thansettakij
thansettakij
จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่  12

จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 12

01 พ.ค. 69 | 23:30 น.

จิตเคลมบุ้ค บำรุง สุขเซฟฮาร์ท ฉากที่ 12 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย..ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4197

KEY

POINTS

  • บทความนำเสนอแนวคิดการใช้มุกตลก และมีมเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องและรับมือกับสถานการณ์สงครามในยุคปัจจุบัน
  • มีการเปรียบเทียบทัศนคติต่อสงคราม ระหว่างยุคอดีตซึ่งมีวินัยและมารยาท กับยุคใหม่ที่มักถูกนำมาสร้างเป็นเรื่องตลกขบขัน
  • ผู้เขียนยกตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น จอร์จ วอชิงตัน เพื่อสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การใช้เสียงหัวเราะเป็นวิธีเผชิญหน้ากับความยากลำบากได้ดีกว่า

มุกตลกสงครามโลก คือ รากง่าวของมีมจากแดนตะวันสอบตก นักเขียนเหล่านั้น กำลังขมีขมันล่วงหน้าไปก่อนที่ได้ค่าเขียนรายวัน บวกลบคูณหารแล้วยังยิ้มได้ เพราะมุกตลกหมกสงครามแต่ละสัปดาห์ได้ค่าเขียนมากกว่า 3000 บาท (ฮา)

โปรโมทกันหน้าตาเฉย แย่งกันลุยไปเลย สงครามสนุกมุกตลก มุกตลกฉลาดๆ, มุกตลกสนุกๆ, มุกตลกหยาบๆ, มุกตลกสำหรับผู้ใหญ่, มุกตลกใหม่ๆ มุกเล่าได้เกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI จัดฉากกันเป็นว่าเล่น วันไหนไม่มีการยิงถล่มก็ยังสามารถงมเอามุกประวัติศาสตร์มาแซมได้  (ฮา) จะว่ากันไปก็ไม่น่าจะผิด

 

สงครามสมัยก่อนเขามีวินัยและมารยาทดีกว่ายุคนี้ รบกันเสร็จสรรพสามีกลับมาถึงบ้านหน้าตายังดูดี เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ยุคนั้นทหารทุกแว่นแคว้นยังเป็นทหารหน้าบาง ยุคนี้แตกต่าง ท่าทางจะหน้าหนา บุกเข้าไปแล้วหลบออกมา เผลอแป๊บเดียวก็เฮฮาขำกลิ้ง ลงทุนยิงเพื่อจะเอาน้ำมัน (ฮา)

เจอกระแสแบบนี้ก็แวะไปหา “มีม” เปิดหน้าแรกผมก็เริ่มยิ้ม เจอมุกน้ำจิ้มเล่ากันขลุกขลิกนำร่องให้รู้ว่า เขายังไม่ครั่นคร้ามเพราะสงครามในยุคชักเข้าชักออกเขาหรรษามากกว่าสมัยแกว่งดาบ ช่วงไหนว่างก็คว้าโทรศัพท์จะได้งับเอามุกมาคุยกันเล่นซะงั้น  

 

หัวหน้าหน่วยเขาถามว่า "สินค้าที่บรรทุกไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ที่ใช้ในกองทัพ เขาเรียกว่าอะไร?" ลูกน้องมั่นใจตอบเจ้านายฉับพลันว่า "อาวุธขนาดเล็ก ครับผม" 

เราจะติเขาที่นักเขียนเขาเขียนดันดื้อๆว่า บัดนี้ จักรวาลเรามี Wise World War คือ สงครามโลกอันชาญฉลาด มันก็พูดยาก เพราะว่า จอร์จ วอชิงตัน ท่านเคยพุดเอาไว้ว่า “การเดินทางชีวิตที่ยากลำบากด้วยการหัวเราะย่อม ดีกว่าการร้องไห้แน่นอน” การทำนายของท่านก็ปรากฏผล "ข้างเคียง" เกือบจะไม่ได้อยู่ "ข้างเตียง" กับ คู่ชีวิต 

นักข่าวก็ติดตามนำเอามาเล่าว่า วอชิงตัน ท่านรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1755 ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้ช่วยนายพล ในกองกำลังอาณานิคมของ นายพล เอ็ดเวิร์ด แบรดด็อก แม้ว่าม้าสองตัวจะถูกยิงตาย และ โดนกระสุนปืนคาบศิลาถึงสี่นัด ทะลุเสื้อโค้ทของเขา ท่านวอชิงตัน ก็รอดชีวิตจากการโจมตีของกองกำลังผสมฝรั่งเศสและชนพื้นเมืองออกมาได้

อ่านแล้วก็เป็นห่วง ทรัมป์ จะดวงแข็งหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ฮา) 
ไอ้ที่ ฮา เนี่ย ผมไม่เสียมารยาทนะ เรากำลังเดินตามเจ้าใหญ่นายโตว่า “การเขียนบทความจะคลายความลำบากได้ด้วยการหยอดมุกฮาดีกว่าการร้องไห้แน่นอน”  (ฮา)  

หลังจากตั้งหลักปักฐานโดยไม่ต้องขุดอุโมงแบบใครบางคน จอร์จ วอชิงตัน ท่านก็ต้องแถลงการณ์เมื่อมี ข่าวเล่า เอามา ลือเท็จ ว่าเขาเสียชีวิต ของเขาเริ่มแพร่ ท่านวอชิงตัน จึงเขียนจดหมายถึง จอห์น ออกัสติน วอชิงตัน น้องชายของเขาว่า

"เนื่องจากนับตั้งแต่ผมมาถึงที่นี่ ผมได้ฟังเรื่องราวโดยละเอียดเกี่ยวกับการตายและคำพูดก่อนตายของผม ผมจึงขอถือโอกาสนี้โต้แย้งเรื่องแรก และ ยืนยันกับท่านว่า ผมยังไม่ได้แต่งคำพูดก่อนตายอะไรเลย" (แป่ว...แหว่วๆๆๆ) 

มีมุกแกงเลียงเขาส่งเสียงเล่าไว้ว่า ทหารนอกเวลาราชการคนหนึ่งขึ้นรถไฟ เมื่อรถไฟจอดที่สถานีแรก นายพลคนหนึ่งเดินเข้ามา ทหารคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ นายพล กล่าวว่า "นั่งลงเถอะ ทหาร" รถไฟจอดที่สถานีที่สอง ทหารคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง นายพลก็กล่าวอีกครั้งว่า "นั่งลงเถอะ ทหาร" 

เมื่อรถไฟจอดที่สถานีที่สาม ทหารคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้ นายพลมองเขาแล้วพูดว่า "คุณไม่จำเป็นต้องทำความเคารพทุกครั้งที่รถไฟจอด" ทหารคนนั้นตอบ "ตะบะปริ" ว่า "ผมอยากลง ผมเลยสถานีที่ต้องลงไปแล้ว 2 สถานี ครับท่าน"  (ฮา) 

ขอสงวนนามขอผู้นำต่างประเทศท่านหนึ่งบอกกล่าวไว้ว่า "ฟังนะ เวลาจะบุกรุกประเทศไหน คุณต้องใช้ความระมัดระวังอย่างเหมาะสม เพราะอย่างที่เราเรียนกันในโรงเรียนแล้วว่า วิธีถอนกำลังออกไปนั้นไม่ได้ผลเสมอไป" 

มีคนที่ผมคุ้นเคยบอกกับผมว่า ทำไมสมัยเราเรียนหนังสือ ไม่มีใครเอาสำนวนนี้มาบอกนะ ผมถามเขาว่า  แล้วไง เขายิ้มมีเลศนัยแล้วเฉลยว่า เราจะได้เอาไปกำชับว่า "ฟังนะ พรรคพวก เวลาจะไปสอบห้องไหน เราต้องใช้ความระมัดระวังในการเข้าการออก เราตกลงกันในโรงเรียนแล้วว่า  วิธีถอนกำลังออกไปจากห้องสอบนั้น มันไม่ได้ผลเสมอไป" (ฮา) ผมอมยิ้มคิดอยู่ในใจว่า "ถ้าคิดจะเอาตามที่ว่า ประเทศชาติเรารุ่งเรืองเลยนะมึง"  อิๆ...

ท่านใดที่ติดตามการเป็นนักเขียนของผม พอจะคุ้นๆ กับแนวทางบ้างหรือยัง ครั้งนี้ผมเอาเรื่องที่มีอยู่แล้วนำ จัดวาง ความยากตรงจุกจิกที่เรียกว่าเป็นดอกสร้อยนี่แหละ มันเป็นดาวยั่ว แปลงคำบ้าง เติมแสงสีคล้ายกับเอาภาพถ่ายขาวดำมาแปลงโฉมเข้าไป สำคัญตรงที่ต้องรู้จักมักคุ้นกับคำศัพท์นั้น ไม่งั้นมันจะเข้ากันไม่ได้

อย่างเช่น  จอร์จ คาร์ลิน เป็นนักแสดงตลกเดี่ยว (Stand-up Comedian) นักวิจารณ์สังคม นักเขียน และนักแสดงชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล เขาพุดกระแซะแหวะลึกว่า  

“ประเทศนี้มีอายุแค่ 200 ปี แต่เราทำสงครามใหญ่มาแล้ว 10 ครั้ง เฉลี่ยแล้วเราทำสงครามใหญ่ทุกๆ 20 ปี ดังนั้นเราจึงเก่งเรื่องนี้!

และนั่นเป็นเรื่องดี เพราะเราไม่เก่งอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว! สร้างรถยนต์ดีๆ ไม่ได้ ผลิตทีวีหรือเครื่องเล่น วิดีโอที่ใช้การได้ดีก็ไม่ได้ อุตสาหกรรมเหล็กก็ไม่มีเหลือแล้ว การศึกษาเยาวชนก็ไม่มี การดูแลสุขภาพคนชราก็ไม่มี แต่เราสามารถทิ้งระเบิดประเทศของคุณได้ โอเค! โดยเฉพาะถ้าประเทศของคุณเต็มไปด้วยคนผิวสี โอ้ เราชอบแบบนั้นใช่ไหม? นั่นคืองานอดิเรกของเรา! นั่นคืองานใหม่ของเราในโลกนี้: ทิ้งระเบิดคนผิวสี” 

ผมไม่ได้เอามาเล่าเพื่อ ยินดี หรือ ยุยง อย่างน้อยที่สุด ถ้าความเลวร้ายนั้น ยังไม่ข้ามเส้นเข้ามาในแผ่นดินไทย ผมจะพยายามไม่เข้าไปสำแดง เรียนจบกฎหมายมาทั้งที ก็ต้องระวังตัวไม่ให้โดนเรียกไปทอล์คโชว์กลางศาล เพราะว่าที่นั่นไม่มีค่าตอบแทนเหมือนห้องบรรยาย (ฮา)

คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย..ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4197