thansettakij
thansettakij
ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 'ทางรอดป่า-เศรษฐกิจฐานราก' ตามแนวพระราชดำริ

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 'ทางรอดป่า-เศรษฐกิจฐานราก' ตามแนวพระราชดำริ

คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา : ทางรอดสุดท้ายของผืนป่า และเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวพระราชดำริ ของ 'พ่อหลวง ร.9' ถอดบทเรียน “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” สู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ผสานนวัตกรรมเมียนมา สร้างรายได้-คาร์บอนเครดิต แก้จนอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • นำเสนอโมเดลป่าไม้เศรษฐกิจจากเมียนมาเป็น "ทางรอด" ของไทย โดยสร้างห่วงโซ่มูลค่าครบวงจรเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและสร้างเศรษฐกิจฐานราก
  • แนวคิดดังกล่าวมีรากฐานมาจากโครงการพระราชดำริ "ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มุ่งให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน
  • หัวใจสำคัญคือการทำให้ป่าไม้เป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ผืนป่าโดยคนในพื้นที่เอง

เรื่องราวของนวัตกรรมป่าไม้ในประเทศเมียนมา ที่ผมนำมาเล่าไปแล้วสองตอน ได้มีเพื่อนๆ ส่งข้อความมาทางไลน์เข้ามาหาผมหลายท่าน บางท่านก็บอกว่าอยากเห็นประเทศไทยมีแนวคิดอย่างนี้บ้าง บางท่านก็บอกว่า ต้นยูคาลิปตัสที่ผมเล่ามา เป็นพันธุ์เดียวกันกับที่เคยเป็นต้นไม้ยอดฮิตในบ้านเราเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า? บางท่านก็บอกว่าน่าสนใจมาก สำหรับตัวผมเอง แม้อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคน แต่สำหรับผู้ที่มองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่นโยบาย Net Zero และพลังงานสะอาด ที่ประเทศไทยเราก็มีการรณรงค์เรื่องนี้กันมาโดยตลอด

ผมจึงคิดว่า นี่คือกรณีศึกษาที่เป็น “ทางรอด” มากกว่า “ทางเลือก” หากเราสามารถนำเรื่องนี้ มาเป็นกรณีศึกษา แม้ผู้ประกอบการท่านนั้น (คหบดีชาวเมียนมาที่ผมไปเรียนพบมา) จะกล่าวด้วยความถ่อมตัวว่า ท่านอาจจะข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย แต่ในความจริงแล้ว ความสำเร็จของท่านในสายตาผม คือบทพิสูจน์ว่า “นวัตกรรมที่แท้จริงไม่เคยถูกจำกัดด้วยพรมแดน” หรือสถานการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใดเลยครับ

หากจะมองกลับมาที่บ้านเรา ทุกคนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทยเราเคยได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านเกษตรกรรมในภูมิภาค ในอดีตที่ผ่านมา ในยุคของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พ่อหลวงร.9 ของปวงชนชาวไทย) พระองค์ท่านก็ทรงมีนโยบาย “โครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” อย่างเช่น โครงการปลูกป่าหนึ่งล้านไร่ ที่จังหวัดน่าน ที่เน้นการปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้จาก ไม้กิน ไม้ใช้ และไม้เศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ดินและน้ำ

นอกจากนี้ยังมีนโยบายยุครัฐบาล พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ในปี 2557 ได้มีนโยบายคาร์บอนเครดิต (T-VER) โดยมีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก) ต่อมาในปี 2557-2558 ก็ได้มีการออกนโยบาย “คนอยู่กับป่า” เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่าและที่ดินทำกินแบบเบ็ดเสร็จ โดยใช้หลักการ “รัฐบาลอนุญาตให้ใช้สิทธิทำกิน แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน” ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ ยังคงดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ประชาชนคนไทยทั่วไป ไม่ค่อยจะให้ความสนใจมากนัก อาจจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม จะมีเพียงแต่คนเฉพาะกลุ่มที่มีส่วนร่วมเท่านั้นจึงจะทราบครับ

แต่อย่างไรก็ตามในมิติของป่าไม้เศรษฐกิจ เราก็ยังติดกับดักทางความคิด และกฎหมายที่ซับซ้อน พื้นที่ สปก. หรือพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจำนวนมหาศาล ยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ไร้ค่า หรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ทำลายหน้าดินและต้องพึ่งพาเคมีเกษตรอย่างหนัก อีกทั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ทำให้มีปัญหาขาดแคลนน้ำมัน (ชั่วคราว...ที่ไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะจบเมื่อไหร่) ราคาที่ขึ้นไม่หยุด สินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน(Byproduct) เช่น ปุ๋ย พลาสติก ฯ ราคาก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ป่าไม้และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช อาจจะเป็นทางออกที่ต้องคิดกันได้แล้วนะครับ

เมื่อเราหันไปมองโมเดลที่มัณฑะเลย์ของท่านคหบดีชาวเมียนมา เราจะพบว่าหัวใจหลักของโครงการ คือการสร้าง “Value Chain” ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การที่เขาสามารถสร้างไม้คุณภาพสูงได้ภายในเวลาเพียง 7 ปี และมีรายได้จากปศุสัตว์และพลังงานชีวมวลระหว่างทาง คือการแก้โจทย์ “ความยากจนของเกษตรกร” ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผมจึงคิดต่อไปว่า ถ้าหากเราสามารถนำสายพันธุ์ยูคาลิปตัสพันธุ์ใหม่ ที่แกร่งระดับไม้แดงและต้นอ้ออินเดีย เข้ามาปรับใช้ภายใต้การจัดการระบบป่าไม้ 3 มิติ เราจะสามารถดึงเม็ดเงินมหาศาลจากต่างชาติ ที่ต้องการซื้อ “คาร์บอนเครดิต” และ “ไม้ที่ถูกกฎหมาย” ได้อย่างมหาศาล

แต่ประชาชนของเขา จำเป็นต้องก้าวข้ามมายาคติ ของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และป่า นี่คือความน่าสนใจอีกประการหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งจะคล้ายๆ กับแนวคิดของโครงการพระราชดำริ ที่ผมกล่าวมาในข้างต้น นั่นก็คือการ “สร้างงาน” ในระดับชุมชน พื้นที่ป่าหลายหมื่นเอเคอร์ ที่เขากระจายไปปลูกในหลายรัฐ คือการสร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านนับพันครอบครัว ตั้งแต่คนเพาะกล้าไม้ คนปลูกป่า คนตัดอ้อ คนเลี้ยงแพะและสัตว์อื่นๆ ไปจนถึงแรงงานในโรงเลื่อย เมื่อป่ากลายเป็น “หม้อข้าว” ของชุมชน ชุมชนก็จะทำหน้าที่เป็น “ยาม” ปกป้องป่าไปโดยปริยาย 

นี่คือรูปแบบการอนุรักษ์ป่าที่ยั่งยืนที่สุด คือการทำให้คนในพื้นที่ เห็นว่าป่าไม้ที่เขาร่วมกันปลูกนั้น มีค่ามากกว่าไม้ที่เขาไปแอบตัดแล้วนำที่ดินไปปลูกพืชล้มลุกอื่นๆ การที่นวัตกรรมนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเมียนมา ประเทศที่มีอุปสรรคมากมายรายล้อม จึงสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “สถานที่” แต่ความสำคัญอยู่ที่ “วิธีการ” และ “วิสัยทัศน์” การที่ผมนำเอาเรื่องนี้มาตีแผ่ คือการส่งสัญญาณถึงผู้กำหนดนโยบาย และคนรุ่นใหม่ในไทยเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกมองป่าไม้เป็นแค่ต้นไม้ แต่ต้องมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ที่ต้องการการจัดการอย่างมีชั้นเชิงครับ                 

แม้ว่าท่านคหบดีผู้เล่าเรื่องราวนี้ จะกล่าวด้วยความถ่อมตนว่า ตนเอง “แก่เกินไป” ที่จะลงมือทำเพิ่มเติมด้วยตัวท่านเองอีก แต่ผมก็บอกกับท่านว่า ความจริงแล้วหน้าที่ของผู้มีประสบการณ์อย่างท่าน ท่านก็สามารถทำหน้าที่การเป็น “เข็มทิศ” คอยให้ข้อมูลแก่คนรุ่นหลัง ก็เป็นประโยชน์มหาศาลแล้ว ข้อมูลที่ผมได้รับทราบมาจากปากของท่านคหบดีชาวเมียนมาท่านนี้ ทำให้ผมคิดถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (พ่อหลวง ร.9 ของปวงชนชาวไทย) เพราะนี่คือเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาที่ล้ำค่า ผมจึงหวังว่าการนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังนี้ จะเป็นการปลูกป่าลงในใจของเรานะครับ

ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ หากเราได้เห็นการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ยูคาลิปตัสจากประเทศเมียนมา ที่สวยงามเหมือนไม้ประดู่ หรือเห็นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ต้นอ้อเป็นเชื้อเพลิงในเมียนมา มีการนำแนวคิดนี้มาทำที่ไทยเรา ผมก็อยากให้พวกเรารำลึกไว้เสมอว่า พื้นฐานของรากความคิดเบื้องต้นนั้น มีมาจากแนวทางตามพระราชดำริของพระองค์พ่อหลวงร.9 และส่วนหนึ่งมาจากคหบดีท่านนี้ ที่ท่านได้บุกเบิกขึ้นในเมืองมัณฑะเลย์ ที่ท่านกล้าที่จะคิดนอกกรอบ และกล้าที่จะเปลี่ยนผืนดินที่แห้งแล้งบางส่วนในประเทศเมียนมา ให้กลายเป็นขุมทรัพย์สีเขียวที่ยั่งยืนที่สุด สำหรับมวลมนุษยชาติ

ป่าไม้ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของคนคิดค้นและชาวบ้านที่ร่วมกันปลูก ที่อาจจะไม่ได้ไปนั่งใต้ร่มเงาของป่าที่เขาปลูกมากับมือ แต่มันคือเรื่องราวของการวางรากฐานให้โลก ที่ยังคงหมุนต่อไปได้ด้วยลมหายใจที่สะอาดและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งสืบไปครับ