thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสลวดลายบนผืนผ้า ผ่านท่าเต้นมูเหนาท่วงทำนองจากนกเงือก

ถอดรหัสลวดลายบนผืนผ้า ผ่านท่าเต้นมูเหนาท่วงทำนองจากนกเงือก

ถอดรหัสลวดลายบนผืนผ้า ผ่านท่าเต้นมูเหนาท่วงทำนองจากนกเงือก คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • เทศกาลมูเหนา ซงเกอ เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวจิ่งโป ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านดนตรี การร่ายรำ และการแต่งกายที่มีเอกลักษณ์
  • ท่าเต้นและลวดลายบนผืนผ้า ล้วนมีความหมายเชิงวัฒนธรรม โดยท่าเต้นได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนกเงือก ขณะที่ลวดลายบนผ้าทอทำหน้าที่เป็นรหัสบันทึกภูมิลำเนา การอพยพ และประวัติศาสตร์ของตระกูล
  • เทศกาลมูเหนายังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ทั้งในเมียนมาและจีน เพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ ขอพรจากบรรพชน และเป็นพื้นที่รวมตัวของชุมชน สะท้อนการรักษาตัวตนและจิตวิญญาณของชาวจิ่งโปให้คงอยู่ต่อไป

ครั้งที่ผ่านมา ผมได้นำเสนอวัฒนธรรมของชาวจิ่งโป ด้วยการเล่าผ่านอาหารการกินของเมนูอันโอชะ ที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าวัฒนธรรมของเขา ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวความลับในครัวเรือนหรือบนโต๊ะอาหารเท่านั้น วัฒนธรรม ตัวตน และจิตวิญญาณอันเข้มแข็งของพวกเขา ยังถูกถ่ายทอดอย่างยิ่งใหญ่ ผ่านจังหวะดนตรีและการร่ายรำใน “เทศกาลมูเหนา ซงเกอ” (Munao Zongge Festival) ที่คนเมียนมาเองก็น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานฉลองประจำปี ที่ถือเป็นหัวใจและศูนย์รวมจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนเผ่าจิ่งโป

เรามาลองนึกภาพลานกว้าง ท่ามกลางม่านหมอกบนทิวเขา ชายหนุ่มชาวจิ่งโปในชุดนักสู้โบราณกำลังชู “ดาบยาวประจำเผ่า” ที่โบกไหวไปตามจังหวะกลองและฆ้อง ด้วยท่วงท่าที่เข้มแข็ง ดุดัน ทว่าผสานรับกันอย่างลงตัวกับขบวนหญิงสาวชาวเผ่า ที่แต่งกายด้วยชุดชนเผ่าสีแดงสดใส เสื้อแจ็คเก็ตสีดำของพวกเธอ ที่ประดับประดาด้วยแผ่นเงินแท้ทรงกลมนับร้อยแผ่น ยามที่พวกเธอเคลื่อนไหวตามจังหวะของดนตรี แผ่นเงินเหล่านั้น จะกระทบกันส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งดังกังวานไปทั่วลานพิธี ในขณะที่มือคู่สวยของหญิงสาว กำลังถือพัดโบกพริ้วไหวอย่างอ่อนช้อย ขบวนเต้นรำของผู้คนนับพันชีวิต จะขยับเคลื่อนตัวไปในท่วงท่าย่อเข่ากระย่องกระแย่ง ค่อยๆ เคลื่อนเป็นแถวยาวโค้งล้อมรอบ “เสามูเหนา” (Manau Poles) ขนาดใหญ่ ที่มีลวดลายงดงาม ปักเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานกว้าง

ภาพท่าทางการเต้นรำที่อาจจะดูแปลกตา ราวกับนกที่ก้าวเดินนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่ท่วงท่าที่มีใครคิดค้นขึ้นมาเอง เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากเหง้ามาจากตำนานโบราณ ที่เล่าขานสืบต่อกันมานับพันปี ชาวจิ่งโปเชื่อว่าในอดีต มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นการเต้นรำขึ้นเอง แต่เป็นการเลียนแบบ “นกกระเกร็น” (หรือนกเงือก) ที่ได้มีโอกาสโบยบินไปร่วมงานเลี้ยงของดวงวิญญาณแห่งดวงอาทิตย์บนสวรรค์

นกเงือกเป็นสัตว์ชนิดเดียวจากสารพันวิญญาณของสัตว์ที่ได้ไปงาน และจดจำท่วงท่าการเริงรำของเหล่าเทพยดาได้ทั้งหมด เมื่อกลับลงมายังโลกมนุษย์ พวกมันจึงจัดงานเต้นรำขึ้นในป่าลึก ซึ่งบรรพบุรุษของชาวจิ่งโปที่ไปพบเข้า จึงแอบจดจำและเลียนแบบท่าก้าวเดิน การย่อเข่ากระโดด และการกระพือพัดของนกเงือก จึงนำมาถ่ายทอดจนกลายมาเป็นท่วงท่าการเต้นรำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมๆ กับการยกย่องให้นกเงือกเป็นสัตว์อันศักดิ์สิทธิ์ สัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์และการปกป้องเผ่าพันธุ์ในเวลาต่อมาครับ

ไม่เพียงแค่อารยธรรมผ่านท่วงท่าการเต้นรำเท่านั้น แม้แต่ผืนผ้าที่พวกเขาสวมใส่ ก็เปรียบเสมือนจดหมายเหตุ และบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไร้ตัวอักษร ลวดลายเรขาคณิตสีแดง ดำ และขาว บนผ้าถุงทอมือของผู้หญิงชาวจิ่งโป ที่ดูทันสมัยราวกับงานศิลปะAbstract จริงๆแล้วก็คือ “แผนที่และรหัสนัย” ซึ่งในยุคสมัยที่ชนเผ่ายังไม่มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง

บรรพบุรุษของเขาจึงใช้วิธีทอเส้นใยเป็นลวดลาย เพื่อบันทึกข้อมูลสำคัญของตระกูล เช่น ลวดลายรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น หมายถึง “ทิวเขา” อันสลับซับซ้อนของเทือกเขาหิมาลัย และเส้นทางการอพยพอันยากลำบาก ลวดลายกากบาทหรือฟันปลา หมายถึง “อาวุธ” การรบ และเขตแดนของชนเผ่า ผู้เป็นแม่ชาวจิ่งโปโบราณ จะใช้วิธีสอนให้ลูกสาว “อ่านลวดลายบนผ้าถุง” เพื่อให้จดจำและส่งต่อความทรงจำได้ว่า ตระกูลของตนมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาลูกใด และบรรพชนของตระกูลเคยผ่านประวัติศาสตร์การรบทัพจับศึกมาอย่างไรบ้างนั่นเอง

วัฒนธรรมชองชาวจิ่งโป ผ่านศิลปะและท่าเต้นมูเหนาอันอ่อนช้อยนี้ ผสมผสานความเข้มแข็ง และลวดลายบนผืนผ้า จึงไม่ใช่แค่เป็นเพียงอุปกรณ์ เพื่อความบันเทิงหรือชุดแต่งกายประดับกายทั่วไป หากทว่ามันคือ “รหัสลับทางวัฒนธรรม” ที่ทำหน้าที่บันทึกตัวตน ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของชนเผ่าแห่งภูเขาสูง ให้ยังคงโลดแล่นและไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลานั่นเอง

ในปัจจุบันนี้ ที่ชาวจิ่งโปในรัฐกะฉิ่น ยังคงมีการจัดงานเทศกาลมูเหนาขึ้นทุกปี โดยจะจัดขึ้นในเดือนมกราคมหรือเดือนกุมภาพันธ์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือนหนึ่ง ตามปฏิทินจันทรคติจีน หรือช่วงหลังตรุษจีนวันหรือสองวัน แล้วแต่ความเชื่อของหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ชาวจิ่งโปที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมา ก็จะจัดขึ้นที่เมืองมิตจิน่า (Myitkyina) เมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น ยังมีที่จัดงานมูเหนาระดับย่อมๆลงมา ก็จะมีที่เมืองปูตาโอ (Putao) เมืองที่มีหิมะตกของประเทศเมียนมานั่นแหละครับ แต่งานเทศกาลที่เมืองมิตจิน่า จะเป็นการรวมตัวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เมืองปูตาโอ ซึ่งเมืองมิตจิน่าได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐบาล โดยเขาจะมีลานกว้างในกลางใจเมือง ซึ่งถือว่าเป็นงานเทศกาลใหญ่ระดับชาติ ไม่น้อยหน้าไปกว่างานโคมลอยที่เมืองตองจีเลยครับ

สำหรับชาวจิ่งโปที่อาศัยอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะจัดงานดังกล่าวเช่นกัน โดยจะจัดที่เมืองหมางซื่อและเมืองหลงชวน เขตปกครองตนเองชนชาติพันธุ์ไตและจิ่งโป เต๋อหง ซึ่งก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ชาติเช่นกัน ส่วนงานระดับย่อยลงมา ก็มีการจัดที่เมืองหยุ่ยลี่และเมืองยิ่งเจียง

โดยวัตถุประสงค์ของงานก็จะคล้ายๆกับของประเทศเมียนมา คือจัดงานเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ และขอพรจากวิญญาณบรรพชน เพื่อความอยู่ดีกินดี และเป็นโอกาสที่จะให้ญาติพี่น้องและเพื่อฝูงมารวมตัวกันนั่นเองครับ