thansettakij
thansettakij
ปลดล็อกคอขวดอันดามัน ยุทธศาสตร์ดัน “ระนอง” เป็นประตูทองสู่เอเชียใต้ (BIMSTEC)

ปลดล็อกคอขวดอันดามัน ยุทธศาสตร์ดัน “ระนอง” เป็นประตูทองสู่เอเชียใต้ (BIMSTEC)

ชู “ระนอง” ยกระดับประตูการค้าเชื่อมเมียนมา-บังกลาเทศ-อินเดีย เปิดทาง BIMSTEC ลดคอขวดโลจิสติกส์ หวังลดต้นทุนขนส่งและเพิ่มโอกาสการค้าไทย คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

 

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมในฐานะรองประธานสายงานอาเซียน-โลจิสติกส์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมประชุมสายงานอาเซียนฯ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีท่านผู้แทนจากกระทรวงต่างประเทศ ท่านวีระศักดิ์ เปรมอารีย์ (ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่านโดยไม่ได้ขออนุญาต) ท่านได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ประเทศในกลุ่มรอบอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ผ่านประเทศเมียนมา โดยเส้นทางบก “ทางหลวงสามฝ่ายไทย-เมียนมา-อินเดีย” และเส้นทางขนส่งทางทะเลที่รัฐบาลเมียนมา ได้ยกมาเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว

นั่นคือเส้นทางจากท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง-จิตตะกอง(บังกลาเทศ) ซึ่งต้องบอกว่าโดนใจผมมาก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งทางทะเลที่ผมได้พยายามอย่างมาก ที่อยากจะช่วยให้ท่าเรือระนองยกสถานะขึ้นมาเป็นท่าเรือระดับสากล นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่งประธานอนุกรรมการส่งเสริมธรุกิจในภูมิภาคอาเซียนสมัยที่ผ่านมาครับ วันนี้ผมขออนุญาตนำเอาความคิดของผมมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

หลังจากการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ของประธานาธิบดีสหภาพเมียนมาฯพณฯท่าน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมาในห้วงเวลานี้ จะเห็นว่านี่ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญ ในมิติทางการทูตและการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังได้ดึงดูดสายตาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ และผู้ประกอบการในภูมิภาค ให้หันมาตั้งคำถามถึงจิ๊กซอว์ด้านความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศอีกครั้ง

 

ในวงเสวนาด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ หัวข้อใหญ่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเมกะโปรเจกต์ระดับภูมิภาค อย่าง “โครงการแลนด์บริดจ์ของไทย” ที่มุ่งหวังจะเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดีท่ามกลางข้อถกเถียง เรื่องมูลค่าการลงทุนมหาศาล ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถาม ส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่นี้ อาจจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมครับ

ความยักแย่ยักยันของโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า ในระหว่างที่เรากำลังรอคอยโครงสร้างพื้นฐานระดับหมื่นล้าน-แสนล้านในอนาคต โลกของการค้าชายแดนที่ต้องขับเคลื่อนอยู่ทุกวัน ควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?

คำตอบของคำถามนี้ อาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในแบบแปลนโครงการใหม่ๆ หากแต่อยู่ที่การหันกลับมามองชัยภูมิทางภูมิศาสตร์ของประเทศเมียนมา ในฐานะสะพานเชื่อมทางบกและทางทะเลตามธรรมชาติ ที่พร้อมจะเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ากับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC ได้ทันที หากมีการปรับยุทธศาสตร์อย่างถูกจุดครับ

 

หากพิจารณาแผนที่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จะเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศเมียนมาดำรงสถานะเป็นประตูเปิดเพียงแห่งเดียวทางบก ที่เชื่อมต่อระหว่างอาเซียนกับเอเชียใต้ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างอินเดีย และตลาดที่กำลังเติบโตอย่างประเทศบังกลาเทศ ผ่านกรอบความร่วมมือ BIMSTEC

ความพยายามในการสร้างเส้นทางขนส่งใหม่ๆ ผ่านเมกะโปรเจกต์ราคาแพง ทำให้เราอาจจะละเลยศักยภาพของระเบียงเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่นานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ผ่านด่านเมียวดี-แม่สอด ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าข้ามพรมแดนทางบก และเส้นทางขนส่งทางทะเลตอนใต้ระหว่างระนองและเกาะสอง ซึ่งเป็นประตูฝั่งอันดามันที่สามารถระบายสินค้าตรงสู่อ่าวเบงกอลผ่านเมืองจิตตะกอง ต่อไปยังประเทศอินเดียได้โดยตรง

หรือแม้กระทั่งโครงข่ายเส้นทางย่อยที่เชื่อมโยงชายแดนไทย-เมียนมาในเขตทวาย เมื่อเมกะโปรเจกต์ใหม่ต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงทั้งด้านงบประมาณและระยะเวลา การหันกลับมารีเฟรชและอัพเกรดโครงข่ายคมนาคมเดิม ที่มีประเทศเมียนมาเป็นศูนย์กลาง จึงน่าจะเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สมเหตุสมผล และจับต้องได้มากที่สุดในเวลานี้ครับ

หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูการค้าชายแดนในกรอบ BIMSTEC ไม่ใช่การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตาบนกระดาษ แต่คือ “การทลายคอขวดในระบบขนส่ง” จริง แทนที่จะทุ่มเททรัพยากรไปกับการรอคอยโครงการขนาดใหญ่ สิ่งที่รัฐบาลไทย-รัฐบาลเมียนมา และภาคีสมาชิก BIMSTEC น่าจะจับมือร่วมกันทำในเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับกลางและระดับย่อย รวมถึงการปรับปรุงซอฟต์แวร์ทางกฎหมายและการบริหารจัดการ

โดยเฉพาะการยกระดับประสิทธิภาพด่านชายแดนหลัก เช่น ท่าเรือระนองใหม่ที่มีความสะดวกกว่าท่าเรือเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดเวลาที่สูญเสียไป ณ จุดผ่านแดน ผ่านระบบตรวจปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การลดขั้นตอนทางเอกสาร และการขยายเวลาทำการของด่านชายแดนสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ทันที โดยไม่ต้องใช้วงเงินลงทุนมหาศาลครับ

ขณะเดียวกัน การผลักดันความร่วมมือการขนส่งข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ยานพาหนะขนส่งสินค้า สามารถเปลี่ยนถ่ายหรือวิ่งข้ามพรมแดนได้อย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย รวมถึงการจัดตั้งศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า ที่มีประสิทธิภาพตามแนวชายแดน จะช่วยลดปัญหาการขนถ่ายสินค้าหลายซ้ำหลายทอด ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสินค้ารอบางส่วนชำรุดเสียหาย และค่าบริการที่บานปลาย

ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาท่าเรือชายแดนและระบบโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน เช่น ท่าเรือระนอง ให้สามารถรองรับการขนส่งสินค้าเทกอง และตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็ก-กลาง เพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือย่างกุ้ง หรือตรงสู่อ่าวเบงกอล จะกลายเป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยลดความแออัดของการขนส่งทางบกในช่วงฤดูฝนได้เป็นอย่างดี

การเปลี่ยนผ่านสายตาจากเมกะโปรเจกต์มาสู่การพัฒนาชายแดนระดับย่อมนี้ มอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม กล่าวคือ ประเทศเมียนมา การพัฒนาโครงข่ายชายแดนขนาดกลาง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตามแนวชายแดน การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบาเข้าสู่ตลาดอาเซียน

ในขณะที่ฝั่งประเทศไทย จะช่วยให้ภาคการผลิตและผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงวัตถุดิบและกระจายสินค้าไปยังเมียนมา รวมถึงขยายแดนไปสู่ตลาดอินเดียได้ด้วยต้นทุนขนส่งที่ถูกลง โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มากเกินไป และในภาพรวมของประเทศกลุ่ม BIMSTEC การมีเส้นทางเชื่อมโยงที่ใช้งานได้จริง และสม่ำเสมอผ่านประเทศเมียนมา จะช่วยเติมเต็มความฝันในการผสานเศรษฐกิจอาเซียน-เอเชียใต้ให้กลายเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วครับ

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศ ที่จะได้หันมาทบทวนและวางเป้าหมายร่วมกันใหม่ สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนตามแนวชายแดนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงแค่ภาพพิธีการลงนามในกรอบความตกลงกว้างๆ แต่คือการลงมือแก้ปัญหาจริงในระดับปฏิบัติการ เพราะความตกลงระดับประเทศไม่ว่าจะกี่ฉบับก็ตาม จะไม่มีวันสัมฤทธิ์ผลได้เลย หากด่านชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลยังคงมีความซับซ้อน และการขนส่งสินค้ายังต้องเผชิญกับคอขวดทางกฎระเบียบ และความไม่พร้อมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

ในวันที่โครงการใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ยังต้องใช้เวลาอีกนาน การหันมากระชับความร่วมมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดนขนาดเล็กและกลางที่ใช้การได้ทันที จึงเป็นคำตอบที่ชาญฉลาดที่สุด และการจับมือกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา ในการเปิดประตูการค้าชายแดนให้กว้างขึ้น จะเป็นฟันเฟืองที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอ่าวเบงกอลให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ