
ตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ได้เร็ว เร่งปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย
ตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ ได้เร็ว เร่งปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,177
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่า รัฐบาลชุดใหม่ "อนุทิน 2" จะสามารถจัดตั้งและเข้าบริหารประเทศได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
- ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐหยุดชะงัก
- รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งสร้างความชัดเจนทางนโยบาย และดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อและเร่งรัดการลงทุน
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง คาดการณ์ว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุทิน 2 จะเป็นไปตามไทม์ไลน์สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ภายในช่วง เดือนมิถุนายน 2569 โดยกระบวนการจะเริ่มจากการเปิดประชุมรัฐสภา, โหวตเลือกประธานสภา, โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี, และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามลำดับ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ อย่างเป็นทางการ ครบ 400 เขต ซึ่งได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นรูปธรรมตามไทม์ไลน์ ได้มากขึ้น หรือ อาจเร็วกว่านั้นตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตามแผนที่วางไว้ได้ โดยเฉพาะ“ควิก-บิ๊ก-วิน”
หากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ โมฆะ เลือกตั้งใหม่ จะสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ ไม่เพียงทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายหยุดชะงักแต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นักลงทุน และ ประชาชนโดยตรง
ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง การส่งออกฟื้นตัวไม่เต็มที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อได้อีก การจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็วจึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมือง แต่คือเงื่อนไขสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
ภาคเอกชนรอความชัดเจนของทิศทางนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องไม่สะดุด ยิ่งล่าช้า ยิ่งกระทบการเบิกจ่ายภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย รัฐบาลใหม่จึงต้องเร่งสร้างภาพความชัดเจนกำหนดทีมเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ และได้รับความเชื่อถือ ประกาศโรดแมปฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาวอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการเร่งด่วนควรมุ่งกระตุ้นกำลังซื้อดูแลเอสเอ็มอี ที่ยังเปราะบางพร้อมทั้งเร่งรัดการลงทุนภาครัฐให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ
ระยะกลาง ต้องยกระดับความสามารถการแข่งขันผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว และ ระยะยาว ต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และพัฒนาทักษะคนไทย
วันนี้โจทย์ไม่ใช่เพียง “ใครจะเป็นรัฐบาล” แต่คือ “รัฐบาลใหม่จะทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด” เพราะทุกวันที่เสียไป คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่หายไปเช่นกัน
ประเทศไทยต้องการความชัดเจน ต้องการเสถียรภาพและต้องการรัฐบาลที่พร้อมเร่งเครื่องเศรษฐกิจทันที ก่อนที่ความล่าช้าจะกลายเป็นต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายแพงกว่านี้
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,177 วันที่ 22 -25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

