
ภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์: ความท้าทายเชิงระบบ
ภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์: ความท้าทายเชิงระบบ : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4248 + 4249
KEY
POINTS
- ภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ได้ยกระดับเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้การประชุม IMF-WB ออก "พิมพ์เขียวกรุงเทพ" (Bangkok Blueprint) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการจัดการปัญหาทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการเยียวยา
- สถานการณ์ในไทยยังน่ากังวล เนื่องจากเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที ทำให้การอายัดและคืนเงินทำได้น้อย สวนทางกับจุดอ่อนด้านการป้องกันต้นทางที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ
- มีข้อเสนอให้ยกระดับการแก้ปัญหาโดยขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและโทรคมนาคม พร้อมสร้างระบบคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่รวดเร็ว และให้สถาบันการเงินมีมาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อหยุดธุรกรรมเสี่ยง
การประชุม IMF WB 2026 ที่เพิ่งจบลงไป มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งคือ การหาแนวทางในการลดภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ ซึ่งยังคงเป็นภัยคุกคามประเทศต่างๆ ทั่วโลก IMF และ WB ได้มีการออกเอกสาร Bangkok Blueprint หรือ พิมพ์เขียวกรุงเทพเพื่อต้านภัยการเงิน เป็นยุทธศาสตร์ หรือ กรอบการขับเคลื่อนบริการทางการเงิน ที่ปลอดภัยจากภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์อย่างครบวงจร
ทั้งนี้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการทางการเงินดิจิทัลและระบบการชำระเงินทันที ได้ช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนกลุ่มต่างๆ ทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ลดลง มีผลในการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้เปิดช่องทางให้ ภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ (Cyber-enabled Fraud) ขยายตัวและยกระดับขึ้นเป็นอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล
ภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ได้เปลี่ยนผ่านจากการหลอกติดแอปดูดเงิน ไปสู่การใช้กลลวงทางจิตวิทยา (Social engineering) หลอกลวงและชักจูงให้ผู้เสียหาย เป็นผู้กดยืนยันการโอนเงินด้วยตนเอง
การหลอกลวงนี้อาจผสานเข้ากับเทคโนโลยี ทั้งปัญญาประดิษฐ์ Deepfake และ บริการหลอกลวงสำเร็จรูปต่างๆ ซึ่งรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ตกเป็นเหยื่อที่หลุดรั่วอยู่ในโลกดิจิทัล จึงสามารถทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่ออย่างง่ายดาย การหลอกลวงด้วยรูปแบบเดียวกัน แพร่กระจายไปในคนจำนวนมาก จึงทำให้ต้นทุนการหลอกลวงต่ำลงเรื่อยๆ
หลักคิดสำคัญของ Bangkok Blueprint ก็คือ ต้องมีแนวทางการจัดการแบบครบวงจร หรือ การร่วมมือกันทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง ไปจนถึงการเยียวยา โดยใช้ระบบความรับผิดชอบร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งก็คือ หลักการ shared responsibility และยังรวมไปถึงความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ
เนื่องจากภัยการเงินในโลกดิจิทัล เป็นความท้าทายที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดน เป็นการยากที่แต่ละประเทศจะสามารถรับมือได้ตามลำพัง
กรอบแนวคิดของพิมพ์เขียวกรุงเทพเพื่อต้านภัยฉ้อโกงทางไซเบอร์ ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 12 ข้อพิจารณา ดังนี้
1.การสร้างกรอบยุทธศาสตร์และกฎหมาย ประกอบด้วย 2 ข้อพิจารณาคือ หนึ่งการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการเงินดิจิทัลที่มั่นคงปลอดภัยจากภัยฉ้อโกง มีหน่วยงานรับผิดชอบหลักและกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ และสองการมีกรอบกฎหมาย กฎระเบียบ และการกำกับดูแลที่ครอบคลุม ทั้งการกำหนดความรับผิดชอบ และสิทธิคุ้มครอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการอายัด/และการคืนเงินผู้เสียหาย
2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งตลอดวงจรเพื่อลดภัยฉ้อโกง ประกอบด้วย 4 ข้อพิจารณา คือ หนึ่ง การออกแบบบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้น สองดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุกและปรับตัวได้ทันท่วงที สาม สร้างสถาปัตยกรรมตรวจจับภัยฉ้อโกงเชิงระบบ และสี่ ดำเนินกลไกตอบสนองและเยียวยาที่สอดประสานกัน
3.การใช้ประโยชน์จากกรอบการบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ประกอบด้วย 3 ข้อพิจารณา คือ หนึ่งการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภาคการเงิน สอง ใช้ประโยชน์จากกรอบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เพื่อสืบหาและสกัดเส้นทางการเงินฉ้อโกง และสาม การป้องปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษทางอาญาที่มีประสิทธิภาพ
4.การขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 ข้อพิจารณา คือ หนึ่ง ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนภายในประเทศ รวมไปถึงภาคนอกการเงิน และสอง การประสานความร่วมมือและการแบ่งปันข้อมูลข้ามพรมแดน
5.การส่งเสริมการคุ้มครองและสร้างภูมิคุ้มกันแก่ผู้บริโภค ซึ่งก็คือ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภค สร้างและยกระดับการตระหนักรู้เชิงพฤติกรรม การเตือนภัยที่ตรงสถานการณ์ และการสร้างกลไกรับเรื่องร้องเรียนเบ็ดเสร็จ
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ได้ออกรายงาน บทเรียนการปฏิบัติจริงในภูมิภาค: The Bangkok Blueprint in Action ที่รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและบทเรียนการดำเนินงานจากบางประเทศในเอเชีย
จากรายงาน พบว่า โดยภาพรวมแล้วประเทศในเอเชียได้รับความเสียหายต่อ GDP สูงกว่าภูมิภาคอื่น สำหรับประเทศไทยแล้ว จำนวนผู้เสียหายสูงสุดเกิดจากการซื้อขายออนไลน์ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าแล้ว การหลอกลงทุนมีมูลค่าสูงสุด เมื่อดูเส้นทางเงินพบว่า มีการผ่านโดยใช้บัญชีม้ามากสุด ที่ร้อยละ 63 ส่วนช่องทางออกของเงิน ผ่านเอทีเอ็ม (ถอนเป็นเงินสด) มากที่สุดที่ ร้อยละ 36
ส่วนลักษณะธุรกรรม ส่วนใหญ่ เริ่มจากนอกภาคการเงิน ได้แก่ การติดต่อผ่านโทรศัพท์ หรือ การส่ง SMS แนบลิงค์ หรือ การโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค แล้วอาศัยระบบชำระเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร เพื่อโอนเงินผ่านบัญชีม้า โดยมักจะมีการโอนข้ามธนาคาร ประมาณ 2-3 แห่ง และนำเงินออกนอกระบบภายในเวลาไม่กี่นาที
จากข้อมูลเส้นทางการเงินของไทย ชี้ว่า เงินออกจากบัญชีม้าแถวแรกด้วยค่าเฉลี่ยเพียง 2 นาที และครึ่งหนึ่งหลุดออกนอกระบบธนาคาร ภายใน 3 นาที ขณะที่ผู้เสียหายใช้เวลาราว 30 ชั่วโมง กว่าจะแจ้งความ จึงทำให้การอายัดเงินทำได้น้อย อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าความเสียหายเท่านั้น
ดังนั้น จึงชัดเจนว่า การใช้มาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ ก่อนที่จะเกิดการโอนเงิน จะมีความคุ้มค่ามากกว่าการไล่ตามเงินคืน
แต่เมื่อพิจารณาปัญหาต้นน้ำ พบว่า การสกัดภัยต้นน้ำ หรือ ต้นทางในภาคโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ยังทำได้น้อยมาก ขณะที่ความตระหนักรู้ของผู้บริโภ คยังตามไม่ทันกลลวงของมิจฉาชีพ ซึ่งมีการพัฒนากลไกและช่องทางการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อถูกหลอกแล้ว ข้อมูลจากงานศึกษาบางส่วนชี้ว่า ผู้เสียหายในไทยมีการแจ้งความเพียงร้อยละ 11.4 เท่านั้น
นอกจากนั้น รายงานฉบับนี้ยังชี้ว่า ปัญหาทางด้านปลายน้ำก็ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องการคืนเงินผู้เสียหายยังทำได้น้อยและล่าช้ามาก ความร่วมมือระหว่างประเทศในรายที่เกิดข้ามแดน ยังทำได้ล่าช้าและใช้เวลานาน
รายงานเสนอว่า การต่อสู้กับภัยการเงินดิจิทัลต้องมีการปรับกระบวนการอย่างต่อเนื่อง มีระบบการประเมินผลที่ชัดเจน และควรต้องเพิ่มน้ำหนักไปสู่มาตรการการป้องกัน ก่อนเกิดเหตุตามระดับความเสี่ยง และขยายแนวป้องกันออกไปนอกภาคธนาคาร ผ่านกรอบความร่วมมือป้องกันภาคการเงิน จากกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างครบวงจรทั้ง เงินสด ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และ สินทรัพย์ดิจิทัล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้กล่าวถึงการยกระดับการจัดการปัญหาเรื่องเงินเทาและคอร์รับชันอย่างครบวงจร โดยการเพิ่มความเข้มงวดในระบบการเงินดิจิทัลในหลายมาตรการ เช่น การตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวด การยืนยันตัวตนของร้านค้าของธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการให้บริการกับธุรกิจผิดกฎหมาย การตรวจจับธุรกรรมการเงินต้องสงสัย ตลอดจนการยกระดับมาตรการป้องกันการนำเงินสดไปแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น เช่น ทองคำ และ เงินตราต่างประเทศ
สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนประกาศ "Bangkok Blueprint" โดยเห็นด้วยกับหลักการที่มองปัญหาแบบทั้งระบบนิเวศ Whole-of-Ecosystem พร้อมทั้งยื่น 6 ข้อเสนอต่อยอด เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้เกิดผลจริง:
1.ให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินคืน โดยไม่ต้องพิสูจน์ระบบที่ตนเข้าถึงไม่ได้ กฎหมายต้องกำหนดสิทธิคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งกรณี Unauthorized Fraud และ Scam-Induced Authorized Fraud โดยผู้เสียหายแสดงหลักฐานที่มี ส่วนผู้ให้บริการต้องเป็นผู้พิสูจน์ข้อมูลทางเทคนิคหากจะปฏิเสธความรับผิดชอบ พร้อมกำหนดระยะเวลาจ่ายเงินคืนที่แน่นอน
2.ควรมีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้น ให้ผู้ประกอบการร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนตามระดับความเสี่ยงและบทบาท เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายในการดำรงชีพระหว่างรอข้อยุติ โดยไม่บังคับให้ผู้เสียหายสละสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลือ
3.กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและโทรคมนาคมให้ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย กฎหมายต้องบังคับให้แพลตฟอร์มดิจิทัลและค่ายโทรคมนาคมตรวจสอบผู้ลงโฆษณาและผู้ขายก่อนอนุญาต จัดเก็บหลักฐานโฆษณา เร่งถอดโฆษณาหลอกลวง และร่วมรับผิดชอบหากละเลยหน้าที่จนเกิดความเสียหาย
4.มีผู้รับผิดชอบติดตามปัญหาจนจบเรื่อง โดยให้ผู้เสียหายแจ้งเรื่องผ่านจุดเดียวพร้อมรหัสติดตามคดี (Case ID) และแจ้งความคืบหน้ารวมทั้งสิทธิขอรับเงินโดยตรง แยกกระบวนการคืนเงินออกจากการรอผลคดีอาญาทางอาญา
5.ระบบป้องกันธุรกรรมเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย สถาบันการเงินต้องมีระบบตรวจจับ ชะลอ หรือ ตรวจสอบธุรกรรมเสี่ยงสูง มีการแจ้งเตือนที่เหมาะกับสถานการณ์ และการชะลอ หรือ ขอตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อพบความเสี่ยงสูง มาตรการเหล่านี้ต้องออกแบบให้ช่วยหยุดความเสียหายได้จริง
6.ประกาศแผนการดำเนินงานและเปิดเผยผล โดยให้ผู้บริโภคร่วมกำหนดกติกา เสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วัน และเปิดเผยข้อมูลรายไตรมาส: เสนอให้รัฐบาลจัดทำแผนปฏิบัติการภายใน 90 วันหลังการประชุม IMF–World Bank 2026 พร้อมเปิดเผยข้อมูลรายไตรมาสเกี่ยวกับยอดเงินที่คืนให้ผู้เสียหายจริง ระยะเวลาดำเนินการ และผลการแก้ไขกรณีอายัดบัญชีผิดพลาด
แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง มีการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงาน รวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรวม และรวมถึงการคืนเงินผู้เสียหาย หน่วยงานกำกับในแต่ละส่วนได้ออกมาตรกรเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับความปลอดภัย
หน่วยงานปราบปรามได้ดำเนินการจับกุมและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง มีผลให้ตัวเลขการแจ้งความลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังต้องถือว่า ปัญหายังอยู่ในระดับที่ยังรุนแรงอยู่ และยังคงมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า การหลอกลวงได้มุ่งเป้าไปสู่กลุ่มเปราะบางมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มเยาวชน นักศึกษา และ กลุ่มผู้สูงอายุ
โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเกษียณ ยังคงมี การโฆษณาหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การใช้บริการหลอกลวงผ่านโทรคมนาคม เช่น การส่ง SMS หลอกลวง การโทรศัพท์ การใช้ไลน์ call ในการหลอกลวงร่วมด้วย ผู้บริโภคยังขาดความรู้ หรือตระหนักรู้ เกี่ยวกับภัยฉ้อโกงทางออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และผู้สูงอายุ
การคืนเงินผู้เสียหาย ยังทำได้น้อยและล่าช้า ประเทศไทยยังขาดความชัดเจนในการช่วยเหลือผู้เสียหายที่มีความยากลำบากทางด้านการเงินหลังจากถูกหลอกลวงแล้ว และผลกระทบทางด้านจิตใจ และอื่นๆ ที่ตามมา และรวมถึงยังคงมีปัญหาการจัดการ หรือ การป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่จัดเก็บโดยภาครัฐ
ภาพนี้สะท้อนว่า ปัญหาการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ยังคงเป็นภัยคุกคามประชาชนไทย ที่รัฐต้องทุ่มเทและให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4248 + 4249







