thansettakij
thansettakij
มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (1)

มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (1)

มหาเสน่ห์เมืองแปร เมืองจากเงามายาในผู้ชนะสิบทิศ (1) คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจากสถานีวิทยุ 100.5 อสมท. เชิญไปบรรยายให้แก่ผู้เข้าอบรมในโครงการ MCOT CEO รุ่นที่ 3 เกี่ยวกับเรื่องราวของเมียนมาแบบลงลึก โดยใช้เวลาเกือบทั้งวัน สนุกมากๆ เลยครับ หลังจากจบการบรรยายกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม ก็เชิญไปทานข้าวที่ร้านอาหารนาทองต่อ ซึ่งในเย็นวันนั้นก็มีทั้งอาหารและคาราโอเกะ ตามสไตล์ของคนรุ่นนี้ละครับ โดยปกติผมจะไม่ค่อยได้ออกไปทานอาหารเย็นนอกบ้านหรอกครับ แต่ครั้งนี้ก็ต้องไปเพราะเขาเชิญจากใจ เราปฏิเสธก็จะเสียน้ำใจครับ

เย็นวันนั้นเพื่อนๆ ผู้เข้าร่วมอบรมก็ขอให้ผมออกไปร้องเพลง แต่ผมต้องบอกตรงๆ ไปว่า ผมไม่ได้ร้องเพลงคาราโอเกะมานานหลายปีแล้ว ไม่อยากจะออกไปไล่แขกกลับบ้าน จึงขอออกตัวไปว่า “ไม่ถนัดจริงๆ ครับ” อย่างไรก็ตามพอผมขอตัวกลับบ้านก่อนงานเลิก พี่นพหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม ก็บอกว่า “อาจารย์ครับ ก่อนกลับผมขอให้เกียรติร้องเพลงผู้ชนะสิบทิศร่วมกับผมสักเพลงได้มั้ยครับ” แหม....อย่างนี้ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้สิครับ

เพลงนี้ทำให้ผมต้องขออธิบายไปสั้นๆ ว่า “เมืองแปร..เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มาก ที่สำคัญที่นี่มีพระพุทธรูปที่แปลกกว่าที่อื่น เพราะมีพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานองค์หนึ่ง ซึ่งหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก” ยังอธิบายไม่หมด ทุกคนก็พูดออกมาว่า “อาจารย์จัดทัวร์ไปเลยครับ พวกเราอยากเห็น” อีกละ..ผมไม่ได้มีอาชีพจัดทัวร์นะครับ เดี๋ยวจะเป็นการไปแย่งงานบริษัทท่องเที่ยวเขาครับ  

 

ผมต้องบอกว่า เมืองแปรมีอะไรที่เป็นเสน่ห์มากกว่านี้ เพราะถ้าหากเราถามคนไทยว่ารู้จักเมืองแปรจากที่ไหน? เชื่อว่าร้อยละเก้าสิบคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้จักจากหน้าหนังสือวรรณกรรมอมตะเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ ของ ท่านยาขอบ” อย่างแน่นอน ภาพจำของเราคนไทยที่มีต่อเมืองแปร จึงมักฉาบทาด้วยความโรแมนติก ที่มีดินแดนแห่งโศกนาฏกรรมความรักของตะละแม่กุสุมา เจ้าหญิงผู้เลอโฉม และฉากการศึกสงครามอันเข้มข้นระหว่างจะเด็ด มังตรา และเหล่านายทัพผู้เกรียงไกร

แต่ส่วนตัวผมที่ได้มีโอกาสก้าวเท้าลงบนแผ่นดินเมืองแปรจริงๆ หลายครั้ง ผมได้สัมผัสไอแดด มองสายน้ำอิรวดีที่ไหลเอื่อย และได้สนทนากับผู้คนท้องถิ่น ภาพเงามายาในวรรณกรรมจะค่อยๆ ซ้อนทับเข้ากับความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งน่าทึ่งยิ่งกว่านิยายเรื่องใดๆ เพราะเมืองเล็กๆ ริมน้ำแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง “ความรักสามเส้า” แต่คือรากแก้วของอารยธรรมพม่า ที่หยั่งลึกลงไปในแผ่นดินนับพันปีครับ

การสำรวจเมืองแปรด้วยสายตาของผม ย่อมหลีกไม่พ้นการตั้งคำถามว่า เรื่องราวในผู้ชนะสิบทิศนั้น จริงหรือเท็จเพียงใด? แต่ในทางประวัติศาสตร์ ผมคิดว่ายาขอบไม่น่าจะเรื่องจริงหมด แต่ก็ไม่ได้แต่งขึ้นจากความว่างเปล่าแน่นอน ท่านอาจจะอิงเค้าโครงมาจากมหาราชวงศ์พม่า โดยการจับเอาโครงเรื่องศึกสงครามใหญ่ และการรวมแผ่นดินในรัชสมัยของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนองมาเป็นแกนหลัก ศึกเมืองแปรที่ตองอูยกทัพมาปิดล้อมนั้น เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ครับ และเป็นยุทธการครั้งสำคัญ ที่ชี้ขาดอำนาจในลุ่มน้ำอิรวดี(วันหลังผมจะนำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังนะครับ)

 

แต่ทว่า ความโรแมนติกอันบาดลึก บทบาทของตะละแม่กุสุมา หรือความผูกพันในวัยเด็กของจะเด็ดกับมังตรา ณ วัดมหาเถรกุโสดอ นั้นคือศิลปะทางวรรณศิลป์ที่ท่านยาขอบแต่งเติมขึ้นมาได้อย่างแยบยล ผมต้องขออนุญาตบอกว่า การนำเอาข้อเท็จจริงมาคลายปมเช่นนี้ ไม่ได้มีเจตนามาหักล้างหรือทำลายเสน่ห์ของวรรณกรรมนะครับ  หากแต่เป็นการเติมเต็มมิติให้พวกเราได้เห็นว่า ท่านยาขอบอัจฉริยะเพียงใด ที่ท่านสามารถนำโครงประวัติศาสตร์อันแห้งแล้ง มาเนรมิตให้มีชีวิต จิตวิญญาณ และความรัก จนครองใจคนไทยมาหลายทศวรรษต่างหากครับ

หากย้อนหลังจากยุคผู้ชนะสิบทิศ ย้อนเวลากลับไปไกลกว่านั้นอีกร่วมพันปี จะพบว่าเมืองแปรในยุคนั้น เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอุษาคเนย์ นามว่า “ศรีเกษตร” (Sri Ksetra) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของชาวพิว(ชาวพม่าดั้งเดิม) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 ถึง14 ในยุคนั้นเมืองโบราณศรีเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองแปรในปัจจุบัน

เมื่อไปยืนอยู่ท่ามกลางซากเมืองโบราณ เราจะพบกับ “เจดีย์บอบอจี” สถูปอิฐทรงกระบอกสูงตระหง่านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะพิว องค์พระเจดีย์ทรงกระบอกนี้เอง ที่เป็นรากฐานสถาปัตยกรรม ที่ส่งอิทธิพลโดยตรงต่อการสร้างเจดีย์ในยุคอาณาจักรพุกามในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นคือ ศรีเกษตรเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนานิเถรวาทในยุคแรกเริ่ม นักโบราณคดีได้ค้นพบแผ่นทองคำจารึกพระไตรปิฎกด้วยอักษรพิวโบราณ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทยคือ อารยธรรมพิวแห่งเมืองแปรนี้ มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอารยธรรมทวารวดีในประเทศไทย ทั้งสองอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองขึ้นในยุคสมัยเดียวกัน ได้รับอิทธิพลศิลปะกุปตะและอมราวดีจากอินเดียเหมือนกันครับ 

ปัจจุบันนี้ หากเราได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมียนมาในกรุงย่างกุ้ง ก็มีการแสดงเหรียญเงินโบราณที่ค้นพบนี้ ได้ถูกนำมาประดิษฐ์สัญลักษณ์มงคลสรีวัตสะ และการใช้ดินเผากับปูนปั้นประดับศาสนสถานในลักษณะเดียวกัน ในการมาเยือนเมืองแปรของผม จึงเหมือนกับการได้เดินทางมาเจอมิตรแท้ทางวัฒนธรรมของทวารวดี ที่ตั้งอยู่คนละฝั่งเทือกเขาตะนาวศรีนั่นเองครับ

คำถามที่ตามมาจากใจของคนทั่วไป ก็คือ แล้วทำไมเมืองแปรถึงกลายเป็นเมืองที่กษัตริย์พม่าทุกยุคทุกสมัยต้องมาตีให้ได้? แล้วทำไมในยุคนั้นเมืองแปรถึงรับศึกได้อย่างทนทานนัก? โดยส่วนตัวผมคิดว่า คำตอบไม่ได้ซ่อนอยู่ในตำราพิชัยสงคราม แต่น่าจะอยู่ที่ภูมิศาสตร์กายภาพของเมืองแปรเอง สำหรับคนที่เคยไปเยือนเมืองแปรเหมือนผม ก็จะสังเกตเห็นได้ทันทีว่า ตัวเมืองถูกบีบด้วยแม่น้ำอิรวดีอันกว้างใหญ่ทางทิศตะวันตก ขณะที่ทิศตะวันออกและทิศใต้จะถูกโอบล้อมด้วยแนวเขาสันเขาธรรมชาติ ลักษณะพื้นที่เช่นนี้เอง ทำให้เมืองแปรมีลักษณะเป็นเมืองแนวยาวขนานไปกับลำน้ำ

ในอดีตชัยภูมิคอขวดนี้ น่าจะคือปราการธรรมชาติชั้นยอด ศัตรูที่จะยกทัพมาโจมตีทำได้ยากมาก เพราะพื้นที่ประจันหน้ามีจำกัด ขณะที่กษัตริย์เมืองแปรสามารถกักตุนเสบียง และผันน้ำจากระบบชลประทานโบราณที่มีมาตั้งแต่ยุคพิว เข้ามาใช้ภายในเมืองได้ยาวนาน เมืองแปรจึงกลายเป็นเมืองตั้งรับที่เคี่ยวยากที่สุด ในยุทธภูมิสามอาณาจักร(พุกาม อังวะ และตองอู)

แม้ในปัจจุบันนี้ ความเจริญจะตัดผ่าน มีการสร้างสะพานนวาเดข้ามแม่น้ำอิรวดีเชื่อมไปสู่รัฐยะไข่ แต่ถ้าถามคนท้องถิ่นหรือคนขับรถชาวเมืองแปร เขาจะบอกเราด้วยความภาคภูมิใจว่า เมืองของเขายังคงรักษาเค้าโครงเดิมเอาไว้ได้ ไม่ขยายตัวกระจัดกระจายจนเสียตัวตน เพราะธรรมชาตินี่เองที่เป็นผู้กำหนดขอบเขตของเมืองไว้ให้อย่างลงตัวครับ

การเดินทางของผมในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทำให้ผมได้เห็นว่า เมืองแปรมีมิติที่ซ้อนทับกันอย่างมีเสน่ห์ มีทั้งมิติแห่งมายาจินตนาการในผู้ชนะสิบทิศ ที่สลักชื่อเมืองแปรไว้ในใจของผู้อ่านชาวไทย และมิติแห่งความจริงทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมชาวพิวแห่งเมืองศรีเกษตร(Sri Ksetra) มรดกโลกผู้เป็นต้นธารแห่งศิลปะและศาสนา เมื่อเงามายากับความจริงมาบรรจบกัน เมืองแปรจึงไม่ใช่เพียงเมืองทางผ่านเล็กๆ ริมแม่น้ำอิรวดี แต่มันคือเมืองที่มีชีวิต มีเรื่องเล่า และมีศักดิ์ศรีแห่งประวัติศาสตร์ ที่พร้อมจะต้อนรับผู้มาเยือนเสมอครับ     

ในตอนต่อไป ผมจะพาพวกเราขยับเข้าไปสัมผัสกับจิตวิญญาณ และศรัทธาของเมืองแปร พาท่านไปกราบมหาเจดีย์ชเวซานดอว์ผ่านบทความนี้ และเดินทางไปค้นหาคำตอบของพระพุทธรูปสวมแว่นตาองค์เดียวในเมียนมา ที่หันพระพักตร์สู่ทิศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากอยากชมความอัศจรรย์ที่น่าสนใจนี้จริงๆ ก็คงต้องเดินทางไปเห็นด้วยตาตนเองเท่านั้นแหละครับ