thansettakij
thansettakij
Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล ทั้งที่ Server เสียน้อยกว่า 8 เท่า — Project Natick สอนอะไรโลกยุค AI?

Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล ทั้งที่ Server เสียน้อยกว่า 8 เท่า — Project Natick สอนอะไรโลกยุค AI?

Microsoft ยุติ Data Center ใต้ทะเล ทั้งที่ Server เสียน้อยกว่า 8 เท่า - Project Natick สอนอะไรโลกยุค AI? โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)


เมื่อพูดถึงอนาคตของ Data Center หลายคนอาจนึกถึงอาคารขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วย Server และ GPU ใช้ไฟฟ้าหลายร้อย MW และต้องมีระบบ Cooling ขนาดใหญ่คอยระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง แต่เมื่อเกือบสิบปีก่อน Microsoft เคยตั้งคำถามที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงว่า ถ้า Data Center ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการระบายความร้อน ทำไมเราไม่เอา Data Center ไปไว้ในทะเลเสียเลย?

คำถามนี้กลายเป็นที่มาของ Project Natick หนึ่งในโครงการ Data Center ที่แปลกและน่าสนใจที่สุดในโลก Microsoft นำ Server จำนวนหลายร้อยเครื่องบรรจุลงใน Pressure Vessel ขนาดใหญ่ แล้วนำลงไปวางบนพื้นทะเลนอกชายฝั่งสกอตแลนด์เป็นเวลานานกว่าสองปี

ผลการทดลองกลับน่าสนใจอย่างมาก Server ใต้ทะเลมี Failure Rate เพียงประมาณ หนึ่งในแปดของ Server ในกลุ่มเปรียบเทียบบนบก

ฟังดูเหมือน Microsoft ค้นพบอนาคตของ Data Center แล้ว แต่ในปี 2024 Microsoft กลับยืนยันว่า บริษัทไม่ได้มีแผนสร้าง Subsea Data Center ที่ใดในโลก

คำถามจึงน่าสนใจมากว่า ถ้าเทคโนโลยี “ทำงานได้” ทำไม Microsoft จึงไม่สร้างต่อ? และ Project Natick กำลังสอนอะไรเราเกี่ยวกับ Data Center ในยุค AI?

ดร.เมทังกร เสริมสุข

Project Natick เริ่มจากคำถามง่าย ๆ - ทำไม Cloud ต้องอยู่บนบก?

Microsoft เริ่ม Project Natick ตั้งแต่ปี 2013 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ Subsea Data Center แนวคิดพื้นฐานมีเหตุผลทางวิศวกรรมที่น่าสนใจ

ประชากรโลกจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่ง หากสามารถนำ Data Center ไปวางใกล้เมืองชายฝั่งได้ ก็อาจลดระยะทางของ Network ระหว่างผู้ใช้งานกับ Computing Infrastructure

ขณะเดียวกัน ทะเลก็เป็นแหล่งรับความร้อนขนาดมหาศาล แทนที่จะสร้าง Cooling Tower, Chiller Plant หรือระบบ Heat Rejection ขนาดใหญ่บนบก เราอาจใช้สภาพแวดล้อมของทะเลช่วยในการระบายความร้อน

แนวคิดจึงดูเหมือนจะตอบโจทย์พร้อมกันหลายเรื่อง Land + Cooling + Energy + Latency Microsoft จึงเริ่มทดลองอย่างจริงจัง

ปี 2018 Microsoft เอา Data Center ลงทะเลจริง

Phase 2 ของ Project Natick เป็นการทดลองที่ใหญ่ขึ้นอย่างมาก Microsoft สร้างโมดูลชื่อ Northern Isles ซึ่งมีลักษณะเป็น Pressure Vessel ทรงกระบอก ความยาวประมาณ 12.2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.8 เมตร หรือมีขนาดใกล้เคียงตู้ Container 40 ฟุต

ภายในบรรจุ Server มาตรฐานของ Microsoft จำนวนหลายร้อยเครื่อง พร้อม Storage Capacity ระดับ Petabyte ตัวโมดูลถูกนำไปติดตั้งที่ European Marine Energy Centre บริเวณ Orkney Islands ประเทศสกอตแลนด์

ระบบใช้ไฟฟ้าประมาณ 240 kW และพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งไฟฟ้าหมุนเวียนจาก Wind, Solar, Tide และ Wave

นี่ทำให้ Project Natick ไม่ได้ทดลองเพียง Underwater Data Center แต่กำลังทดลองแนวคิด Data Center + Renewable Energy + Modular Deployment ไปพร้อมกัน

Data Center ที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปแตะ Server เลย

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของ Project Natick คือ เมื่อ Data Center ถูกนำลงไปอยู่ใต้ทะเลแล้ว ไม่มี Technician เดินเข้าไปเปลี่ยน Server

ไม่มีใครเปิด Rack ไม่มีใครเปลี่ยน Hard Drive ไม่มีใครเข้าไปซ่อม UPS และไม่มีใครเดินเข้า Data Hall

ระบบต้องทำงานแบบ Lights-Out Operation อย่างแท้จริง

Microsoft ออกแบบให้ระบบสามารถทำงานโดยไม่ต้อง Maintenance ภายในเป็นเวลาหลายปี นี่แตกต่างจาก Data Center ทั่วไปอย่างมาก เพราะ Data Center บนบกถูกออกแบบโดยสมมติว่ามนุษย์สามารถเข้าไปซ่อม เปลี่ยน หรือ Upgrade Hardware ได้ตลอดเวลา

Project Natick กลับตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าเราออกแบบ Data Center โดยสมมติว่าไม่มีมนุษย์เข้าไปเลย จะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบที่ได้กลับน่าสนใจเกินคาด

Server ใต้ทะเลกลับเสียน้อยกว่าบนบก

หลังจาก Data Center อยู่ใต้ทะเลมากกว่าสองปี Microsoft นำโมดูลกลับขึ้นมาศึกษา ผลการทดลองพบว่า Reliability ของ Server ใต้ทะเลสูงกว่ากลุ่มควบคุมบนบกอย่างมาก

Microsoft Research สรุปว่า Server ใน Northern Isles มี Failure Rate ประมาณ หนึ่งในแปดของกลุ่มเปรียบเทียบบนบก

นี่เป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะตามสัญชาตญาณ เราอาจคิดว่า Data Center ที่อยู่ใต้ทะเลน่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลกลับตรงกันข้าม

ทำไม Server ใต้ทะเลถึงเสียน้อยกว่า?

Microsoft มองว่ามีเหตุผลสำคัญหลายประการ เหตุผลแรกคือ สภาพแวดล้อมมีเสถียรภาพ อุณหภูมิภายนอกของระบบใต้ทะเลค่อนข้างคงที่เมื่อเทียบกับ Data Center บนบก Server จึงไม่ได้เผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในลักษณะเดียวกับ Facility ทั่วไป

เหตุผลที่สองคือ ภายใน Pressure Vessel ไม่ได้ใช้อากาศแบบเดียวกับ Data Center ปกติ Microsoft ใช้บรรยากาศ Dry Nitrogen ที่ความดันประมาณหนึ่งบรรยากาศ

Nitrogen มีความเฉื่อยมากกว่าอากาศปกติที่มี Oxygen ซึ่งสามารถมีส่วนต่อกระบวนการ Oxidation และ Corrosion ของอุปกรณ์บางประเภท

เหตุผลที่สามที่น่าสนใจคือ ไม่มีมนุษย์

ไม่มี Technician เดินเข้าออก ไม่มีการเปิดปิด Rack ไม่มีการกระแทก Hardware ระหว่าง Maintenance และไม่มีการรบกวนระบบโดยไม่จำเป็น

นี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจมากว่า บางครั้งมนุษย์เองอาจเป็นหนึ่งใน Variable ของ Reliability ใน Data Center หรือไม่?

ถ้าผลทดลองดีขนาดนี้ ทำไม Microsoft ถึงหยุด?

นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง

ในเดือนมิถุนายน 2024 Noelle Walsh ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บริหาร Cloud Operations + Innovation ของ Microsoft ยืนยันกับ Data Center Dynamics ว่า Microsoft ไม่ได้กำลังสร้าง Subsea Data Center ที่ใดในโลก

แต่สิ่งสำคัญคือ Microsoft ไม่ได้บอกว่า Project Natick “ล้มเหลว”

ตรงกันข้าม บริษัทระบุว่าโครงการ ทำงานได้

Microsoft ได้เรียนรู้เรื่อง Operation ใต้ทะเล ผลกระทบจาก Vibration และพฤติกรรมของ Server ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว และจะนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปใช้กับกรณีอื่น

ดังนั้นการสิ้นสุดของ Project Natick จึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากของความแตกต่างระหว่าง Technical Feasibility กับ Commercial Scalability

เทคโนโลยีหนึ่งสามารถทำงานได้ดีทางวิศวกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Architecture ที่ดีที่สุดสำหรับการสร้าง Data Center หลาย GW ทั่วโลก

“ทำได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรทำทุกแห่ง”

นี่เป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรม Data Center วิศวกรรมไม่ได้ถามเพียงว่า Can we build it? แต่ต้องถามต่อว่า Should we build it? และ Can we scale it economically?

Data Center ใต้ทะเลมีข้อดีหลายประการ สามารถใช้ทะเลเป็น Heat Sink ใช้พื้นที่บนบกน้อย สามารถผลิตเป็น Modular Unit จากโรงงาน สามารถติดตั้งใกล้เมืองชายฝั่ง และมีโอกาสทำงานแบบ Lights-Out Operation

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีข้อจำกัด เมื่อ Hardware เสีย เราไม่สามารถส่ง Technician ลงไปเปลี่ยน Server ได้ง่าย ๆ หากต้อง Upgrade GPU รุ่นใหม่ เราไม่สามารถเดินเข้าไปเปลี่ยน Rack ได้เหมือน Data Center บนบก

ถ้า Power Electronics หรือ Infrastructure ภายในเกิดปัญหาร้ายแรง อาจต้องยกทั้ง Module กลับขึ้นมาบนผิวน้ำ

ในโลกที่ Hardware Cycle ของ AI เปลี่ยนเร็วมาก ข้อจำกัดเรื่อง Maintenance + Upgrade + Technology Refresh จึงมีความสำคัญอย่างมาก

AI อาจทำให้โจทย์ Underwater Data Center ยากขึ้นกว่าเดิม

ในปี 2018 Data Center Landscape ยังแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก วันนี้ AI กำลังผลัก Rack Density สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว GPU Cluster ใช้พลังงานมากขึ้น Heat Flux สูงขึ้น Network Bandwidth เพิ่มขึ้น และ Hardware Generation เปลี่ยนเร็วขึ้น

AI Data Center จึงต้องการ Infrastructure ที่สามารถ Upgrade ได้รวดเร็ว

นี่อาจไม่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า “สร้าง Module แล้วปิดผนึกไว้หลายปี” เพราะ GPU ที่ดีที่สุดในวันนี้อาจไม่ใช่ GPU ที่แข่งขันได้ดีที่สุดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ดังนั้น Data Center สำหรับ AI ไม่ได้ต้องการเพียง Reliability แต่ต้องการ Adaptability ด้วย

แต่ Project Natick ไม่ได้สูญเปล่า

แม้ Microsoft จะไม่ได้เดินหน้าสร้าง Data Center ใต้ทะเล แต่ Project Natick ทิ้งองค์ความรู้จำนวนมากไว้ให้อุตสาหกรรม

Microsoft ระบุว่าจะยังใช้ Project Natick เป็น Research Platform สำหรับการสำรวจ ทดสอบ และยืนยันแนวคิดใหม่ด้าน Data Center Reliability และ Sustainability รวมถึงแนวคิดอย่าง Liquid Immersion

นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะสิ่งที่ Project Natick ทดลองเมื่อหลายปีก่อนกำลังกลับมามีความสำคัญในยุค AI

นั่นคือ ทำอย่างไรให้ Server อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้มากที่สุด และเอาความร้อนออกจาก Compute ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

จาก Underwater Cooling สู่ Liquid Cooling

Project Natick ใช้ทะเลเป็น Heat Sink ขนาดใหญ่ แต่ Data Center ไม่จำเป็นต้องลงไปอยู่ใต้ทะเลเพื่อใช้หลักการเดียวกัน

AI Data Center ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจาก Air Cooling ไปสู่ Liquid Cooling มากขึ้น โดยเฉพาะ Direct-to-Chip Cooling ซึ่งนำ Liquid เข้าไปรับ Heat ใกล้ CPU หรือ GPU โดยตรง

หลักการพื้นฐานคือ แทนที่จะพยายามทำให้อากาศทั้งห้องเย็น เรานำ Heat ออกจาก Chip ให้เร็วที่สุด

นี่คือเหตุผลที่บทเรียนจาก Project Natick ยังมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะ Data Center ทุกแห่งจะต้องลงทะเล แต่เพราะโครงการแสดงให้เห็นว่า Controlled Environment + Efficient Heat Transfer + Minimal Human Intervention สามารถสร้าง Reliability ที่น่าสนใจได้

Lights-Out Data Center อาจกลับมาในยุค AI

อีกบทเรียนหนึ่งคือการทำงานโดยแทบไม่มีมนุษย์เข้าไปในพื้นที่ Server

Microsoft กล่าวภายหลังว่ากำลังมอง Robotics ใน Data Center โดยเฉพาะเมื่อ Server รุ่นใหม่มีน้ำหนักมากขึ้น และ Automation สามารถช่วยลดงานทางกายภาพของบุคลากรได้

ในอนาคต Data Center อาจมี Robotic Inspection, Automated Rack Handling, Remote Operation, AI Predictive Maintenance, Digital Twin และ Autonomous Control มากขึ้น

Project Natick จึงอาจไม่ได้ทำนายอนาคตถูกในเรื่อง “Data Center ต้องอยู่ใต้ทะเล” แต่โครงการอาจทำนายถูกในเรื่อง “Data Center ในอนาคตอาจต้องการมนุษย์อยู่ภายในน้อยลง”

Microsoft หยุด แต่จีนกลับเดินหน้าต่อ

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นเมื่ออีกฝั่งหนึ่งของโลกกำลังเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป

ในขณะที่ Microsoft หยุดการพัฒนา Subsea Data Center ในเชิง Deployment บริษัทจีนอย่าง Highlander และ HiCloud กลับเดินหน้าพัฒนา Underwater Data Center ในเชิงพาณิชย์บริเวณเกาะไห่หนาน

ระบบถูกติดตั้งลงไปใต้ทะเลลึกประมาณ 35 เมตรและใช้ Seawater เป็นแหล่งระบายความร้อน

โครงการมีแผนพัฒนาแบบ Modular และในระยะยาวเคยประกาศเป้าหมายจำนวนสูงถึง 100 Module

ต่อมาโครงการยังเพิ่ม Module สำหรับ High-Performance Computing และรองรับ Workload เช่น AI Training และ Inference

นี่ทำให้เกิดการทดลองทางธุรกิจที่น่าสนใจมาก

Microsoft ทดลองแล้วเลือก นำองค์ความรู้กลับขึ้นบก

ขณะที่จีนกำลังทดลองว่า สามารถทำให้ Underwater Data Center กลายเป็น Commercial Infrastructure ได้หรือไม่

อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบว่า Architecture ใดเหมาะกับตลาดประเภทใด

Data Center ใต้ทะเลไม่ได้แปลว่า “Cooling ฟรี”

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ การนำ Data Center ลงทะเลไม่ได้หมายความว่า Cooling Energy จะเป็นศูนย์

Heat จาก Server ยังต้องถูกถ่ายเทผ่าน Cold Plate หรือ Air, Coolant, Heat Exchanger และโครงสร้าง Thermal Transfer ก่อนจะส่ง Heat ออกไปสู่ Seawater

ระบบยังต้องใช้ Pump, Power Electronics และ Auxiliary Equipment

ดังนั้นทะเลไม่ได้ทำให้กฎ Thermodynamics หายไป มันเพียงทำให้ Data Center เข้าถึง Heat Sink ขนาดมหาศาล ได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับประเทศอากาศเย็นที่สามารถใช้ Ambient Air ช่วยลด Mechanical Cooling

แล้วความร้อนที่ปล่อยลงทะเลไปไหน?

นี่เป็นอีกคำถามสำคัญ

ถ้า Data Center ระดับหลายร้อย MW ถูกนำไปวางใต้ทะเล พลังงานไฟฟ้าที่ Server ใช้เกือบทั้งหมดสุดท้ายจะกลายเป็น Heat

Data Center 100 MW จึงมี Waste Heat ใกล้เคียงระดับ 100 MWₜₕ ที่ต้องถูกระบายออก ถ้าเป็น 1 GW ก็เข้าใกล้ 1 GWₜₕ

ดังนั้นเมื่อ Scale ใหญ่ขึ้น เราไม่สามารถคิดเพียงว่า “ทะเลมีน้ำเยอะ จึงรับความร้อนได้หมด” แต่ต้องศึกษาการกระจายความร้อน Local Seawater Temperature, Marine Ecosystem, Current, Water Depth และ Cumulative Environmental Impact อย่างจริงจัง

Underwater Data Center จึงไม่ได้ทำให้ Environmental Impact หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบของ Environmental Impact

จาก Data Center ใต้ทะเล สู่ Data Center ในอวกาศ

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิด Orbital Data Center ที่กำลังถูกทดลองในปัจจุบัน

Data Center บนโลกมีปัญหา Land + Power + Water + Cooling

Underwater Data Center พยายามแก้ปัญหาด้วยการย้าย Compute ไปหา Heat Sink

ส่วน Space Data Center พยายามย้าย Compute ไปหา Solar Energy

แต่ทั้งสองแนวคิดพบกับความจริงเดียวกัน เมื่อ Data Center ถูกย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่มนุษย์เข้าถึงยาก Maintenance กลายเป็นปัญหาใหญ่

ใต้ทะเล Technician เข้าไปไม่ได้ ในอวกาศ Technician ก็เข้าไปไม่ได้

ดังนั้น Frontier Data Center ทั้งสองแบบต้องพึ่ง Reliability, Redundancy, Automation, Remote Operation และ Modular Replacement มากกว่า Data Center แบบเดิม

บทเรียนสำหรับประเทศไทยไม่ใช่ “เอา Data Center ลงอ่าวไทย”

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาว และเมื่อเห็น Project Natick บางคนอาจถามว่า แล้วประเทศไทยควรสร้าง Data Center ใต้ทะเลหรือไม่?

คำตอบไม่ควรเริ่มจากคำว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” แต่ควรเริ่มจาก ประเทศไทยมี Resource Advantage อะไร?

ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน Ambient Temperature สูง Humidity สูง Cooling เป็นภาระสำคัญของ Data Center

แต่เราก็มีทะเล Industrial Infrastructure, LNG Receiving Terminal, Power Plant, Renewable Energy และพื้นที่ EEC

ดังนั้นแทนที่จะเริ่มจากการเลียนแบบ Architecture ของประเทศอื่น ประเทศไทยควรถามว่า จะนำทรัพยากรที่เรามีอยู่มาสร้าง Cooling Advantage ได้อย่างไร?

ไทยอาจไม่ต้องเอา Data Center ลงทะเล แต่อาจเอา “ความเย็น” มาหา Data Center

นี่คือจุดที่ LNG Cold Energy มีความน่าสนใจ

LNG ถูกเก็บที่อุณหภูมิประมาณ −160°C และก่อนนำก๊าซเข้าสู่ระบบต้องผ่านกระบวนการ Regasification

หากสมมติ LNG 1 ตันมี Cold Energy ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 250 kWhₜₕ LNG Throughput 1 MTPA จะมีศักยภาพ Cold Energy เฉลี่ยประมาณ 28.5 MWₜₕ หรือประมาณ 8,100 RT

ถ้าเป็น LNG Throughput 10 MTPA จะเพิ่มเป็นประมาณ 285 MWₜₕ หรือประมาณ 81,000 RT

แทนที่จะนำ Server ลงไปหา Seawater เหมือน Project Natick ประเทศไทยอาจคิดกลับกันว่า นำ Cold Energy ผ่าน Heat Exchanger และ District Cooling Infrastructure มาหา Data Center

แน่นอน ระบบดังกล่าวยังต้องมี Pump, Heat Exchanger, Pipeline, Backup Cooling และต้องคำนึงถึงความผันผวนของ LNG Flow

แต่หลักคิดเหมือนกัน คือ ใช้แหล่งความเย็นที่มีอยู่แล้ว ลดการสร้างความเย็นใหม่ด้วยไฟฟ้า

บทเรียนใหญ่ที่สุดของ Project Natick คือ “R&D ไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Product”

Project Natick เป็นกรณีศึกษาที่ดีมากของ Innovation

บริษัทลงทุนทดลองเทคโนโลยี สร้าง Prototype นำไปใช้งานจริง เก็บข้อมูลหลายปี พบว่าระบบทำงานได้ แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ Scale ในรูปแบบเดิม

นี่ไม่ได้หมายความว่าเงินวิจัยสูญเปล่า

เพราะองค์ความรู้เรื่อง Reliability, Thermal Management, Controlled Atmosphere, Vibration, Lights-Out Operation, Automation และ Liquid Cooling สามารถถูกนำไปใช้กับ Data Center รูปแบบอื่นได้

Innovation ที่ดีจึงไม่ได้หมายความว่า Prototype ทุกตัวต้องกลายเป็น Commercial Product

บางครั้งผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุดของโครงการคือ การรู้ว่าอะไรควรทำต่อ และอะไรไม่จำเป็นต้องทำต่อ

Microsoft หยุด Data Center ใต้ทะเล แต่แนวคิดไม่ได้ตาย

Project Natick จึงไม่ควรถูกสรุปว่า “Microsoft ทดลอง Data Center ใต้ทะเลแล้วล้มเหลว” เพราะข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้ามในหลายด้าน

ระบบทำงานได้ Server Reliability อยู่ในระดับที่น่าสนใจ Renewable Energy สามารถรองรับ Module ได้ และแนวคิด Lights-Out Operation ได้รับการพิสูจน์ในระดับหนึ่ง

สิ่งที่ Microsoft เลือกไม่ทำต่อคือการนำ Subsea Architecture ไปขยายเป็น Data Center Deployment Model ของบริษัทในวงกว้าง

แต่บทเรียนจำนวนมากยังเดินทางต่อ จากใต้ทะเลกลับขึ้นมาบนบก เข้าสู่ Liquid Cooling, Automation, Robotics, Modular Infrastructure และ Reliability Engineering

และนี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในช่วงที่เรากำลังแข่งขันสร้าง AI Infrastructure

เราไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า “ประเทศอื่นสร้าง Data Center แบบไหน แล้วเราจะสร้างตามอย่างไร?”

แต่ควรถามว่า “ประเทศไทยมี Energy, Cooling และ Infrastructure Advantage อะไรที่ประเทศอื่นไม่มี แล้วเราจะเปลี่ยนสิ่งนั้นเป็น Competitive Advantage ได้อย่างไร?”

เพราะอนาคตของ Data Center อาจไม่ได้มีคำตอบเดียว บางแห่งอาจอยู่ใกล้โรงไฟฟ้า บางแห่งอาจอยู่ใกล้ LNG Terminal บางแห่งอาจใช้ Liquid Cooling บางแห่งอาจอยู่ใต้ทะเล และวันหนึ่งบางแห่งอาจขึ้นไปอยู่ในอวกาศ

แต่ไม่ว่า Data Center จะอยู่ที่ไหน กฎพื้นฐานยังเหมือนเดิม

ต้องหาไฟฟ้าให้ Compute

ต้องเอาความร้อนออกจาก Compute

และต้องทำทั้งสองอย่างด้วยต้นทุนและทรัพยากรที่ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

Project Natick จึงอาจจบลงในฐานะ Data Center ใต้ทะเลของ Microsoft แต่บทเรียนจากมันยังไม่จบ

และในโลกยุค AI ที่ Cooling กำลังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญพอ ๆ กับไฟฟ้า บางทีสิ่งที่ Microsoft เรียนรู้จาก Server ที่นอนอยู่ใต้ทะเลสกอตแลนด์นานกว่าสองปี อาจมีคุณค่ามากกว่าตัว Data Center ใต้ทะเลเสียอีก