thansettakij
thansettakij
จากสงครามเย็นสู่สงครามชิปคอมพิวเตอร์: การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันทางอุดมการณ์สู่การช่วงชิงเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21

จากสงครามเย็นสู่สงครามชิปคอมพิวเตอร์: การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันทางอุดมการณ์สู่การช่วงชิงเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21

17 ก.ย. 69 | 05:10 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 05:12 น.

จากสงครามเย็นสู่สงครามชิปคอมพิวเตอร์: การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันทางอุดมการณ์สู่การช่วงชิงเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดี วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

บทความนี้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสงครามเย็น ค.ศ. 1947-1991 ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นคู่แข่งขันหลัก กับ “สงครามชิปคอมพิวเตอร์” หรือการแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในศตวรรษที่ 21 ข้อเสนอสำคัญคือ สงครามชิปมิใช่สงครามเย็นครั้งใหม่โดยสมบูรณ์ แต่เป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่นำตรรกะเรื่องการสกัดกั้น การสร้างพันธมิตร เทคโนโลยีใช้ได้สองทาง และความมั่นคงแห่งชาติ มาประยุกต์ใช้กับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก

เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงมิได้เป็นเพียงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นฐานการคำนวณของปัญญาประดิษฐ์ ระบบอาวุธ ข่าวกรอง ระบบคลาวด์ และเศรษฐกิจดิจิทัล สหรัฐฯ จึงใช้มาตรการควบคุมการส่งออก การอุดหนุนการผลิตภายในประเทศ และความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อรักษาความได้เปรียบ

ขณะที่จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐฯ สามารถควบคุมได้ การแข่งขันดังกล่าวสร้างแรงกดดันให้ประเทศขนาดกลาง รวมถึงประเทศไทย ต้องสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของเทคโนโลยี อธิปไตยข้อมูล และความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย

ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์

1. บทนำ

สงครามเย็นเป็นช่วงการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แม้มหาอำนาจทั้งสองจะมิได้ทำสงครามเต็มรูปแบบต่อกันโดยตรง แต่ได้แข่งขันผ่านอุดมการณ์ การทหาร อาวุธนิวเคลียร์ เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข่าวกรอง การจัดตั้งพันธมิตร และสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค

การประกาศหลักการทรูแมนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1947 มักถูกใช้เป็นหมุดหมายสำคัญของการเริ่มต้นสงครามเย็น เพราะเป็นการเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ไปสู่การสนับสนุนประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากคอมมิวนิสต์หรืออำนาจภายนอกอย่างเป็นระบบ (Office of the Historian, n.d.-b)

ส่วนการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1989 และการสลายตัวของสหภาพโซเวียตในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991 เป็นหมุดหมายของการสิ้นสุดการแข่งขันระหว่างสองขั้วอำนาจเดิม (Office of the Historian, n.d.-a) เมื่อใช้กรอบ ค.ศ. 1947–1991 สงครามเย็นจึงดำเนินมายาวนานประมาณ 44 ปี ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่การผลิตสินค้าและเทคโนโลยีกระจายไปตามประเทศต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกลับทวีความเข้มข้นขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน สนามแข่งขันครั้งใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขีปนาวุธ เรือรบ หรืออาวุธนิวเคลียร์ แต่ขยายมาสู่เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์ ข้อมูล และกำลังประมวลผล ด้วยเหตุนี้ คำว่า “สงครามชิป” จึงถูกใช้เพื่ออธิบายการแข่งขันในการควบคุมเทคโนโลยีที่เป็นฐานของอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 (Miller, 2022)

2. สงครามเย็นและตรรกะของการสกัดกั้น

หัวใจสำคัญของสงครามเย็นคือการแข่งขันว่าแบบจำลองทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของฝ่ายใดจะมีอิทธิพลต่อระเบียบโลก สหรัฐฯ ส่งเสริมระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและเศรษฐกิจตลาด ขณะที่สหภาพโซเวียตสนับสนุนระบบสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ พัฒนายุทธศาสตร์ “การสกัดกั้น” หรือ containment โดยใช้หลักการทรูแมน แผนมาร์แชลล์ และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO เพื่อจำกัดการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ขณะที่ฝ่ายโซเวียตสร้างเขตอิทธิพลในยุโรปตะวันออกและจัดตั้งกลไกความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารของตนเอง

การแข่งขันดังกล่าวปรากฏในหลายรูปแบบ ได้แก่

  • การสะสมอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีป 
  • วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 
  • สงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม 
  • การแข่งขันด้านอวกาศ 
  • การพัฒนาเครื่องบิน ระบบเรดาร์ ดาวเทียม และคอมพิวเตอร์ 
  • การปฏิบัติการข่าวกรองและสงครามข้อมูลข่าวสาร 
  • การสนับสนุนรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองในประเทศที่สาม 

เทคโนโลยีในยุคสงครามเย็นจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเหนือกว่าทางอุดมการณ์และเป็นทรัพยากรสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ การส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการสร้างระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงล้วนถูกใช้เพื่อแสดงศักยภาพของแต่ละค่าย การสิ้นสุดของสงครามเย็นไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นผลจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต

การปฏิรูปภายใต้นโยบาย glasnost และ perestroika ของมิคาอิล กอร์บาชอฟ การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออก และวิกฤตทางการเมืองภายในสหภาพโซเวียต หลังความพยายามรัฐประหารเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 ล้มเหลว สาธารณรัฐต่าง ๆ เร่งประกาศเอกราช กอร์บาชอฟลาออกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 และธงสหภาพโซเวียตถูกลดลงจากเครมลิน (Office of the Historian, n.d.-a) ดังแสดงในภาพที่ 1.
  ภาพที่ 1 ช่วงยุคสงครามเย็น 1947-1991

3. จากการแข่งขันอาวุธสู่การแข่งขันกำลังประมวลผล

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปัจจุบันแตกต่างจากสงครามเย็นแบบเดิม เพราะจีนเป็นทั้งคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์และคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐฯ ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศยังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การแข่งขันจึงไม่ได้แบ่งโลกออกเป็นสองระบบที่แยกจากกันอย่างชัดเจนเหมือนสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต อย่างไรก็ตาม ตรรกะบางประการยังคงคล้ายคลึงกับสงครามเย็น ได้แก่

  1. การพยายามสกัดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของคู่แข่ง 
  2. การสร้างกลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน 
  3. การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง 
  4. การแข่งขันเพื่อกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีของโลก 
  5. การใช้เทคโนโลยีที่ประยุกต์ได้ทั้งทางพลเรือนและการทหาร 
  6. การดึงประเทศที่สามเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีของแต่ละฝ่าย 

ในสงครามเย็น ตัวชี้วัดอำนาจสำคัญคือจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และกำลังทหาร ส่วนในการแข่งขันปัจจุบัน ตัวชี้วัดสำคัญเพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบและผลิตชิปขั้นสูง จำนวน GPU และ AI accelerators กำลังประมวลผลของ Data Center การเข้าถึงหน่วยความจำความเร็วสูง รวมถึงความสามารถในการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง

4. เหตุใดเซมิคอนดักเตอร์จึงเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

เซมิคอนดักเตอร์เป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์และเป็นเทคโนโลยีใช้ได้สองทาง หรือ dual-use technology กล่าวคือ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและภาคความมั่นคง ชิปชนิดเดียวกันหรือเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกันอาจถูกนำไปใช้ในสมาร์ตโฟน รถยนต์ ระบบโทรคมนาคม ระบบควบคุมอุตสาหกรรม ตลอดจนเรดาร์ ดาวเทียม ระบบนำวิถี อาวุธอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข่าวกรอง ความได้เปรียบด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของทรานซิสเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบเทคโนโลยีหลายชั้น ได้แก่

  • สถาปัตยกรรมและการออกแบบชิป 
  • ซอฟต์แวร์ Electronic Design Automation หรือ EDA 
  • ทรัพย์สินทางปัญญาของวงจรและชุดคำสั่ง 
  • เครื่องจักรลิโทกราฟีและอุปกรณ์ผลิตชิป 
  • วัสดุ เคมีภัณฑ์ และแผ่นเวเฟอร์ 
  • โรงงานผลิตชิปหรือ foundry 
  • เทคโนโลยีบรรจุชิปขั้นสูง 
  • หน่วยความจำ High Bandwidth Memory 
  • ระบบเครือข่ายความเร็วสูง 
  • ซอฟต์แวร์ เครื่องมือพัฒนา และ AI frameworks 
  • ระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นของ AI Data Center 

ห่วงโซ่อุปทานนี้มีลักษณะกระจุกตัวเชิงหน้าที่ สหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งด้านการออกแบบชิป ซอฟต์แวร์ EDA และแพลตฟอร์มการประมวลผล ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านวัสดุและอุปกรณ์หลายประเภท เนเธอร์แลนด์มีความสำคัญต่อเครื่องลิโทกราฟีขั้นสูง ไต้หวันมีศักยภาพด้านการรับจ้างผลิตชิปขั้นสูง ขณะที่เกาหลีใต้เป็นกำลังสำคัญด้านหน่วยความจำการกระจุกตัวดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในยุคโลกาภิวัตน์ แต่เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเสื่อมลง จุดคอขวดทางเทคโนโลยีกลับกลายเป็นทั้งอำนาจต่อรองและความเสี่ยงด้านความมั่นคง (Miller, 2022; Semiconductor Industry Association & Boston Consulting Group, 2021)

5. ยุทธศาสตร์สงครามชิปของสหรัฐอเมริกา

ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มีองค์ประกอบสำคัญสองด้าน คือ การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของจีน และการฟื้นฟูฐานการผลิตภายในประเทศและประเทศพันธมิตร

5.1 การควบคุมการส่งออก

สหรัฐฯ ใช้ Export Administration Regulations และ Entity List จำกัดการส่งออกสินค้า ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีบางประเภทไปยังองค์กรจีน โดย Huawei เป็นหนึ่งในกรณีสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนจากข้อพิพาททางการค้าไปสู่การแข่งขันด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2022 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และเครื่องมือผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน ต่อมามีการปรับปรุงเงื่อนไขอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องว่างและให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Bureau of Industry and Security, 2022, 2023) เป้าหมายของมาตรการไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดการส่งออกสินค้า แต่ครอบคลุมการจำกัดเพดานกำลังประมวลผลที่จีนอาจนำไปใช้ฝึกโมเดล AI ขั้นสูง พัฒนาระบบอาวุธ วิเคราะห์ข่าวกรอง หรือจำลองทางวิทยาศาสตร์และการทหาร

5.2 การฟื้นฟูฐานการผลิตภายในประเทศ

สหรัฐฯ ประกาศใช้ CHIPS and Science Act of 2022 เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การวิจัยและพัฒนา การสร้างกำลังคน และการลดการพึ่งพาการผลิตในต่างประเทศ กฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้อาศัยตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เงินอุดหนุนและนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ (CHIPS and Science Act of 2022, 2022)

5.3 การสร้างพันธมิตรทางเทคโนโลยี

เนื่องจากไม่มีประเทศใดควบคุมห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ได้ทั้งหมด สหรัฐฯ จึงต้องประสานนโยบายกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ความร่วมมือดังกล่าวมีลักษณะคล้ายระบบพันธมิตรในสงครามเย็น แต่เปลี่ยนจากการตั้งฐานทัพและการป้องปรามทางทหารไปสู่การควบคุมเครื่องจักร วัสดุ การลงทุน และมาตรฐานเทคโนโลยี

6. ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองของจีน

จีนตระหนักว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติสร้างความเปราะบางต่อการควบคุมการส่งออก จึงกำหนดนโยบายพัฒนาความสามารถภายในประเทศผ่าน Made in China 2025 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 14 และโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมวงจรรวม
แนวทางสำคัญประกอบด้วย

  • การลงทุนในโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 
  • การพัฒนาชิปประมวลผล AI ภายในประเทศ 
  • การสร้างซอฟต์แวร์และเครื่องมือพัฒนาที่ทดแทนเทคโนโลยีต่างชาติ 
  • การสนับสนุนบริษัท Huawei, SMIC และผู้ผลิตเทคโนโลยีจีนรายอื่น 
  • การพัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์และ AI ecosystem ของจีน 
  • การลงทุนใน advanced packaging และ chiplet 
  • การควบคุมการส่งออกแร่หรือวัสดุเชิงยุทธศาสตร์บางประเภท 
  • การใช้ตลาดภายในประเทศเป็นฐานสร้างขนาดทางเศรษฐกิจ 

ชิปตระกูล Ascend ของ Huawei เป็นตัวอย่างความพยายามสร้างทางเลือกแทน GPU และ AI accelerators ของสหรัฐฯ แม้เทคโนโลยีจีนอาจยังเผชิญข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิต ซอฟต์แวร์ หน่วยความจำ และประสิทธิภาพต่อพลังงาน แต่การควบคุมการส่งออกอาจเร่งให้จีนลงทุนสร้างระบบนิเวศของตนเองเร็วขึ้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้มาตรการสกัดกั้นมีผลสองด้าน ด้านหนึ่งสามารถชะลอการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน แต่อีกด้านหนึ่งอาจกระตุ้นให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในระยะยาว

7. เปรียบเทียบสงครามเย็นกับสงครามชิป

ความแตกต่างสำคัญที่สุดคือ สหรัฐฯ และจีนยังเชื่อมโยงกันทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานมากกว่าสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต การแยกขาดหรือ decoupling อย่างสมบูรณ์จึงมีต้นทุนสูงต่อทั้งสองฝ่ายและต่อเศรษฐกิจโลก คำว่า “สงครามชิป” จึงควรเข้าใจว่าเป็นกรอบวิเคราะห์การแข่งขันทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าทั้งสองประเทศอยู่ในภาวะสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ

8. AI Cloud และอธิปไตยข้อมูล

เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและเศรษฐกิจ การเลือกเทคโนโลยีไม่สามารถพิจารณาจากสมรรถนะต่อวัตต์หรือราคาของชิปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาอำนาจควบคุมข้อมูล ความต่อเนื่องของบริการความสามารถในการตรวจสอบซอฟต์แวร์ การสนับสนุนระยะไกล และความเสี่ยงจากเขตอำนาจกฎหมายต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ต้องแยก “สัญชาติของชิป” ออกจาก “อำนาจเข้าถึงข้อมูล” อย่างชัดเจน การใช้ GPU ของ Nvidia หรือ AMD ภายในระบบที่องค์กรเป็นเจ้าของไม่ได้ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถึงข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ จุดเชื่อมต่อทางกฎหมายและทางเทคนิคมักอยู่ที่ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ครอบครองข้อมูล ระบบบัญชีผู้ดูแล กุญแจเข้ารหัส telemetry และช่องทางสนับสนุนระยะไกล มากกว่าตัวชิปเพียงอย่างเดียว

FISA Section 702 ให้อำนาจรวบรวมข่าวกรองแบบกำหนดเป้าหมายต่อบุคคลที่มิใช่บุคคลสหรัฐฯ และเชื่อว่าอยู่นอกสหรัฐฯ โดยห้ามกำหนดเป้าหมายบุคคลสหรัฐฯ หรือบุคคลที่อยู่ในสหรัฐฯ ภายใต้มาตรานี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า Section 702 ไม่ใช่โครงการเก็บข้อมูลแบบ bulk แต่ยอมรับว่าการสื่อสารของบุคคลอื่นกับเป้าหมายอาจถูกเก็บรวมเข้ามาและต้องอยู่ภายใต้กระบวนการลดการใช้ การค้นหา และการกำกับดูแล (Office of the Director of National Intelligence, n.d.) ส่วน CLOUD Act ซึ่งประกาศใช้ใน ค.ศ. 2018 เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนและข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่สัญญา โดยสถานที่ตั้งทางกายภาพของข้อมูลไม่ได้เป็นปัจจัยเพียงประการเดียวในการกำหนดขอบเขตของคำสั่งทางกฎหมาย (U.S. Department of Justice, 2023) กฎหมายทั้งสองจึงเป็นปัจจัยที่ควรนำมาประเมินในการออกแบบ sovereign cloud และ government cloud แต่ไม่ควรอธิบายว่าเป็นกลไกสอดแนมผ่านชิป Nvidia หรือ AMD โดยตรง ตามที่แสดงในภาพที่ 2.
 
ภาพที่ 2 FISA Section 702 และ CLOUD Act

9. มาเลเซียกับกรณี Sovereign AI

กรณีของมาเลเซียสะท้อนแรงกดดันที่ประเทศอาเซียนกำลังเผชิญจากการแบ่งขั้วทางเทคโนโลยี ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2025 มีรายงานว่าโครงการของบริษัทท้องถิ่นจะใช้ชิป Huawei แต่รัฐบาลมาเลเซียชี้แจงว่าไม่ได้พัฒนา รับรอง หรือประสานโครงการดังกล่าว และโครงการนั้นไม่ใช่โครงการระดับรัฐบาลหรือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล (Reuters, 2025) ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 มีรายงานข่าวว่ามาเลเซียกำลังประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ Huawei Ascend 910C สำหรับโครงการ Sovereign AI มูลค่าประมาณ 2 พันล้านริงกิต อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะมีเอกสารหรือประกาศอย่างเป็นทางการ ข้อมูลดังกล่าวควรอธิบายว่าเป็น “การพิจารณาตามรายงานข่าว” ไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายของรัฐบาลมาเลเซีย สาระสำคัญของกรณีนี้ไม่ใช่เพียงคำถามว่าจะเลือกชิปสหรัฐฯ หรือชิปจีน แต่เป็นคำถามว่ารัฐสามารถควบคุมองค์ประกอบสำคัญของระบบได้มากน้อยเพียงใด ได้แก่

  • สถานที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล 
  • การถือครองกุญแจเข้ารหัส 
  • อำนาจของผู้ดูแลระบบ 
  • การตรวจสอบเฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์ 
  • การสนับสนุนและบำรุงรักษาระยะไกล 
  • ความสามารถในการย้ายโมเดลและ workload 
  • ความต่อเนื่องของอะไหล่และการอัปเดต 
  • ความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมการส่งออก 
  • การเข้าถึง source code และระบบตรวจสอบเหตุการณ์ 

การเปลี่ยนจากผู้ขายสหรัฐฯ ไปสู่ผู้ขายจีนอาจลดความเสี่ยงบางประเภท แต่สร้างการพึ่งพาเทคโนโลยีและระบบนิเวศชุดใหม่ ดังนั้น Sovereign AI ที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนจากการพึ่งพาประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นการสร้างอำนาจควบคุมระบบตลอดวงจรชีวิต
 
ภาพที่ 3 อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์

10. ผลกระทบและทางเลือกของประเทศไทย

ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุน AI Data Center แต่ต้องหลีกเลี่ยงการเป็นเพียงพื้นที่ก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่ใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และโครงข่ายจำนวนมาก โดยนำเข้าเทคโนโลยีหลักทั้งหมดและสร้างมูลค่าภายในประเทศเพียงเล็กน้อย นโยบายของไทยควรเปลี่ยนจากการประเมินเฉพาะมูลค่าเงินลงทุนหรือกำลังไฟฟ้า ไปสู่การประเมิน Local Value Creation และ Net Economic Value ครอบคลุมการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การออกแบบระบบ การทดสอบและบรรจุชิป ตลอดจนความสามารถบำรุงรักษาและตอบสนองเหตุขัดข้องภายในประเทศ
สำหรับระบบภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. กำหนดสถาปัตยกรรมแบบ multi-vendor เพื่อลดการผูกขาดกับผู้ขายรายเดียว 
  2. แยกชั้นข้อมูล โมเดล ซอฟต์แวร์เร่งความเร็ว และฮาร์ดแวร์ออกจากกัน 
  3. กำหนดให้ข้อมูลสำคัญและกุญแจเข้ารหัสอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานไทย 
  4. บันทึกและตรวจสอบ privileged access และการสนับสนุนระยะไกล 
  5. จัดทำแผนย้ายระบบหรือ exit plan ที่สามารถทดสอบได้จริง 
  6. ประเมินกฎหมายของประเทศต้นทางของผู้ให้บริการและผู้ขายเทคโนโลยี 
  7. ตรวจสอบความเสี่ยงจากการควบคุมการส่งออกและการขาดแคลนอะไหล่ 
  8. ประเมินประสิทธิภาพพลังงาน ระบบทำความเย็น และต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน 
  9. พัฒนาบุคลากรด้าน semiconductor, AI infrastructure, cybersecurity และ data governance 
  10. สร้างขีดความสามารถของไทยใน advanced packaging ระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง และระบบระบายความร้อนสำหรับ AI Data Center 

ในเชิงการต่างประเทศ ไทยควรรักษายุทธศาสตร์ multi-alignment โดยร่วมมือกับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหภาพยุโรปในสาขาที่ไม่ขัดต่อกฎหมายควบคุมการส่งออก พร้อมสร้างมาตรฐานกลางด้านความปลอดภัย การตรวจสอบ และการเคลื่อนย้ายข้อมูล แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับเลือกข้างและรักษาการเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีจากหลายระบบ

11. บทสรุป

การเปลี่ยนผ่านจากสงครามเย็นไปสู่สงครามชิปสะท้อนการเปลี่ยนสนามการแข่งขันจากการควบคุมดินแดน อุดมการณ์ และคลังอาวุธ ไปสู่การควบคุมคอขวดของความรู้ การผลิต ข้อมูล และกำลังประมวลผล ตรรกะดั้งเดิมของสงครามเย็น ได้แก่ การสกัดกั้น การสร้างพันธมิตร ข่าวกรอง และการควบคุมเทคโนโลยีใช้ได้สองทาง ยังคงปรากฏอยู่ในการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

อย่างไรก็ตาม สงครามชิปแตกต่างจากสงครามเย็นเดิม เพราะคู่แข่งทั้งสองยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน การแยกขาดจึงมีต้นทุนสูงและอาจกระทบประเทศอื่นทั่วโลก เซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ใช่เพียงสินค้าอุตสาหกรรม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอำนาจในศตวรรษที่ 21 สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตัดสินแบบเหมารวมว่าชิปอเมริกันหรือชิปจีนปลอดภัยกว่า แต่คือการสร้างความสามารถในการตรวจสอบ ควบคุม กระจายความเสี่ยง และย้ายระบบได้ ประเทศที่มีอธิปไตยทางเทคโนโลยีมิใช่ประเทศที่ผลิตทุกอย่างได้เอง แต่เป็นประเทศที่เข้าใจจุดพึ่งพาของตน มีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง และสามารถรักษาข้อมูล บริการสำคัญ และผลประโยชน์แห่งชาติได้ท่ามกลางระเบียบเทคโนโลยีโลกที่กำลังแบ่งขั้ว

เอกสารอ้างอิง
1. Bureau of Industry and Security. (2022, October 7). Commerce implements new export controls on advanced computing and semiconductor manufacturing items to the People’s Republic of China. U.S. Department of Commerce. https://www.bis.gov/
2. Bureau of Industry and Security. (2023, October 17). Commerce strengthens restrictions on advanced computing semiconductors, semiconductor manufacturing equipment, and supercomputing items to countries of concern. U.S. Department of Commerce. https://www.bis.gov/
3. CHIPS and Science Act of 2022, Pub. L. No. 117-167, 136 Stat. 1366 (2022). https://www.congress.gov/bill/117th-congress/house-bill/4346
4. Miller, C. (2022). Chip war: The fight for the world’s most critical technology. Scribner.
5. Office of the Director of National Intelligence. (n.d.). FISA Section 702: A one page overview. Retrieved September 14, 2026, from https://www.intel.gov/foreign-intelligence-surveillance-act/fisa-section-702
6. Office of the Historian. (n.d.-a). The collapse of the Soviet Union. U.S. Department of State. Retrieved September 14, 2026, from https://history.state.gov/milestones/1989-1992/collapse-soviet-union
7. Office of the Historian. (n.d.-b). The Truman Doctrine, 1947. U.S. Department of State. Retrieved September 14, 2026, from https://history.state.gov/milestones/1945-1952/truman-doctrine
8. Reuters. (2025, May 21). Malaysia government says not involved in local AI project involving Huawei chips. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/malaysia-government-say-not-involved-local-ai-project-involving-huawei-chips-2025-05-21/
9. Semiconductor Industry Association, & Boston Consulting Group. (2021). Strengthening the global semiconductor supply chain in an uncertain era. https://www.semiconductors.org/strengthening-the-global-semiconductor-supply-chain-in-an-uncertain-era/
10. State Council of the People’s Republic of China. (2015). Made in China 2025. https://www.gov.cn/
11. U.S. Department of Justice. (2023, October 24). CLOUD Act resources. https://www.justice.gov/criminal/cloud-act-resources