thansettakij
thansettakij
ปากกาปะทะโล่: เมื่อ“นักข่าว”ถูกลูกหลง จากการสลายชุมนุมจะใช้สิทธิเยียวยาอย่างไร?

ปากกาปะทะโล่: เมื่อ“นักข่าว”ถูกลูกหลง จากการสลายชุมนุมจะใช้สิทธิเยียวยาอย่างไร?

05 ก.ค. 69 | 09:45 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.ค. 69 | 10:21 น.

ปากกาปะทะโล่: เมื่อ“นักข่าว”ถูกลูกหลง จากการสลายชุมนุมจะใช้สิทธิเยียวยาอย่างไร? : คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง โดย.. นายปกครอง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,215

“นักข่าว” อาชีพที่มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลข่าวสารหรือความจริงแก่สาธารณชนผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ สื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้ดูเป็นงานที่ท้าทายและได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน

แต่ก็ต้องแลกมาซึ่งการทำงานภายใต้ความกดดัน ทั้งในเรื่องเวลา และ “ความเสี่ยงอันตราย” จากการลงพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ภัยพิบัติ หรือ อยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ 

 

ท่ามกลางกลิ่นแก๊สน้ำตาและความโกลาหลจากการสลายการชุมนุม “นักข่าว” คือผู้ถือความจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง ดังเช่นคดีที่นำมาฝากวันนี้ กรณีนักข่าวได้รับบาดเจ็บโดยถูกลูกหลงจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ คดีนี้ …จะช่วยให้เกิดความชัดเจนในการใช้สิทธิเยียวยาความเสียหายของนักข่าวครับ

โดยเรื่องราวของคดีดังกล่าวมีอยู่ว่า ...ผู้ฟ้องคดีเป็นนักข่าวออนไลน์ของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง อ้างว่าในขณะที่ลงพื้นที่เพื่อทำข่าวการชุมนุมสาธารณะของกลุ่มราษฎร ตนได้รับความเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มราษฎรดังกล่าวด้วย โดยได้รับอันตรายต่อร่างกายและทรัพย์สิน เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้โล่ผลักดันจนล้ม ถูกฟาดด้วยกระบองหลายครั้ง จนเกิดบาดแผลหลายจุด โทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกเสียหาย

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ฟ้องคดี และเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่คู่มือการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และตามแผนการดูแลการชุมนุมกำหนดไว้ 

ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ข้อพิพาทอันเกิดจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองหรือไม่? 

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่า ให้ศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องพิจารณาไปตามหลักทั่วไปที่ว่า ศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ ซึ่งในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า

ในกรณีมีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 14 หรือกรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 หรือมาตรา 18 ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 

(1) กรณีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 14 หรือไม่เลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้รับแจ้งตามมาตรา 18 ให้ประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมภายในระยะเวลาที่กำหนด 

(2) กรณีผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุมฝ่าฝืนมาตรา 7 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 8 มาตรา 15 มาตรา 16 หรือมาตรา 17 ให้ประกาศให้ผู้ชุมนุมแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด วรรคสอง บัญญัติว่า หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะร้องขอต่อศาลแพ่ง หรือ ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ เพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น 

ในระหว่างรอคำสั่งศาลให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมีอำนาจกระทำการที่จำเป็นตามแผน หรือแนวทางการดูแลการชุมนุมสาธารณะที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอแนะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนและคุ้มครองการชุมนุมสาธารณะ 

และได้บัญญัติความไว้ในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ว่า ในกรณีที่ผู้ชุมนุมกระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะรุนแรง และอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้อื่นจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ มีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการกระทำนั้น หากผู้ชุมนุมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวให้เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ และผู้ควบคุมสถานการณ์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณ์ มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 23 

และมาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วยกับคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะเพื่อพิจารณาภายในเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลอุทธรณ์ภาค คำสั่งศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคให้เป็นที่สุด  

จากบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ ได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองไว้เป็นการเฉพาะใน 2 กรณี คือ ตามมาตรา 21 และมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยหาได้มีการบัญญัติให้ครอบคลุมถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง อันเนื่องจากการดำเนินการสลายการชุมนุมสาธารณะ 

                                        ปากกาปะทะโล่: เมื่อ“นักข่าว”ถูกลูกหลง จากการสลายชุมนุมจะใช้สิทธิเยียวยาอย่างไร?

และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะได้มีการร้องขอต่อศาลแพ่ง หรือ ศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ เพื่อมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมสาธารณะนั้น ตามมาตรา 21 วรรคสอง 

อีกทั้งไม่ปรากฏว่า เป็นกรณีที่ผู้ชุมนุมยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ที่สั่งให้ยุติการชุมนุมที่มีลักษณะรุนแรง ตามมาตรา 25 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ และ เป็นกรณีที่ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน 

เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงอยู่ในกำหนดเวลาการฟ้องคดี 

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับเป็นให้รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตามรูปคดีต่อไป (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 17/2569) 
 

สรุปได้ว่า คดีนี้ศาลได้วินิจฉัยให้เกิดความชัดเจนว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฯ ได้บัญญัติให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองไว้เป็นการเฉพาะตามมาตรา 21 และมาตรา 25 โดยมิได้มีการบัญญัติให้ครอบคลุมถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง อันเนื่องจากการดำเนินการสลายการชุมนุมสาธารณะ

โดยกรณีมีผู้ได้รับความเสียหายอันเกิดจากการสลายการชุมนุม ถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อันอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ... นั่นเองครับ

(ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่ “สายด่วนศาลปกครอง 1355”)

คอลัมน์อุทาหรณ์จากคดีปกครอง หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,215 วันที่ 5 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569