thansettakij
thansettakij
มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (2)

มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (2)

มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (2) คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าถึงเมืองแปรอันมีเสน่ห์น่าหลงใหล ในฐานะที่ผมได้ไปเยี่ยมเยือนลูกค้าที่ซื้อสินค้าของผม ทุกครั้งที่เดนทางไปเมืองนี้ เหมือนทำให้ผมอยู่ในภวังค์ของบทวรรณกรรม “ผู้ชนะสิบทิศ” ของท่านยาขอบ ก็มีแฟนๆหลายท่านที่กรุณาโทรฯและไลน์เข้ามาคุย ต้องขอขอบพระคุณมาณ.ที่นี้ด้วย อย่างไรก็ตามเมืองแปรยังมีดีอีกเยอะที่สามารถนำมาเล่าได้ ในมุมมองหรือสายตาของผู้มาเยือนที่เป็นพ่อค้าอย่างผม ซึ่งไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ จึงอาจจะมองในอีกมิติหนึ่งนะครับ

เมื่อเราขยับจากร่องรอยอารยธรรมของชาวพิว ศรีเกษตร และเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ วรรณกรรมอันโด่งดังของท่ายยาขอบ การเดินทางเข้ามาสู่ใจกลางเมืองแปร สิ่งแรกที่ปะทะสายตาและรู้สึกได้ทันที ก็คือ บรรยากาศของเมืองยุทธภูมิโบราณ ที่ได้กลายเป็นเมืองแห่งศรัทธาอันสงบเงียบ เมืองแปรมีชัยภูมิคอขวดที่ครั้งหนึ่งเคยบีบเค้น ให้กลายเป็นปราการตั้งรับศึกอันแข็งแกร่ง

เมืองนี้ถูกบีบด้วยแม่น้ำอิรวดีที่เชี่ยวกรากทางทิศตะวันตก และแนวเขาสันเขาทางทิศตะวันออก บัดนี้แนวกระดูกงูแห่งธรรมชาตินั้น ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ป้องกันคมหอกคมดาบจากตองอูหรืออังวะอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นรากฐานรองรับศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ที่ประดิษฐานของมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง อันลอยตระหง่านอยู่เหนือทัศนียภาพของเมืองทั้งเมือง อยู่บนยอดเนินดินสูงตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นที่ตั้งของ “มหาเจดีย์ชเวซานดอว์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวเมืองแปร

 

เจดีย์องค์นี้มีความยิ่งใหญ่และเก่าแก่ ไม่แพ้มหาเจดีย์ชเวดากองแห่งกรุงย่างกุ้ง หรือเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกาม เมื่อเราก้าวขึ้นสู่ลานรอบๆเจดีย์และมองลงมา จะเห็นภาพแม่น้ำอิรวดีทอดตัวยาว ขนานไปกับตัวเมืองที่เป็นแนวยาวแคบ ๆ เมื่อแสงแดดยามเย็นที่สะท้อนผิวน้ำอิรวดี กระทบองค์เจดีย์สีทองอร่ามเป็นประกายงดงามเกินบรรยาย

ความน่าสนใจคือ คติการสร้างและประวัติศาสตร์ของชเวซานดอว์นั้น ได้ผูกพันกับกษัตริย์พม่าทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในยามศึกสงคราม กษัตริย์ผู้จะเข้าครองเมืองหรือตั้งมั่นอยู่ที่เมืองแปร จะต้องขึ้นมารำลึกถึงพระรัตนตรัยและสักการะพระเกศาธาตุ ที่เชื่อว่าบรรจุอยู่ภายในองค์เจดีย์แห่งนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคล และประกาศขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพ ศรัทธาบนยอดเขานี้ จึงเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจของเหล่าทหารหาญ และพยานวัตถุที่ยืนหยัดผ่านความยุ่งเหยิงทางประวัติศาสตร์ มานับร้อยนับพันปี

เมื่อขยับออกจากตัวเมืองแปรลงไปทางใต้เล็กน้อย ในเขตเมืองชเวดอง เราจะได้พบกับความอัศจรรย์ทางศรัทธา ที่ไม่เหมือนแห่งใดในโลก นั่นคือ “พระพุทธรูปชเวเมียตมาน” หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม พระพุทธรูปสวมแว่นตา พระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ภายในวิหาร ที่ผมเองก็มีความประหลาดใจ เพราะองค์พระมีเอกลักษณ์อันน่าทึ่ง ด้วยการสวมแว่นสายตากรอบทองคำขนาดใหญ่

ตามประวัติเล่าต่อๆ กันมาว่า มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์โบราณ ที่ทรงถวายแว่นตาเพื่อเป็นพุทธบูชา และต่อมาในยุคอาณานิคมอังกฤษเข้ามาปกครองประเทศพม่า ได้มีข้าราชการชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ ได้นำแว่นตามาถวายแก้บนหลังจากรักษาโรคที่ดวงตาจนหายขาด ทำให้ประเพณีการถวายแว่นตาและกรอบแว่นแก่พระพุทธรูปองค์นี้ ได้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้มาเยือนที่มีปัญหาหรือความติดขัดเรื่องสายตาและการมองเห็น

แต่สิ่งที่น่าพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์และคติความเชื่อยิ่งไปกว่านั้น คือ พระพุทธรูปสวมแว่นตาองค์นี้ได้ผันพระพักตร์หันไปทางทิศตะวันตก ซึ่งแตกต่างจากพระประธานส่วนใหญ่ในพุทธศาสนา ที่มักจะหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก การหันพระพักตร์สู่ทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีนี้ ราวกับเป็นการมองข้ามสายน้ำกว้างใหญ่ ไปยังแนวเทือกเขายะไข่และดินแดนชมพูทวีป อันเป็นต้นธารแห่งพระพุทธศาสนา

และในขณะที่ตัวผมกลับคิดว่า น่าจะเป็นมิติด้านยุทธศาสตร์มากกว่า เพราะการผันพระพักตร์เช่นนี้ น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเฝ้ามองด่านพรมแดนธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อระหว่างพม่าตอนกลางกับโลกภายนอก สะท้อนถึงการเป็นเมืองหน้าด่าน ที่ตั้งรับทั้งอารยธรรม สินค้า และสายสัมพันธ์ทางการค้า ข้ามภูมิภาคมาตั้งแต่ครั้งโบราณครับ

เมื่อเราล่องเรือลงมาตามลำน้ำอิรวดีอีกไม่ไกล จะพบกับ “ผาหินอาการ์เปา” หน้าผาหินปูนสูงชันริมแม่น้ำ ที่มีพระพุทธรูปศิลาแกะสลักนับร้อยองค์ ประดิษฐานเรียงรายอยู่ตามสลักหินบนหน้าผา ในอดีตบริเวณนี้ คือจุดตรวจภาษีและด่านด่านแรกของเรือสินค้า ที่เดินทางขึ้นลงระหว่างพม่าตอนล่างและพม่าตอนบน พ่อค้าและลูกเรือในยุคโบราณ ที่ต้องเผชิญกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากและภัยธรรมชาติ

ไกด์ทัวร์มักจะเล่าให้ฟังว่า การแกะสลักพระพุทธรูปไว้บนหน้าผา เพื่อเป็นกุศโลบายในการขอพรให้เดินทางปลอดภัย จะเห็นว่าร่องรอยการแกะสลักบนผาหินอาการ์เปานี้ จึงเป็นบันทึกทางโบราณคดีที่มีชีวิต บอกเล่าว่าสายน้ำอิรวดีช่วงที่ผ่านเมืองแปรนั้น มิใช่เป็นเพียงยุทธภูมิรบหรือปราการธรรมชาติ แต่เป็นเส้นทางลำเลียงชีวิต ศรัทธา และความมั่งคั่งของอาณาจักร มาโดยตลอดการเดินทางผ่านสัญลักษณ์แห่งศรัทธาเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นมหาเจดีย์ชเวซานดอว์บนยอดเขา พระพุทธรูปสวมแว่นตาแห่งชเวดอง หรือภาพแกะสลักริมผาอาการ์เปา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า เสน่ห์ของเมืองแปรไม่ได้จบลงแค่เรื่องราวในวรรณกรรมของท่านยาขอบ หรือมหาเจดีย์และซากอิฐโบราณสถาน แต่จิตวิญญาณของเมืองแปร ได้รับการถักทอเข้ากับธรรมชาติ สภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแยบยลครับ

อาทิตย์หน้าในตอนต่อไป น่าจะเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์เมืองมหาเสน่ห์นี้ ผมจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีของเมืองแปรในปัจจุบัน อีกทั้งเรื่องเล่าจากคนท้องถิ่น และคำตอบที่ว่าทำไมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จึงยังคงครองหัวใจผู้มาเยือน และไม่เคยถูกความเจริญกลืนหายไปตามกาลเวลาครับ