
ถอดรหัสโมเดลโปแลนด์ “จากเหมืองถ่านหินสู่มหาอำนาจนิวเคลียร์สะอาด”
ถอดรหัสโมเดลโปแลนด์ “จากเหมืองถ่านหินสู่มหาอำนาจนิวเคลียร์สะอาด” : ยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านพลังงาน (Coal-to-Nuclear) สู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและการกำกับดูแลความปลอดภัยของไทย โดย นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คอลัมน์ เข็มทิศความปลอดภัยนิวเคลียร์
สาธารณรัฐโปแลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมหลักของทวีปยุโรปที่พึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมาอย่างยาวนาน โดยในทศวรรษ 1990 สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของโปแลนด์มาจากถ่านหินสูงถึงกว่า 95% ทว่าภายใต้แรงกดดันจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) และวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคยุโรปตะวันออก โปแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานอย่างรวดเร็ว จนสามารถลดสัดส่วนถ่านหินลงมาอยู่ที่ประมาณ 52% ควบคู่ไปกับการเร่งติดตั้งพลังงานลม (14%) และพลังงานแสงอาทิตย์ (12%)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคอขวดที่โปแลนด์เผชิญเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก คือ "พลังงานหมุนเวียนมีความผันผวนตามสภาพอากาศ (Intermittency) และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นไฟฟ้าฐาน (Baseload) ที่มั่นคงได้ตลอด 24 ชั่วโมง" โปแลนด์จึงตัดสินใจขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญระดับชาติ คือ การเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินสู่พลังงานนิวเคลียร์ (Coal-to-Nuclear Transition) โดยมีเป้าหมายติดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่รวม 6,000–9,000 เมกะวัตต์ (MWe)
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะองค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ขอพาทุกท่านร่วมถอดรหัสความสำเร็จเชิงวิศวกรรมและการวางนโยบายของโปแลนด์ พร้อมทั้งแสดงความพร้อมด้านการกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนชาวไทยตามกรอบ (ร่าง) แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026)
1. ถอดรหัสยุทธศาสตร์นิวเคลียร์โปแลนด์ (The Polish Blueprint)
โปแลนด์ไม่ได้มองพลังงานนิวเคลียร์เป็นเพียงการสร้างโรงไฟฟ้าเดี่ยวๆ แต่วางตำแหน่งให้เป็น "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ" ผ่าน 2 โครงการยุทธศาสตร์
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ณ ชายฝั่งทะเลบอลติก (Lubiatowo-Kopalino) : โปแลนด์ได้คัดเลือกเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขั้นสูงแบบน้ำความดันสูง AP1000 ของบริษัท Westinghouse (สหรัฐอเมริกา) จำนวน 3 เครื่อง กำลังการผลิตรวมประมาณ 3,750 MWe โดยมีเป้าหมายเทคอนกรีตฐานรากแห่งแรก (First Nuclear Concrete) ในปี 2028 และเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เครื่องแรกในปี 2036 จนครบทั้ง 3 เครื่องในปี 2038
- โมเดลเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมเป็นสถานีนิวเคลียร์ (Coal Repurposing at Bełchatów & Konin) : สำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งที่สอง รัฐบาลโปแลนด์เตรียมพิจารณาพื้นที่เขตเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์เดิม เช่น Bełchatów (ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป) และ Konin เพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง แหล่งน้ำหล่อเย็น เครือข่ายโลจิสติกส์ และบุคลากรช่างเทคนิค มาปรับปรุงรองรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่และเครื่องปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและป้องกันปัญหาการว่างงานในพื้นที่อุตสาหกรรมถ่านหินเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับบริบทประเทศไทย (PDP 2026 Context)
เมื่อพิจารณาโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศไทยตามร่างแผน PDP 2026 ที่ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2065 มีความคล้ายคลึงกับกรณีศึกษาของโปแลนด์อย่างยิ่ง
- การปลดระวางโรงไฟฟ้าฟอสซิลตามอายุการใช้งาน : ประเทศไทยมีแผนทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติในอนาคต หากทดแทนด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว จะทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเสี่ยงต่อความไม่เสถียร การมีพลังงานนิวเคลียร์หรือ SMR เข้ามาเสริมในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยสร้างเสถียรภาพค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง
- การใช้ประโยชน์จากพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม (Brownfield Siting Advantage) : การถอดบทเรียนจาก Bełchatów ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยสามารถศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิม (เช่น พื้นที่ที่มีระบบสายส่งและแหล่งน้ำพร้อม) มาประเมินความปลอดภัยเพื่อรองรับ SMR ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและลดความขัดแย้งในการจัดหาที่ดินใหม่
- การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงานในประเทศ (Local Content) : โปแลนด์กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและใช้วัสดุ/ชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการโปแลนด์ไม่น้อยกว่า 40–50% ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก อุปกรณ์ควบคุม และงานก่อสร้างวิศวกรรมขั้นสูงของไทย
3. ความพร้อมของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนว่า ในมิติด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ปส. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นในทุกมิติ:
- ความพร้อมด้านกฎหมายและมาตรฐานสากล : ปส. ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 โดยได้ปรับปรุงกฎกระทรวงและระเบียบปฏิบัติให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยของ IAEA (Safety Standards Series) ครอบคลุมการอนุญาตสถานที่ตั้ง การก่อสร้าง และการเดินเครื่อง
- ความร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) : ปส. ทำงานประสานกับ IAEA อย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ 19 ด้านตามแนวทาง IAEA Milestones Approach และเตรียมความพร้อมรับการตรวจประเมิน INIR Mission รอบใหม่ เพื่อยืนยันว่าการกำกับดูแลของไทยมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และรัดกุมตามหลักสากล
- ระบบเฝ้าระวังรังสีแห่งชาติแบบเรียลไทม์ : ปส. มีศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยทางรังสีแห่งชาติ พร้อมเครือข่ายสถานีตรวจวัดระดับรังสีในอากาศและในน้ำอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถตรวจจับความผิดปกติทางรังสีได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
4. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ปส. ขอเสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการต่อประเทศ ดังนี้
1.) ศึกษาการเปลี่ยนผ่านพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิมสู่สถานีนิวเคลียร์ SMR (Thailand Coal-to-Nuclear & Brownfield Repurposing Study)
- ปส. ประสานร่วมดำเนินการกับ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บูรณาการร่วมกับ ปส. จัดทำแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการนำพื้นที่โรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมที่มีแผนปลดระวางมาประเมินความเหมาะสมทางธรณีวิทยา อุทกวิทยา และความปลอดภัยตามเกณฑ์ IAEA SSR-1 เพื่อพัฒนาเป็นสถานที่ตั้ง SMR ในอนาคต ช่วยประหยัดงบประมาณการขยายระบบสายส่งและระบบรับความร้อน
2.) พัฒนาเกณฑ์การประเมินการออกแบบล่วงหน้า (Advanced Vendor Design Review: VDR Framework)
- ปส. ดำเนินการยกร่างระเบียบว่าด้วยการประเมินการออกแบบเทคโนโลยีล่วงหน้า (VDR) สำหรับเครื่องปฏิกรณ์แบบ SMR และ Generation III+ เพื่อประเมินความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากล (เช่น U.S. NRC หรือหน่วยงานกำกับดูแลของโปแลนด์ PAA) ซึ่งจะช่วยคัดกรองเทคโนโลยีที่ปลอดภัยสูงสุดและสร้างความแน่นอนให้กับโครงการก่อนการเปิดประมูล
3.) ผลักดันการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมไทย (Nuclear Industrial Localization Roadmap)
- ปส. ประสานงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ ปส. ออกแบบสิทธิประโยชน์และมาตรฐานการรับรองคุณภาพ (ASME / ISO Nuclear Quality Assurance) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์พิเศษ ปั๊มวาล์ว และระบบควบคุมอัตโนมัติ ให้พร้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับสากล
4.) สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงประจักษ์แก่ประชาชน (National Nuclear Safety Literacy and Stakeholder Deliberation)
- ปส. ร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ศักยภาพ ขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลความปลอดภัย ระบบป้องกันเชิงรับ (Passive Safety) และแนวทางการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ก้าวแรก
บทสรุป
บทเรียนจากประเทศโปแลนด์พิสูจน์ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า "การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากถ่านหินสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ไม่สามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานใดเพียงชนิดเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นระบบ"
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนว่า เราพร้อมทำหน้าที่เป็น "ผู้พิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของคนไทย" โดยจะใช้อำนาจตามกฎหมายและหลักวิชาการสากลในการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ทุกย่างก้าวของการพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศไทยดำเนินไปอย่างมั่นคง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน
ขอขอบคุณข้อมูลทางวิชาการและกรณีศึกษาจาก ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Nuclear Engineering, Chulalongkorn University, ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA), สำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งชาติโปแลนด์ (PAA) และสมาคมนิวเคลียร์โลก (WNA)
เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูลเชิงประจักษ์ (References)
1. World Nuclear Association (WNA). (2026, October 23). Nuclear Power in Poland: National Energy Policy, Technology Selections, and Siting Updates. WNA Country Profiles, London.
2. International Energy Agency (IEA). (2026). Electricity 2026: Analysis and Forecast to 2029 (Coal Phase-Out and Nuclear Expansion in Central and Eastern Europe). IEA Publications, Paris.
3. Government of Poland, Ministry of Climate and Environment. (2025–2026). Polish Nuclear Power Programme (PNPP): Strategic Environmental and Socio-Economic Infrastructure Roadmap. Warsaw, Poland.
4. Office of Atoms for Peace (OAP). (2026). National Nuclear Safety Regulatory Roadmap, Site Evaluation Standards (SSR-1), and Public Safety Assurance Framework under Thailand's PDP 2026. Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, Thailand.











