thansettakij
thansettakij
เมื่อเกมการค้าในตลาดเมียนมาเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ไทยต้องเปลี่ยน

เมื่อเกมการค้าในตลาดเมียนมาเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ไทยต้องเปลี่ยน

เมื่อเกมการค้าในตลาดเมียนมาเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ไทยต้องเปลี่ยน คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปย่างกุ้งร่วมงาน Thai Festival 2026 พอมีช่วงจังหวะเวลาว่าง ผมก็ออกสำรวจตลาดทั้งห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ตและตลาดทั่วไป เพื่อดูความเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งปัจจุบันนี้ชั้นวางสินค้าต่างประเทศ มีแต่ภาพของความว่างเปล่า ทำให้ผมคิดในใจว่า ช่างน่าตื่นตระหนกสำหรับคนที่เป็นพ่อค้าชายแดนเยี่ยงผมเป็นอย่างยิ่งครับ 

ภาพดังกล่าวอาจจะทำให้บางคนอาจจะคิดไปว่า หรือนี่จะเป็นเพราะผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจระยะสั้น ทว่าสำหรับผมแล้วกลับคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือภาพสะท้อนของตลาดที่กำลังจะตายลง หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นลึกสุดว่า ตำราการค้าชายแดนและนโยบายการส่งออกแบบเดิมระหว่างไทยกับเมียนมา กำลังจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะลึกลงไปใต้ฉากทัศน์ของสินค้าแบรนด์อินเตอร์ และสินค้าอุปโภค-บริโภคสำเร็จรูปที่ทยอยหายไปจากตลาด น่าจะเป็นความตั้งใจอย่างเป็นระบบของรัฐบาลเมียนมา ในการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือที่รู้จักกันในนาม “มาตรการ Non-Tariff Barriers” (NTBs) อย่างเต็มรูปแบบ

ที่ผ่านมามาตรการเหล่านี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างแนบเนียน ผ่านกลไกทางกฎหมายและการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการระงับหรือจำกัดการออกใบอนุญาตนำเข้า หรือการบังคับให้มีเงินที่ได้มาจากการส่งออกสินค้า (Earning Money) ก่อนจะออกใบอนุญาตนำเข้า สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าสำเร็จรูปอย่างเข้มงวด การตั้งเกณฑ์มาตรฐานสินค้าทางเทคนิคที่ซับซ้อนเกินกว่าปกติ ไปจนถึงการควบคุมโควตาและการตรวจสอบเอกสาร ณ ด่านศุลกากรที่ล่าช้า

 

สิ่งเหล่านี้หาใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อความมั่นคงทางการเงิน แต่คือแผนการระยะยาวในการขับเคลื่อนนโยบายทดแทนการนำเข้า เพื่อบีบให้พื้นที่บนชั้นวางสินค้าว่างลง เป็นการบังคับให้โครงสร้างตลาดในประเทศ ต้องปรับตัวเข้าสู่โหมดพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ลุกขึ้นมาสร้างสายการผลิตภายในประเทศ เพื่อฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจจากฐานราก และรักษาเสถียรภาพของคลังเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระยะยาวครับ

อย่างไรก็ตาม ภาพฝันของนโยบายการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า ที่จะเติบโตขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างในตลาดนั้น กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางโครงสร้าง และกำแพงยักษ์ในความเป็นจริง นั่นคือวิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่ลดฮวบลงอย่างมีนัยสำคัญครับ อาจจะเป็นเพราะเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง และความผันผวนอย่างรุนแรงของระบบการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าต ปัจจัยลบเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนจากต่างประเทศ(FDI)ในรูปแบบดั้งเดิม อย่างการหอบเม็ดเงินก้อนใหญ่ เข้าไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากศูนย์ หรือการลงทุนในโครงการใหม่จากนักลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Greenfield Investment from FDI) แทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ 

ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานท้องถิ่นในประเทศเอง ก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดจากปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขาดแคลนกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเครื่องจักรกลในระบบอุตสาหกรรม เมื่อกลไกตลาดถูกบีบให้สินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ไม่สามารถนำเข้าผ่านช่องทางปกติได้

 

ในขณะเดียวกัน การลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ก็ยังติดหล่มความกลัว ท่ามกลางความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานของประชาชนชาวเมียนมา ที่ยังมีอยู่จริงและไม่ได้ลดน้อยลงตามปริมาณสินค้าบนเชลฟ์ สถานการณ์ในขณะนี้ จึงกลายเป็นอาการสุญญากาศทางการค้าขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่มีทั้งวิกฤตการณ์และโอกาสทองครั้งสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่จะอยู่รอดในสมรภูมิยุคใหม่นี้ได้ จำเป็นต้องละทิ้งกรอบความคิดของการเป็นเพียง “ผู้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป” จากโรงงานฝั่งไทย แล้วหันมาเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ไปสู่โมเดลธุรกิจทางเลือก ที่มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับกลไกใหม่ของรัฐบาลเมียนมา

ในความคิดของผม ผมคิดว่าโมเดลนำร่องที่มีความเป็นไปได้สูงสุด ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาถอดรหัสเพื่อนำไปปฏิบัติจริงได้ คือการย้ายฐานและกระจายความเสี่ยงไปสู่รูปแบบ “การร่วมทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือ Border-Joint Venture Special Economic Zone” ในเมื่อการเดินทางลึกเข้าไปลงทุนตั้งสินทรัพย์ถาวรในพื้นที่ไข่แดงชั้นใน อาจต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

ผู้ประกอบการไทยอาจเลือกใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ปรับเปลี่ยนพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความมั่นคงเฉพาะจุด ให้กลายเป็นฐานการผลิตร่วมระหว่างไทย-เมียนมา โดยวางกลยุทธ์ส่งออกสินค้าจากฝั่งไทย ในฐานะวัตถุดิบต้นน้ำ สารเคมี หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มักจะได้รับความผ่อนปรนจากมาตรการกีดกันการค้ามากกว่าสินค้าสำเร็จรูป จากนั้นจึงส่งผ่านโครงสร้างพื้นฐานชายแดนข้ามไปให้โรงงานของพันธมิตรท้องถิ่นฝั่งเมียนมา ทำหน้าที่ในกระบวนการผลิตขั้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปอย่างง่าย การผสม หรือการบรรจุหีบห่อ

วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง จากการเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่แล้ว ยังช่วยให้สถานะทางกฎหมายของผลิตภัณฑ์ เปลี่ยนไปเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเมียนมาทันทีครับ

สินค้าที่ผลิตในเขตเศรษฐกิจดังกล่าว  ก็จะสามารถวางขายบนเชลฟ์โมเดิร์นเทรดได้อย่างเปิดเผย และปลอดภัยจากข้อจำกัดทางการค้า และหากนำมาใช้ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการปัญหาวิกฤตเงินตราต่างประเทศ ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลการค้าต่างตอบแทนในระบบปิด หรือบาร์เทอร์ เทรด (Barter Trade) ซึ่งเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ในลักษณะระบบนิเวศสองทาง ด้วยการเข้าไปส่งเสริมหรือรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรหรือวัตถุดิบจากฝั่งเมียนมา เพื่อนำเข้ามาใช้ประโยชน์ในฝั่งไทย แล้วนำมูลค่าที่ได้มาหักลบกลบหนี้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่ฝั่งนั้นต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งพิงกระแสเงินดอลลาร์สหรัฐ และการทำธุรกรรมโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบธนาคาร ที่กำลังติดขัดอย่างหนักในเวลานี้ได้เป็นอย่างดีครับ

ผมคิดว่าถ้าหากภาคเอกชนไทย เริ่มมองเห็นลู่ทางและพร้อมปรับเปลี่ยนกระบวนท่าในการเดินหมากอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เป็นจุดตัดสำคัญที่สุด หลังจากนี้จึงตกไปอยู่ที่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งคงต้องทำการยกเครื่อง และปฏิรูปวิธีคิดนโยบายการค้าชายแดนใหม่โดยสิ้นเชิง รัฐบาลไทยต้องเลิกมองด่านชายแดนที่สำคัญอย่างแม่สอด ระนอง หรือแม่สาย เป็นเพียงแค่ประตูผ่านทางสำหรับรถขนส่งสินค้า หรือตั้งเป้าหมายเพียงตัวเลขยอดการส่งออกในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องขยับฐานะขึ้นมาเป็นผู้ค้ำประกัน และคอยหนุนเสริมระบบนิเวศการค้าและการลงทุนโมเดลใหม่นี้อย่างเป็นรูปธรรมครับ 

ในความฝันของผม สิ่งแรกที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านนโยบายการเงิน อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์ ต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างเข้มข้น อีกทั้งควรจัดตั้งพื้นที่ผ่อนปรนกฎระเบียบทางการเงินชายแดนหรือแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เพื่อแก้กฎหมายและระเบียบธนาคารพาณิชย์ ให้รองรับระบบการค้าด้วยบาร์เทอร์ เทรด (Barter Trade) ที่ถูกกฎหมาย มีกลไกการทำสำนักหักบัญชีชายแดนที่สะดวกรวดเร็ว ตลอดจนยอมรับมติการแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินตรา

การพัฒนาและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบชำระเงินสกุลบาท-จ๊าตโดยตรง เพื่อลดภาระต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ค้ารายย่อย ด้วยการเปิดช่องทางและสร้างระเบียงการค้าที่ปลอดภัย ให้แก่โครงสร้างการร่วมทุนชายแดนของเอกชนไทย เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สมรภูมิการค้าในเมียนมายุคปัจจุบัน ไม่ใช่เกมสำหรับผู้ที่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่เป็นสงครามยุทธวิธีของคนที่อ่านกุศโลบายทางการเมืองเมียนมาได้อย่างทะลุปุโปร่ง

อีกทั้งต้องปรับตัวเข้าหาระบบปิดได้อย่างรวดเร็ว และกล้าที่จะก้าวเท้าเข้าไปยึดครองพื้นที่ว่างบนเชลฟ์ที่ไร้คู่แข่งต่างชาติ ในวันที่ประตูการค้าบานเก่าปิดตัวลงอย่างถาวร.....เอ หรือว่าผมกำลังฝันกลางวันอยู่หรือนี่...