thansettakij
thansettakij
วิวาห์สองแผ่นดินมองผ่านหอเหลืองเชียงตุง สายเลือดไต-สยามล้านนา

วิวาห์สองแผ่นดินมองผ่านหอเหลืองเชียงตุง สายเลือดไต-สยามล้านนา

วิวาห์สองแผ่นดินมองผ่านหอเหลืองเชียงตุง สายเลือดไต-สยามล้านนา คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์


ก่อนที่จะเล่าถึงหอเหลืองหรือวังเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง ผมต้องขอขอบคุณแฟนคลับที่ไลน์เข้ามาพูดคุย บางท่านก็บอกว่า “เรื่องของหอหรือวังเจ้าฯของสายเจ้าพม่า ฉันชอบมากและหาอ่านมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครเขียนถึง” หรือบางท่านก็บอกว่า “อ่านแล้วเหมือนมองเห็นภาพ” บางท่านก็บอกว่า “ฉันเคยไปที่สีป้อมาก่อน และได้ไปพบกับรุ่นหลานของเจ้าจ่าแสง คุณยายท่านเป็นหลานสาวที่เฝ้าหอเจ้าฟ้าสีป้อ” ผมจึงถามไปว่าได้เจอกับคุณลุงด้วยหรือเปล่า? อีกท่านหนึ่งก็บอกว่า “อยากให้เขียนถึงหอเจ้าฟ้าเชียงตุงที่มีข่าวลือกันว่า ใครได้ไปพัก(เพราะปัจจุบันนี้ได้สร้างเป็นโรงแรม)ต้องเจอดีตลอด” ผมก็เลยต้องนำมาเขียน เพราะตัวผมเองเคยไปนอนที่นั่นมาสอง-สามครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรตามคำเล่าลือครับ

มาเข้าสู่เรื่องที่ผมอยากจะเล่าและท่านอยากจะอ่านกันเลยนะครับ เริ่มจากยามเช้าที่บนผิวน้ำอันสงบนิ่งของ “หนองตง” ใจกลางเมืองเชียงตุง ภาพทิวเขาแดนลาวที่โอบล้อมนครรัฐโบราณแห่งนี้ไว้ ซึ่งสะท้อนถึงสายใยผูกพันอันแน่นแฟ้น ระหว่างชาวไตเขินกับแผ่นดินไทยล้านนา ที่หยั่งรากลึกมานานนับร้อยปี

สำหรับคนไทยจำนวนมาก “เมืองเชียงตุง” ไม่ได้เป็นเพียงเมืองโบราณในแผ่นดินรัฐฉานที่ห่างไกล หากแต่คือบ้านพี่เมืองน้องที่มีภาษา วัฒนธรรม และสายเลือดไหลเวียนเป็นหนึ่งเดียวกัน และเคยเป็นศูนย์รวมแห่งความศิวิไลซ์อันเปี่ยมด้วยเสน่ห์ในยุคทองแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานอยู่ของ “หอเจ้าฟ้าเชียงตุง” หรือที่ผู้คนชาวไตต่างขนานนามด้วยความภาคภูมิใจว่า “หอเหลือง” นั่นเองครับ

 

หอเหลืองแห่งเชียงตุงถูกเนรมิตขึ้นในปีพุทธศักราช 2448 โดย “เจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง” เจ้าผู้ครองนครเชียงตุงผู้ปราดเปรื่อง ท่านทรงปฏิวัติรูปแบบสถาปัตยกรรมเรือนไม้โบราณ และได้นำความรู้และรสนิยมจากการเดินทางไปร่วมงานพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอินเดีย มารังสรรค์เป็นมหาปราสาททรงยุโรปผสมอินเดีย และศิลปะไต-ล้านนาอย่างแยบคาย ตัวอาคารเป็นเรือนปูนสองชั้นสีเหลืองทองอร่าม โดดเด่นด้วยซุ้มโค้งแบบคลาสสิก เสาเรียงรายกว้างขวาง และช่องหน้าต่างฉลุลายอันอ่อนช้อย หอเหลืองจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ประทับอันสง่างาม แต่คือยอดเขาพระสุเมรุจำลองยุคใหม่ที่ประกาศศักดิ์ศรี ความเจริญรุ่งเรือง และการเปิดรับอารยธรรมตะวันตกของนครรัฐเชียงตุงต่อสายตาโลกภายนอก

สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ของหอเหลืองแห่งนี้ มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความทรงจำอันละมุนละไม คือการเป็นเวทีแห่งสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน เรื่องราวความรักและการอภิเษกสมรสระหว่างเจ้านายเชียงตุงและเจ้านายฝ่ายเหนือของไทย ได้ถักทอให้ราชสำนักเชียงตุงและเชียงใหม่ ให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน

ดังเช่นเรื่องราวของเจ้าแม่ทิพวรรณ ณ เชียงใหม่ หลานสาวของเจ้าหลวงเชียงใหม่ ผู้ก้าวเข้ามาเป็นมหาเทวีแห่งเชียงตุง นำพาเอาศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจากล้านนา เข้ามาผูกพันไว้กับหอเหลืองแห่งนี้ ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ของหอเหลือง จึงเคยหมุนเวียนไปด้วยงานวิวาห์ประวัติศาสตร์ เสียงดนตรีปี่พาทย์ งานบุญปอยหลวงอันยิ่งใหญ่ และการต้อนรับเจ้านายชั้นสูงจากกรุงเทพฯและล้านนา ที่เดินทางข้ามทิวเขามาเยือน

 

ความผูกพันนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเชียงตุงได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “สหรัฐไทยเดิม” ในรัชสมัยที่สยามส่งกองทัพพายัพเข้าปกครองพื้นที่ ความทรงจำในยุคนั้น ทำให้ผู้คนสองฝั่งแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง ได้ปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยอดปราสาทสีทองของหอเหลืองแห่งนี้ จึงได้กลายเป็นภาพจำอันงดงามในจิตวิญญาณของคนไทย เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ ความรัก และความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไต-ล้านนา ที่แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปเพียงใด ภาพของหอเหลืองกลางเมืองเชียงตุง ก็ยังคงเปล่งประกายความทรงจำอันอบอุ่น อยู่ในหัวใจของผู้คนตลอดมา

ทว่าภาพความงดงามและสายสัมพันธ์อันหวานหอมของหอเหลือง ก็หมุนเวียนเข้าสู่วงเกวียนแห่งโศกนาฏกรรมทางการเมืองอันมืดมน เมื่อมรสุมแห่งการเปลี่ยนแปลง ได้ปะทะเข้ากับนครรัฐเชียงตุง เงามืดแห่งการแย่งชิงอำนาจภายในวงศาคณาญาติ และการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก นำไปสู่คดีลอบสังหารเจ้านายสำคัญและเจ้าผู้ปกครองเมือง สร้างรอยร้าวและน้ำตาให้แก่ราชวงศ์เชียงตุงเรื่อยมา และเมื่อการยึดอำนาจของกองทัพทหารพม่าเกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2505 ระบบเจ้าฟ้าอันยาวนานก็ถูกสลายลง หอเหลืองที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คน จึงเริ่มตกอยู่ในความเงียบงันและความระแวงสงสัย

แต่ฉากจบที่สะเทือนใจและบีบเค้นหัวใจที่สุดของเชียงตุง กลับไม่ใช่เพียงการสิ้นสูญของระบบการปกครอง หากแต่คือการพยายาม “ลบล้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์” ลงอย่างสิ้นเชิง ต่อมาในปีพุทธศักราช 2534 รัฐบาลทหารพม่าในยุคนั้น ได้ตัดสินใจกระทำการอันบาดลึกในจิตวิญญาณของชาวไตเขิน ด้วยการสั่งให้นำเครื่องจักรกลหนัก และกองกำลังทหารเข้าทำการ “ทุบรื้อทำลายหอเจ้าฟ้าเชียงตุง” จนราบเป็นหน้ากอง ทำให้ปรากฏภาพของหอเหลืองที่หลงเหลืออยู่บนผนังในโรงแรม และภาพรถขุดและเครื่องจักรที่บดขยี้เสาปูน ซุ้มโค้ง และอิฐสีเหลืองทองของมหาปราสาท ท่ามกลางคราบน้ำตาและเสียงร้องไห้โฮ การกราบไหว้ด้วยความอาลัยของชาวเมืองเชียงตุง ที่ทำได้เพียงยืนมองประวัติศาสตร์ เพราะศูนย์รวมจิตใจของตนถูกทุบทลายลงไปต่อหน้าต่อตา นี่คือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันกลับคืนมา

เหตุผลทางการเมืองในขณะนั้น คือการลบสัญลักษณ์ศูนย์รวมจิตใจและฐานอำนาจดั้งเดิมของชาวไตเขิน เพื่อประดิษฐานอำนาจใหม่จากศูนย์กลาง และบนคราบน้ำตากับขี้เถ้าของหอเหลืองที่ถูกทุบทลาย รัฐบาลทหารในขณะนั้น ได้อนุมัติให้สร้าง “โรงแรมเชียงตุง” ตึกปูนทรงไร้วิญญาณ ขึ้นมาทับลงบนฐานรากโบราณเดิม เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ให้กลายเป็นเพียงสถานที่รองรับธุรกิจการท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้ตึกปูนสีแข็งกระด้างที่ตั้งผงาดขึ้นแทนที่หอเหลือง จึงกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความขื่นขม ที่ตอกย้ำถึงการถูกกดขี่และการสูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมครับ

ในปัจจุบันนี้ ผู้คนที่เดินทางไปเยือนเชียงตุง ไม่ว่าจะคนท้องถิ่นหรือนักเดินทางชาวไทยที่ดั้นด้นไปตามหาอดีต เมื่อได้ไปเยือนหรือเข้าพัก ณ โรงแรมเชียงตุง ต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันอึมครึม เวิ้งว้าง และเงียบสงบอย่างประหลาด รอยร้าวใต้ตึกปูนและสายลมหนาวที่พัดผ่านหนองตงยามค่ำคืน ไม่อาจกลบเลือนภาพของหอเหลืองที่เคยยิ่งใหญ่ไปจากหัวใจของผู้คนได้เลย

เรื่องเล่าถึงความทรงจำที่ยังไม่สูญหาย และจิตวิญญาณแห่งแผ่นดินที่ยังคงสิงสถิตอยู่ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสยองขวัญ ที่เล่าผ่านจากปากของผู้มาเยือนบางท่าน หากแต่คือเสียงกระซิบแห่งความอาลัยและการยืนหยัด

การได้ยืนมองพื้นที่วังเก่าเชียงตุงในวันนี้ จึงเป็นการอ่านบทสรุปอันทรงพลังของเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่เตือนใจเราว่า แม้ตึกปูนจะถูกสร้างขึ้นทับสวรรค์จำลอง หรือแม้หอเหลืองจะถูกทลายจนราบเป็นหน้ากอง แต่ศักดิ์ศรี สายเลือด และความทรงจำของชาวไตเขินและพี่น้องล้านนา จะยังคงสลักลึกและส่องสว่างอยู่ใต้แผ่นดินเชียงตุง แห่งนี้ตลอดไปครับ

อาทิตย์หน้าเรามาอ่านเรื่องราวของหอเจ้าฟ้าแห่งเมืองเชียงตุง ต่อกันอีกสักตอนนะครับ