
ลดภาษี E20-B20 แค่ยาแก้ปวด ถึงเวลาปฏิรูปพลังงานไทย
ลดภาษี E20-B20 แค่ยาแก้ปวด ถึงเวลาปฏิรูปพลังงานไทย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,248
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุมัติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในระยะสั้น
- มาตรการลดภาษีถูกมองว่า เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราว (ยาแก้ปวด) ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคาน้ำมันผันผวนในระยะยาวได้
- เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง โดยเน้นการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทางเลือก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
สงครามสหรัฐกับอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ ตอกยํ้าบทเรียนสำคัญว่า วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่ส่งผ่านถึงค่าครองชีพประชาชน ต้นทุนธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อราคานํ้ามันโลกยังผันผวนรุนแรง การหวังให้ราคากลับไปอยู่ระดับตํ่าเหมือนในอดีตอาจไม่ใช่ทางออกที่เพียงพออีกต่อไป
ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ราคานํ้ามันดิบ Brent ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาขายปลีกในไทยสะท้อนภาระต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ ทั้งแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 42.04 บาทต่อลิตร ดีเซลที่ 43.54 บาท และดีเซล B20 ที่ 37.19 บาท
ภาระดังกล่าวไม่ได้จบลงที่หน้าปั๊ม แต่ยังส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตในแทบทุกภาคส่วน
นี่คือสัญญาณว่า “นํ้ามันแพงและผันผวน” อาจกลายเป็น New Normal ที่เศรษฐกิจไทยต้องเตรียมรับมือ ไม่ใช่ด้วยการรอให้สถานการณ์สงบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถอยู่รอดได้ แม้ราคาพลังงานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
การที่คณะรัฐมนตรี (27 ต.ค. 2569) เห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตแก๊สโซฮอล์ E20 ลง 5.60 บาทต่อลิตร และดีเซล B20 ลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ราคานํ้ามันถูกลง ถือเป็นมาตรการที่มีทิศทางน่าสนับสนุน เพราะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนและภาคขนส่ง หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ พร้อมสร้างตลาดให้ผลผลิตอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มนํ้ามันของเกษตรกรไทย
อย่างไรก็ตาม มาตรการลดภาษีเป็นเพียงการบรรเทาแรงกระแทกระยะสั้น ไม่ใช่หลักประกันว่า ราคานํ้ามันจะลดลงตามอัตราภาษีเต็มจำนวน เพราะยังขึ้นอยู่กับราคาหน้าโรงกลั่น ราคาตลาดโลก และ การบริหารเงินกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงที่เวลานี้ติดลบมากกว่า 1 แสนล้านบาท
ที่สำคัญ การสูญเสียรายได้ภาษีย่อมมีต้นทุนทางการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องชั่งนํ้าหนักกับประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างรอบคอบ
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การทำให้มาตรการช่วยเหลือมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รัฐต้องเร่งตรวจสอบการส่งผ่านประโยชน์จากการลดภาษี ไปยังราคาขายปลีกอย่างแท้จริง พร้อมประเมินผลหลังครบ 3 เดือนว่าประชาชน ภาคขนส่ง และเกษตรกรได้รับประโยชน์จริงเพียงใด ไม่ใช่ปล่อยให้มาตรการสิ้นสุดลงโดยไม่มีแผนรองรับ
ขณะเดียวกัน การอุดหนุนราคานํ้ามัน ต้องมุ่งช่วยกลุ่มเปราะบางและกิจกรรมเศรษฐกิจที่จำเป็น แทนการใช้เงินกองทุนพยุงราคาทุกกลุ่มอย่างไม่มีกำหนด ควบคู่กับการเปิดเผยฐานะกองทุนนํ้ามันฯ และต้นทุนการอุดหนุน เพื่อให้สังคมเห็นทั้งประโยชน์และภาระที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ
และระยะยาว รัฐบาลต้องเร่งลดการพึ่งพานํ้ามันนำเข้า ส่งเสริมพลังงานชีวภาพอย่างเป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ตลอดจนเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด และระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาราคาหน้าปั๊ม แต่เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รัฐบาลต้องใช้มาตรการระยะสั้นประคองประชาชนไปพร้อมกับวางรากฐานระยะยาว เพราะหากยังแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีและอุดหนุนราคาเป็นครั้งคราว ไทยก็จะต้องกลับมาเผชิญวิกฤตเดิมทุกครั้งที่โลกเกิดความขัดแย้ง
ทางรอดที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้พลังงานถูกลงชั่วคราว แต่คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพานํ้ามันน้อยลง รับมือความผันผวนได้มากขึ้น และไม่ปล่อยให้ประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการ ต้องแบกรับต้นทุนของวิกฤตเพียงลำพัง
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,248 วันที่ 29-31 ตุลาคม พ.ศ. 2569







