
ส่องอนาคตประเทศไทย
พชร นริพะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. วิเคราะห์จุดพลิกผันตลาดทุนไทย ตั้งแต่ยุคทองพลังงานสะอาดที่พลาดโอกาส สู่การเกิด "เมกาเฟิร์ม" ที่ฉุดดัชนีหุ้น พร้อมเสนอ 4 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจไทย ผ่าน Data Center, Smart Grid และ AIDP2026
จุดเปลี่ยนของตลาดทุนไทยอยู่เมื่อปี พ.ศ. 2555-2560 เมื่อธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้รับการส่งเสริมให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากแผนพลังงาน ค.ศ. 2015 หรือ PDP2015 ซึ่งนั่นก็คือจุดเกิดของตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ทะยานเข้าสู่ 1,800 จุด ในปี พ.ศ. 2561 โดยมีบริษัทจดทะเบียนเด่น ๆ หลายตัว เช่น EA, SPCG, GUNKUL, SUPER และ BCPG บริษัทเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมในเวลานั้น
โอกาสที่สูญหาย กับ การเกิดของ Mega Firm
ในช่วงยุคทองของไฟฟ้าพลังงานสะอาด สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีจากพลังงานสะอาด เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่อ, ระบบ Smart Grid, Rooftop และแบตเตอรี่ ซึ่งจะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่อย่างมหาศาล แต่ในแผนพลังงานฉบับเดียวกัน กลับมีการให้ความสำคัญกับพลังงานก๊าซธรรมชาติ และเมื่อบริษัทที่ได้รับสิทธิการขายนำตัวเองเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ด้วยขนาดและการพึ่งพาการผลิตแบบไม่จำกัดปริมาณ จึงทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะเกิดจากพลังงานสะอาดหมดโอกาสเติบโตในทันที
ส่งผลให้โอกาสในการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้เกิดขึ้น แต่กลับเกิด "เมกาเฟิร์ม" (Mega Firm) ยักษ์ใหญ่ ที่ดึงสภาพคล่องในตลาดไป และเกิดการซื้อกิจการครั้งใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม ปัจจัยรวมกันเหล่านี้ ทำให้บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ที่เคยเข้ามาเป็นตัวเล่นหลักต้องหมดสภาพ จนดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับต่ำกว่าปี พ.ศ.2561 มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน
อนาคตที่หมองหม่น กับ แสงสว่างปลายอุโมงค์
ถึงเราจะพลาดโอกาสนั้นไป แต่เราคงไม่ยึดติดกับอดีตและพร้อมที่จะเรียนรู้จากข้อผิดพลาด โครงสร้างพื้นฐานและระบบการบริหารประเทศของเราที่ได้รับการพัฒนามาจากรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. 2543-2547 ก็ยังมีมูลค่าเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบัน ประกอบกับโลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จนทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัลและโลกกายภาพ ซึ่งประเทศไทยสามารถดึงดูดความต้องการการลงทุนใน Data Center และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทคได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ประกาศว่ามีแผนขอส่งเสริมการลงทุนคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท
แต่เพราะหลัก Scarcity (ความขาดแคลน) ในด้านเศรษฐศาสตร์ ความต้องการทรัพยากรของอุตสาหกรรมใหม่นี้ ต่างกับการผลิตในอุตสาหกรรมเดิมของประเทศไทย อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปและปิโตรเคมี โดยอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้มีความต้องการน้ำสะอาดและพลังงานเกินกว่าธุรกิจดั้งเดิมไปมาก ทำให้ต้องมีการจัดสรรและออกแบบเชิงโครงสร้างใหม่ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ออกแบบพื้นที่การเข้าถึงทรัพยากร ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และบุคลากรใหม่ทั้งหมด
การกระตุ้น MPI ควบคู่กับ GDP
สิ่งที่น่าเป็นกังวลสำหรับการเข้ามาของอุตสาหกรรมทั้งสองคือ การแย่งทรัพยากรกันเอง และการคำนวณผลผลิตที่เกิดขึ้นจากสองอุตสาหกรรม ดังนี้
- Integrated Data Center (IDC) : ต้องการไฟฟ้าและน้ำสะอาดเป็นหลัก โดยเฉลี่ยแต่ละแห่งต้องการพลังงานตามขนาดของการลงทุน ซึ่งความต้องการลงทุนในปัจจุบันมีปริมาณตั้งแต่ 100 MWe ถึง 2 GWe เป็นอย่างต่ำ
- Electronic Component Manufacture (ECM) : ต้องการไฟฟ้า, น้ำสะอาด และแรงงานฝีมือ โดยพึ่งพาโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตและใช้ไฟประมาณ 100 MWh ถึง 500 MWh
ซึ่งในแง่เศรษฐศาสตร์แล้ว ECM จะสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยตรงให้มากกว่า IDC เพราะมีการใช้แรงงานและการส่งออกสินค้าทางกายภาพ แต่ IDC ก็มีความสำคัญเพราะเป็นตัวส่งเสริมอุปทานในประเทศให้กับ ECM ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนใน ECM ให้เกิดขึ้นเนื่องจากมีกำลังซื้อในประเทศ
หากเทียบกับอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคอื่นแล้ว ประเทศไทยเจริญไปเกินกว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิม เมื่อผนวกกับกำลังการผลิตของจีน การเข้าสู่ตลาด ECM จะเป็นจุดแข็งของประเทศที่เหนือกว่าประเทศอื่นทั้งหมด หากออกแบบนโยบายดี ๆ จะเป็นการดึงดูดนักลงทุนและบริษัทผู้ผลิตมาอยู่ในประเทศ รวมถึงช่วยพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวได้อีกด้วย
ด้วยเหตุผลนี้ การออกแบบนโยบายให้สมดุลจึงเป็นสูตรที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ยั่งยืน เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นจากทั้งภาวะภายในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ ซึ่งดัชนีทางเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "การตรวจสุขภาพประจำปี" ต่างบ่งชี้ให้เห็นถึงภาวะที่ไม่สู้ดีนัก
การที่ GDP ของเราต่ำมาเป็นเวลานานทั้ง ๆ ที่ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้น การที่อัตราดอกเบี้ยเราต่ำแต่กลับไม่มีการลงทุนภายในประเทศ ค่าเงินที่แข็งเกินสถานภาพทางการเงิน และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดล้วนแสดงอาการสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
การแก้ปัญหา Dual Deficit
เนื่องจากรัฐบาลไทยกำลังกู้เงินอย่างมหาศาล และยุคนี้ไม่ใช่ยุคส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Made-in-Thailand อีกต่อไป การกู้เงินมาเพื่อให้ประชาชนบริโภค ณ ปัจจุบัน จึงไม่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการได้รับการผลิตมาจากประเทศจีนเพราะต้นทุนที่ถูกกว่ามาก ทำให้ประเทศไทยต้อง "ขาดดุลสองขา" (Dual Deficit) คือ ขาดดุลทั้งจากการใช้จ่ายของรัฐ และขาดดุลจากการนำเข้าของต่างชาติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต้นทุนพลังงาน)
การแก้ปัญหาเร่งด่วนคือ ต้องลดการลงทุนโดยรัฐที่สิ้นเปลืองไปกับสินค้าต่างชาติ เช่น การใช้เงินเพื่อนำเข้าสินค้าต่าง ๆ แล้วเร่งเพิ่มความสามารถในการผลิตของ Made-in-Thailand โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ Digital Service พร้อมทั้งปรับรูปแบบการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพและใช้เท่าที่จำเป็น มากกว่าการใช้สุรุ่ยสุร่ายอย่างที่เคยเป็นมา
นอกจากนี้ การลงทุนของรัฐต้องสร้างผลผลิตสองอย่างคือ 1) สร้างงาน และ 2) สร้างรายได้ โดยขารับ (ผู้ได้รับผลประโยชน์) ต้องเป็นคนไทยอย่างน้อย 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% สามารถเป็นแรงงานต่างชาติที่ใช้จ่ายภายในประเทศไทยได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงควบคู่กันไป เราไม่ต้องการกดค่าแรงจนทำให้คนทำงานไม่มีกำลังในการบริโภค หรือห่วงต้นทุนค่าแรงจนเกินไป แต่ควรปล่อยค่าแรงมีเสรีตามราคาตลาดและให้เป็นไปตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน สิ่งนี้จำเป็นต่อการสร้างฐานะทางการเงินของรัฐและลดการขาดดุลบัญชีรายจ่าย การคงสถานะเพดานเงินกู้ไว้เป็นสิ่งที่ดี แต่หากสุขภาพทางเศรษฐกิจไม่ดี การคงเพดานไว้ก็ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน
ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย ได้มีโอกาสลงทุนในทรัพย์สินภายในประเทศ หรือสามารถย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่ภายในประเทศไทยได้ ก็จะช่วยลดการส่งรายได้กลับประเทศ และช่วยกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงทำให้เกิดการจ่ายภาษีด้วย เนื่องจากปัจจุบันฐานภาษีจากแรงงานไทยร่อยหรอลงมาก จากอัตราการเกิดที่ลดลงและประชาชนที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอายุ ประเทศไทยต้องการแรงงานมาช่วยพัฒนาประเทศ และการให้โอกาสคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีก็เป็นสิ่งที่ควรทำเช่นกัน
ข้อเสนอเพื่อไปให้ถึงแสงสว่างปลายอุโมงค์
และเพราะปัญหาการจัดการทรัพยากรรัฐคือหน้าที่และภารกิจหลักของรัฐบาล การจะทำให้ประเทศไทยเดินไปยังปลายทางอุโมงค์ และทำให้ประชาชนไทยรวมถึงคนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น คือการสร้างสมดุลของอุตสาหกรรมภายในประเทศ การออกแบบการใช้ทรัพยากร และการสร้างพื้นฐานให้กับประชาชนและผู้อยู่อาศัย สิ่งที่จะลดทอนความสำเร็จลงคือ ความไม่ไว้ใจกัน การคดโกง และการเอาเปรียบโดยคนกลุ่มน้อย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเพราะการกำกับดูแลไม่แข็งแรงพอ และบุคลากรของรัฐใจแข็งไม่พอ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้า และหากเราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต คือการป้องกันการเกิดของ Mega Firm ที่มักจะทำลายสมดุลในระบบ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมประเทศไทยคือ "การขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างรุนแรง" (Conflict of Interest) ของผู้ผลิตไฟกับผู้ใช้ไฟ หากเป็นบุคคลเดียวกันหรือกลุ่มเดียวกัน เพราะประเทศไทยให้ประชาชนจ่ายค่าไฟให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้ประชาชนจ่ายเงินให้กับธุรกิจทั้งสองกระเป๋า
บทเรียนนี้เช่นเดียวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และการเกิดของ Mega Firm อย่าง Standard Oil ของตระกูล Rockefeller ณ ตอนนั้น รัฐบาลสหรัฐแก้ไขได้ทันท่วงทีด้วยการตั้งการออก Sherman Anti Trust Act และตั้ง FTC ขึ้นมาก่อน บริษัท Standard Oil จะเริ่มทำการเข้าซื้อทางรถไฟ ของ Carnegie หากรัฐบาลไทยม่สามารถบริหารทรัพยากรให้สมดุลได้ ประเทศไทยจะยิ่งมืดมิดลงไปอีก
ดังนั้น การออกแบบการเข้าถึงทรัพยากร การสร้างผู้ประกอบการ และการป้องกันการขยายตัวของเมกาเฟิร์ม จึงเป็นหลักคิดสำคัญในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศไทยไปต่อได้โดยไม่หกล้มเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งกรอบคิดในเบื้องต้นประกอบด้วย 4 ข้อ ดังนี้
- การออกแบบให้ผู้ลงทุน Data Center รับผิดชอบลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้าเอง: พร้อมทั้งกำหนดให้มีกำลังการผลิตเพิ่มเผื่อแผ่ไปยังประชาชนในพื้นที่รอบ ๆ ด้วย ซึ่งจะทำได้ต้องมีระบบ Dynamic PDP คือมีขั้นต่ำ (Minimum) แต่ไม่มีการเพดานสูงสุด (Not cap maximum) แต่ปรับเปลี่ยนไปโฟกัสที่ระบบการกระจายไฟฟ้า (Distribution) และการสร้างความเสถียร (Stabilization) แทน ซึ่งวิธีนี้จะสามารถรองรับการลงทุนและทำให้ประชาชนได้รับอานิสงส์อย่างต่อเนื่อง
- การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด: พัฒนา Smart Grid และสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าทั้งแบบค้าปลีกและค้าส่ง เพื่อดึงดูดการออกแบบระบบการผลิตและการกระจายไฟฟ้าในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก การทำเช่นนี้จะสร้างระบบราคาที่ยืดหยุ่น (Dynamic Pricing) และเกิดตลาดแข่งขันไฟฟ้าเสรี ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ใช้ไฟถูกลงในบางพื้นที่ และแพงขึ้นในบางพื้นที่ตามกลไกตลาดและการแข่งขัน ถือเป็นการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นไปในตัว สร้างอุปสงค์ เช่น บ้านพักอาศัยและงานในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ และที่สำคัญคือช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งรัฐและประชาชน
- การปรับปรุงวิธีการใช้งบลงทุนของรัฐ: โดยเฉพาะในส่วนของงบลงทุนด้านเทคโนโลยี ด้วยการโละระบบเก่า (Legacy) ที่มีต้นทุนสูงแต่ประสิทธิภาพต่ำ แล้วเปลี่ยนจากงบลงทุน (CAPEX) ให้เป็นงบรายจ่ายสาธารณูปโภค (OPEX) แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่เดิมทีต้องใช้จ่ายปีละกว่าแสนล้านบาท ให้ลดลงเหลือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี เพื่อลดการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไร้มูลค่า และเป็นการสร้างผู้ประกอบการผู้ให้บริการในตลาดให้มากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสให้แก่กลุ่ม SMEs และธุรกิจท้องถิ่นในการเข้ามาเป็นผู้ให้บริการสำหรับภาครัฐในพื้นที่ต่าง ๆ
- การสร้างอุปสงค์และการพัฒนาตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์: เพราะเราสามารถเรียนรู้จากความสำเร็จในอดีต เรื่องการส่งเสริมธุรกิจพลังงานสะอาดให้เข้าสู่ตลาดหุ้นได้อย่างรวดเร็ว การสร้างอุปสงค์จากภาครัฐโดยระบุความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI จึงเป็นทางออก เมื่อมี Dynamic PDP แล้ว ประเทศไทยก็ควรมี AIDP (AI Development Plan) ด้วย เพื่อให้รัฐสร้างขีดความสามารถ (Capacity) ภายในประเทศ และดึงดูดการลงทุนทั้ง IDC และ ECM ไปพร้อม ๆ กัน การคำนวณความต้องการของ AIDP ก็ไม่ต่างอะไรกับความต้องการไฟฟ้า โดย AIDP2026จะระบุถึงความต้องการระบบประมวลผลของรัฐและประชาชน เพื่อให้รัฐจัดซื้อและนำมาใช้ในงานบริการภาครัฐและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ทั้งประชาชนและภาครัฐ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ
โดยทั้งหมดที่กล่าวไปในเบื้องต้นนี้ เราต้องเชื่อในหลักการว่า สิ่งสำคัญคือการสร้าง "ผู้ประกอบการ" ให้ได้รับโอกาสทางธุรกิจ การสร้างงานให้เกิดรายได้ และการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดยจะประสบความสำเร็จได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีสุขภาพทางการเงินที่ดี เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยที่จะต้องมีความสามารถในการหารายได้ให้มากกว่ารายจ่าย โดยต้องเน้นการพัฒนาสังคมและพื้นฐานครอบครัวควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยและสังคมไทย เพราะหน้าที่หลักของรัฐไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนใช้งบประมาณไปวัน ๆ เท่านั้น แต่คือการกระจายทรัพยากรและจัดสรรสิ่งที่รัฐมีอยู่ให้ถูกที่ถูกทางด้วยเช่นกัน







