
สรุปมติครม. จัดเต็ม 4 มาตรการช่วยค่าครองชีพ เงินอุดหนุน ช่วยค่าน้ำมันแพง
สรุปมติครม. อนุมัติ 4 มาตรการให้ความช่วยเหลือลดค่าครองชีพ รองรับผลกระทบค่าน้ำมันแพง ทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ครอบคุลมทั้งประชาชน กลุ่มเปราะบาง ภาคการขนส่ง และเกษตรกร รวมไว้ทั้งหมดที่นี่ครบ
11 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครอบคลุมประชาชนกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มภาคขนส่งรวมทั้งหมด 4 มาตรการใหญ่
"วิกฤตสงครามสู้รบในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตของทั้งโลกนำไปสู่เรื่องวิกฤตพลังงาน และอาจจะนำไปสู่วิกฤตในเรื่องของสินค้าและราคาสินค้า รัฐบาลจึงมีมาตรการชะลอผลกระทบและดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อป้องกันวิกฤตไปสู่ภาคอื่น ๆ โดยเข้าใจว่าสถานการณ์นี้ อาจจะเป็นสถานการณ์ที่มีผลในระยะยาว มาตรการที่ออกมาจึงไม่ใช่แค่ช่วยเหลือระยะสั้น แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการในการปรับตัวไปสู่ระยะยาวด้วย" นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง 4 มาตรการใหญ่ มีรายละเอียดดังนี้
1.มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน
กลุ่มเปราะบาง: รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ส่วนเดือนต่อไปจะหารือกับสำนักงบประมาณต่อไป
กลุ่มประชาชนทั่วไป: เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้
(1) ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
(2) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569
(2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
(3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตและมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี
ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือนระยะเวลาโครงการ 3 ปี
3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ
คู่สัญญาภาครัฐ : กรมบัญชีกลางได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น
พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 - 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว
รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ
มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation)
นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง
4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง
สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งทุกกลุ่ม รวม 4.6 แสนคัน เป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,060 ล้านบาท ดังนี้
(1) กลุ่มรถบรรทุก โดยรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้ง GPS 164,106 คัน ได้รับเงินสูงสุด 6,000 บาทต่อคัน และรถบรรทุกที่ไม่ได้ติดตั้ง GPS 123,069 คัน ได้รับเงิน 3,000 บาทต่อคัน
(2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ 115,280 คัน รับเงินอุดหนุน 840 บาทต่อคัน
(3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัสระหว่างจังหวัด) 3,128 คัน อุดหนุน 10 บาทต่อลิตร ตามระยะทางวิ่งจริง
(4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 (รถตู้โดยสาร รถมินิบัส และรถสองแถว กทม.) 1,892 คัน รับเงินอุดหนุน 5,040 บาทต่อคัน
(5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1,635 คัน รับเงินอุดหนุน 5,040 บาทต่อคัน
(6) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง โดยรถบัส 23,192 คัน รับเงินอุดหนุน 7,000 บาทต่อคัน ส่วนรถตู้และมินิบัส 29,486 คัน รับเงินอุดหนุน 5,040 บาทต่อคัน
(7) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. 200 ล้านบาท เป็นส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในช่วงวันที่ 6 – 19 เมษายน 2569
ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนเยียวยา ตั้งแต่วันที่ 16 - 19 เมษายน 2569 นี้ โดยผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนโดยตรงผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส
นายกฯ สั่งลดงบประมาณ-WFH
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้เน้นย้ำขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่จะต้องไปเตรียมทำงบประมาณพิจารณาลดใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการงดการไปศึกษาดูงาน ฝึกอบรมในต่างประเทศ การปรับรูปแบบการดำเนินงาน การลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เช่น มาตรการ Work from home ที่นายกฯ ได้กล่าวไปแล้วเพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ๆ เหล่านี้
โดยรัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณสำหรับดูแลประชาชนสภาพวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ โดยในภาพรวมนั้น ต้องบอกว่าเงินเฟ้อเดือนมกราคม-มีนาคม ก็ยังติดลบอยู่ และกระทรวงพาณิชย์พยายามดูแลและหาทางป้องกันปัญหาล่วงหน้า เพื่อชะลอผลกระทบที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น







