมิคุ้มกันตกต่ำ ซึ่งบางครั้ง “ร่างกายคนไข้ทนพิษยาไม่ไหว ก่อนที่มะเร็งจะตายหมด” เสียอีก เราจึงพบว่า บ่อยครั้งที่การทำคีโม จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ “ผมร่วงและร่างกายทรุด” นั่นแหละครับ

ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้มีการค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า มะเร็งปอดของผู้ป่วยคนหนึ่ง กับมะเร็งปอดของผู้ป่วยอีกคน อาจมี “หน้าตาของพันธุกรรม” ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอดีตทางการแพทย์ มักจะตั้งชื่อมะเร็งตาม “อวัยวะที่เกิด” เช่น มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม ส่วนการรักษา ถ้าเป็นมะเร็งในที่เดียวกันก็จะให้ยาตัวเดียวกันกับทุกคนที่เป็นโรคชื่อเดียวกัน แต่ในยุคนี้ทางการแพทย์ได้พัฒนาการไปไกลมาก โดยเฉพาะ Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ) แพทย์ได้เลิกมองแค่ชื่ออวัยวะ แต่จะมองลึกลงไปที่ “รหัสพันธุกรรม” (Genetic Code) ของเซลล์มะเร็งในคนไข้รายนั้น ๆ ไปครับ และเมื่อมีบริษัทที่คิดค้นการตรวจด้วยการตรวจจับมะเร็งในเม็ดเลือด หรือที่เรียกว่า “Liquid Biopsy” ตามที่ผมได้เล่าไปในตอนที่แล้ว จึงกลายเป็น “ผู้นำทาง” ของการเลือกยาในการักษานั่นเองครับ

จากครั้งที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงการดักจับเซลล์มะเร็งตัวเป็น ๆ จากเลือด (CTC) ความมหัศจรรย์ไม่ได้หยุดแค่การตรวจเจอครับ แต่เมื่อเราได้เซลล์มะเร็งตัวนั้นมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะนำมันไปเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า Molecular Profiling หรือการถอดรหัส DNA ของมะเร็งตัวนั้นโดยเฉพาะ เพื่อแพทย์จะได้มองหาว่าใน DNA มะเร็งนั้นคือรหัสพันธุกรรมอะไร? อีกทั้งยังมองหา “จุดอ่อน” หรือที่เรียกว่า Targetable Mutations (การกลายพันธุ์ที่มียารองรับ) ทำให้แพทย์ทราบได้ว่า EGFR Mutation พบมากในมะเร็งปอดคนเอเชีย หรือ HER2 Positive พบในมะเร็งเต้านมบางชนิด หรือ BRAF Mutation พบในมะเร็งไฝหรือมะเร็งลำไส้ เมื่อแพทย์ทราบว่ามะเร็งของคนไข้ มีรหัสกลายพันธุ์ตัวไหน แพทย์ท่านก็จะเลือกใช้ “ยาพุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ซึ่งเปรียบเสมือน “ลูกกุญแจ” ที่ถูกเจียระไนมา เพื่อไข “แม่กุญแจ” ของเจ้าเชื้อมะเร็งตัวนั้นโดยเฉพาะ ยาตัวนี้จะวิ่งไปเกาะและปิดสวิตช์การเจริญเติบโตของมะเร็งทันที โดยแทบไม่ยุ่งกับเซลล์ปกติในร่างกายเลยครับ

นี่คือการรักษาแบบ Precision Medicine ที่เปลี่ยนโฉมหน้าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างยอดเยี่ยมมาก โดยไม่ต้องไปสุ่มหายาในการรักษา คนไข้ก็ไม่ต้องลองผิดลองถูกกับการทำคีโมที่อาจไม่ได้ผล แต่ได้ใช้ยาที่ “ตรงจุด” ตั้งแต่วันแรกนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลให้ยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้อย่างดีเลยครับ จากผลของงานวิจัยได้มีการยืนยันว่า การใช้ยาที่ตรงกับรหัสพันธุกรรม ช่วยยืดอายุขัยเฉลี่ยของผู้ป่วยระยะลุกลาม ได้ยาวนานกว่าการทำคีโมมาตรฐานหลายเท่า อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกด้วย นั้นเป็นเพราะยาที่ส่งเข้าไปรักษา จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง คนไข้ส่วนใหญ่ที่ใช้ยาพุ่งเป้าจึงไม่มีอาการผมร่วง ไม่คลื่นไส้รุนแรง และสามารถไปทำงานหรือไปท่องเที่ยวที่ไหน ๆ กับครอบครัวได้ในระหว่างการรักษาเลยครับ

ในปัจจุบันนี้ (ปี 2026) ความล้ำสมัยไปไกลถึงขั้นการสร้าง Digital Twin หรือ “ร่างจำลองเสมือนจริง” ของคนไข้ในคอมพิวเตอร์ โดยใส่ข้อมูลพันธุกรรมจากการตรวจพบก่อนหน้านี้ และประวัติสุขภาพทั้งหมดลงไป จากนั้น AI ก็จะช่วยทำการ “ทดลองฉีดยา” หลายร้อยชนิดลงในร่างจำลองนั้น เพื่อดูว่าสูตรยาไหนได้ผลดีที่สุด และมีพิษน้อยที่สุด สำหรับร่างกายของผู้ป่วย จากนั้นจึงนำเอาผลที่ได้ มารักษากับผู้ป่วยตัวจริงอีกที นับว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากจริง ๆ ครับ เพราะนี่คือการ “ซ้อมรบ” ก่อนออกศึกจริง เพื่อให้มั่นใจว่า การรักษาที่เลือกให้นั้นมีความแม่นยำสูงสุด (The Right Drug at the Right Dose for the Right Patient)

ในอนาคตอันไม่นานเกินรอ โรคมะเร็งจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องมา “วัดดวง” กันอีกต่อไปแล้วครับ การมีเทคโนโลยีการตรวจจับมะเร็งที่แม่นยำ และการรักษาแบบ Precision Medicine คือการมอบ “อำนาจ” กลับคืนสู่มือคนไข้และคุณหมอ ผู้ป่วยจะไม่ได้สู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แต่จะสู้กับศัตรูที่เรา “รู้จัก ชื่อ นามสกุล และจุดอ่อน” ของมันอย่างละเอียด และหากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังกับคำว่า “คีโม หรือ การฉายแสง” แบบเดิม ๆ นะครับ เพราะในยุคนี้ทางการแพทย์ของเรา มี “กุญแจส่วนบุคคล” ที่จะช่วยเปิดประตูสู่การรักษาที่เบาตัวกว่า แต่ได้ผลดีกว่าเดิมมหาศาลเลยครับ