thansettakij
thansettakij
พระนอน วันอังคาร

พระนอน วันอังคาร

“พระนอน” พระประจำวันอังคาร ไขปริศนาความงามแห่งพุทธศิลป์ สู่ตำนานปาฏิหาริย์ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีความงดงามโดดเด่น สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีรายละเอียดทางศิลปกรรมที่ประณีต โดยเฉพาะลวดลายมุกมงคล 108 ประการที่ฝ่าพระบาท
  • ความหมายและคติธรรมของพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สื่อถึงการนอนแบบสีหไสยา คือการนอนตะแคงขวาอย่างมีสติ อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เสด็จดับขันธปรินิพพาน และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตและการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
  • ความเชื่อและตำนานเกี่ยวกับพระพุทธไสยาสน์ พระนอนถือเป็นพระประจำวันอังคาร ซึ่งเชื่อมโยงกับการระงับความโกรธและการมีสติ นอกจากนี้ยังมีตำนานปาฏิหาริย์ของพระนอนวัดป่าโมก ทั้งเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงอธิษฐานขอชัยชนะและเรื่องเล่าถึงพระนอนพูดได้และบอกตำรายารักษาโรค

คุณเกิดวันอังคารหรือเปล่า? ตามตำราของฝ่ายพระพุทธรูปร่วมสมัย ท่านว่าพระประจำวันอังคารคือพระพุทธรูปปางไสยาสน์_พระนอน อันเป็นงานศิลปะที่มีความละเอียดอ่อนซึ่งบรรพชศิลปินผู้สร้างสรรค์ จำลองเอาสถานการณ์เมื่อพระพุทธองค์ทรงเอนร่างพระวรกายบรรทมลง

ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันเอาไว้คำว่าปางในที่นี้ไม่มี ร. เรือเพราะถ้ามี ร. เรือแล้วเป็นปรางหรือว่ามะปรางไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับปางนั้นหรือครั้งนั้นที่พระพุทธองค์ทรงกระทำนั่นกระทำนี่ พระนอนที่มีขนาดใหญ่มากๆและเป็นที่เชิดหน้าชูตาในทางศิลปะประธานาธิบดีต่างประเทศมาทีไรถึงว่านับถือคนละศาสนายังต้องมาแวะเยี่ยมชมเพราะศิลปะความสวยงามดึงดูดใจได้แก่พระนอนที่วัดโพธิ์ ซึ่งยุคหนึ่งมีงานประจำปีที่มีชื่อเสียงหรูหราว่า “งานนักขัตฤกษ์นมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดพระเชตุพนฯ” แต่ใครทั่ว ๆไปคงเรียกกันว่า งานประจำปีวัดโพธิ์อยู่นั่นเอง “งานนักขัตฤกษ์” หมายความว่า เป็นงานสนุกสนานตามฤดูกาล งานรื่นเริงประจำปี เป็นคำบาลี นักขัตมีความหมายทำนองเดียวกันกันนักษัตร _ ปีนักษัตร/ดาวนักษัตร

มีหลายเรื่องในตำนานฝ่ายพุทธศาสนากล่าวถึงงานนักขัตฤกษ์ เช่น เรื่องนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตอนเป็นสาวเที่ยวงานนักขัตฤกษ์ประจำปี พราหมณ์ของมิคารเศรษฐีบิดาของปุณณวัฒนกุมาร พบนางในงานนี้ หรือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะตอนที่ท่านยังเป็นหนุ่มสำราญ พากันไปงานนักขัตฤกษ์เหมือนกัน เกิดความเบื่อหน่ายชีวิตเพราะดูมหรสพในงานนี้จึงได้ออกบวช งานนักขัตฤกษ์ วัดโพธิ์แต่เดิมนั้น เป็นงานไหว้พระประจำปี เปิดพระวิหารตามทิศต่าง ๆ สี่ทิศให้ผู้คนเข้ามมัสการทั่วไป เป็นงาน ออกร้านที่สนุกสนานงานใหญ่งานหนึ่ง

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนาพระอารามนี้ บริเวณข้างด้านตะวันตก ไปเพียงเขตมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญ์เท่านั้น ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้ขยายบริเวณออกไปทางทิศตะวันตกด้านเหนือ ที่ตรงนั้นเป็นวังของพระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้ากุ หรือที่เรียกกันว่า เจ้าครอก วัดโพธิ์ [ต่อมาได้สถาปนาเป็นกรมหลวงนรินทรเทวี] ซึ่งขณะนั้นพระองค์เจ้ากุสิ้นพระชนม์แล้ว คงเป็นที่ประทับของพระโอรสคือกรมหมื่นนรินทรเทพและกรมหมื่นนเรนทรบริรักษ์ ก็โปรดฯให้ไปประทับที่วังสร้างใหม่ใกล้ประตูสะพานหัน ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระประทับบรรทม (พระนอน) ขึ้นที่ตรงบริเวณวังนั้นเพราะพระพุทธรูปปางที่สำคัญองค์อื่น ๆ มีอยู่แล้ว ขาดแต่ปางบรรทมเท่านั้น พระพุทธปฏิมากรองค์นี้สร้างด้วยก่ออิฐถือปูน แล้วลงรักปิดทอง ยาว ๑ เส้น ๓ วา สูง ๑๕ เมตร เฉพาะพระพักตร์จากไรพระศก (ไรผม) ถึงพระหนุ (คาง) ยาว ๑๐ ศอก กว้าง ๕ ศอกฝีมือช่างสิบหมู่ของหลวง พระองค์เจ้าลดาวัลย์ (ต่อมาเป็นกรมหมื่นภูมินทรภักดี)ทรงกำกับการสร้าง สร้างองค์พระก่อนแล้วจึงสร้างพระวิหารในภายหลัง พระวิหารสร้างลดมุข ๓ ชั้นอย่างพระอุโบสถ หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีขาบ พื้นในพื้นนอกและพื้นชานชาลาปูหินแดงแขวงเมืองราชบุรี เพชรบุรี พระพุทธบาทยาว ๕ เมตร สูง ๓ เมตร โปรดฯ ให้จำหลักมุกภาพมงคล ๑๐๘ ประดับที่พื้นฝาพระบาท เพื่อให้ถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะ ฝีมือมุกนี้งามยิ่ง

ผู้รู้กล่าวไว้ว่า ถ้าจะดูความงามของพระนอนองค์นี้ต้องยืนแลชมดูจากทางด้านพระพุทธบาท จะมองเห็นพระเกตุชนเพดาน (ยอดทะลุจนเป็นที่มาว่าสมัยนี้ผู้คนมากราบไหว้ขอพรเป็นสัตยาธิษฐานขอให้ยอดขายทะลุเป้าเหมือนอย่างพระเกศของท่านบ้าง) พระพักตร์งามจับตาจับใจ เสมือนจะตรึงผู้ดูให้ติดอยู่กับที่ พระนอนองค์ใหญ่ที่มีขนาดใกล้เคียงกับพระนอนวัดโพธิ์มี ๒ องค์ คือ พระนอนที่วิหารเชิงเขาวังเมืองเพชรบุรี กับพระนอนจักรสีห์ที่สิงห์บุรีอีกองค์หนึ่ง

ทีนี้ว่าเหล่านักเลงส่องพระนั้น ชื่นชมว่าพระนอนวัดโพธิ์สวยงาม หาพระนอนอื่นที่มีลักษณะความงามเปรียบกันอาจจะยังไม่ได้ถนัด ด้วยเหตุว่าในอดีตนั้นการก่อสร้างพระนอนขนาดใหญ่ต้องอาศัยกลไกทางวิศวกรรม คนโบราณก่อกำแพงขึ้นก่อน แล้วสร้างพระนอนพิงกำแพงนั้น ส่งผลให้เวลาไปเยี่ยมชมแล้วหลังของพระพุทธรูปเป็นแผงเรียบแบบกำแพงเรียบไปหมดไม่ได้ลักษณะเหมือนอย่างแผ่นหลังคนจริงๆอย่างที่วัดโพธิ์ อนึ่งว่าการนอนของใครๆนั้นอดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ท่านว่า ในบาลีมีอยู่ ๔ แบบ คือ

๑. กามโกคิเสยยา นอนอย่างผู้บริโภคกาม คือ นอนตะแคงซ้าย เป็นการนอนของผู้มักมากในกามคุณ มีจิตพะวงฝักใฝ่แต่ในการที่จะบริโภคกามสุข

๒. เปตเสยยา นอนอย่างเปรต คือนอนหงาย คงจะเป็นการนอนของผู้ที่ไม่รู้จักอิ่มสมบัติ มีอยู่เท่าใดไม่เพียงพอ หรือผู้ที่ไม่สมหวัง นอนเอามือก่ายหน้าผาก

๓. สีหเสยยา นอนเเบบราชสีห์ คือนอนตะแคงขวา ให้เท้าขวาเหลื่อมซ้ายเป็นการนอนของผู้มีสติสัมปชัญญะ ตื่นง่าย ถูกอนามัย ธรรมดาราชสีห์นั้นย่อมนอนตะแคงขวาให้เท้าขวาเหลื่อมเท้าซ้าย เก็บหางไว้ระหว่างขาอ่อนเมื่อสะดุ้งตื่นแล้วยกศีรษะมองดูกายด้านหน้า เหลือบดูกายข้างหลัง เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขยับเขยื้อนผิดปรกติที่วางไว้แต่แรกจะมีใจไม่ชื่นชมถ้ายังเป็นปรกติอยู่ก็มีความสบายใจ

๔. ตถาคตเสยุยา นอนแบบพระตถาคต คือเข้าจตุตถฌานแล้วจึงนอน เป็นการนอนของพระอรหันต์หรือผู้มีฌานสมาบัติ

โดยพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนที่สร้างกันนั้น มักเป็นแบบสีหไสยาคือนอนตะแคงขวา แต่พระบาทนั้นปฏิมากรมักสร้างไม่เหมือนกันทีเดียว บางองค์ก็ถูกต้องตามตำนาน คือ พระบาทขวาเหลื่อมพระบาทซ้าย บางองค์ก็เหยียดพระบาทเหมือนกัน เช่นพระนอนที่วัดโพธิ์นี้เป็นต้น เฉพาะองค์นี้ก็อาจเป็นเพราะนักปฏิมากรต้องการอวดฝีมือมุกลาย 108 มงคลมากกว่า

พระพุทธรูปปางนี้อาจหมายจำลองเอาตอนเสด็จดับขันธปรินิพพานที่พระพุทธองค์เสด็จถึงป่าสาละวัน เมืองกุสินารา แล้วตรัสสั่งพระอานนท์ให้แต่งตั้งปูลาดเตียงให้มีพระเศียรทอด ณ ทิศอุดร ณ ระหว่างคู่แห่งสาลพฤกษ์ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวาตั้งพระบาทเหลื่อมด้วยพระบาทซ้าย ทรงมีสติสัมปชัญญะ แต่มิได้หมายพระทัยในการที่จะเสด็จลุกขึ้นอีก จึงได้เสด็จดับขันธปรินิพพานโดยสีหไสยาสน์ ก็เป็นได้

ซึ่งอันนี้ก็เป็นวิธีชมและวิธีดูงานศิลปะรวมถึงการตีความที่ทำให้ความงามอันเป็นสากลของวัตถุทางศิลปะนั้นน่าสนใจยิ่งขึ้นในหมู่ผู้เสพงาน โดยไม่เกี่ยวข้องว่าผู้ชมนั้นจะต้องเป็นศาสนานิกแห่งศาสนานั้นนั้นหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดีท่านผู้เป็นศาสนิกก็ย่อมมีความซาบซึ้งมากกว่า หรืออย่างน้อยท่านที่ทราบเรื่องราวในพุทธประวัติก็จะมีความ appreciate ใน Art นี้มากเข้าไปใหญ่ ในผลงานทางศิลปะที่ศิลปินประติมากรสร้างสรรค์เอาไว้ให้เป็นสมบัติกลางของโลก ที่เข้าถึงได้จากทุกฝ่าย

พูดกันถึงเรื่องพระนอนงามงามนั้น ที่ภายในพระวิหารพระศาสดาด้านหลัง ทางทิศตะวันตก วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระพุทธไสยาสน์ที่กล่าวกันว่างามที่สุดในประเทศซึ่งพระบาทพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปอัญเชิญมาแต่เมืองสุโขทัย ตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีความยาวตั้งแต่พระบาท ๔ ศอก ๕ นิ้ว โปรดให้สร้างพระวิหารขึ้น มีเฉลียงรอบนอกแบ่งออกเป็น ๒ ตอน เป็นที่ประดิษฐานพระศาสดา ส่วนตอนด้านตะวันตก ที่เหลือโปรดให้ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มาแต่สุโขทัยนี้ ขณะที่อัญเชิญมานั้น พระวิหารยังสร้างไม่เสร็จ พระศาสดาและพระพุทธไสยาสน์ก็ยังไม่ทันปิดทอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงปิดทองพระศาสดาและพระพุทธไสยาสน์จนสำเร็จ และซ่อมแซมพระวิหารที่สร้างค้างอยู่จนสำเร็จเรียบร้อย

ข้างในมีภาพฝาผนังอันเป็นภาพแสดงคุณธรรมและการปฏิบัติทางศาสนาเกี่ยวด้วยธุดงควัตร โดยแบ่งออกเบ็น ๓ ขั้น อย่างธรรมตด อย่างกลาง และอย่างเคร่งภาพเขียนดังกล่าวเป็นผีมือของขรัวอินโข่ง จิตรกรชื่อดังในสมัยนั้นเบ็นผู้เขียนไว้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ยกย่องไว้ในหนังสือตำนานพระพุทธรูปสำคัญตอนหนึ่งกล่าวว่า “มีลักษณะงามกว่าพระไสยาสน์องค์อื่นทั้งสิ้น...”

ทีนี้อันว่าพระนอน ที่ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปประจำผู้ที่เกิดวันอังคารนั้น ท่านอดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ แนะว่า ก็ดาวอังคารนั้นถือเป็นเจ้าแห่งโทสจริต เป็นดาวดุมีอำนาจเป็นกำลังโหรมักทายพวกดาวอังคารว่าหมายถึงทหารและตำรวจแสดงความกล้าหาญเข้มแข็งการตีความว่าผู้มีความโกรธ เกิดโทสะ ถ้าได้ลงนอนเสียแล้วอารมณ์โกรธก็มักระงับลงได้ เพราะเวลานอนเหมือนกับหยุดเครื่องยนต์ที่กำลังร้อน เรื่องที่จะระเบิดก็ยุติลง

อีกนัยยะหนึ่ง ถ้าผู้โกรธน้อมระลึกถึงพระพุทธองค์ได้ก็จะมีสติมองเห็นความสว่างด้วยปัญญาได้ว่า คนเราถึงจะเก่งกล้าสักเพียงใดก็ต้องตายทั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดา ยังต้องเสด็จปลงอายุสังขารเข้าสู่นิพพาน ก็จะเป็นเหตุให้โทสะพระอังคารคลายลง

ยิ่งได้พิจารณาประกอบถึงพระพุทธโธวาทอันเป็นปัจฉิมวาจาที่ว่า “ดูก่อนพระภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราผู้พระคถาคตเดือน ท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมความฉิบหายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ยิ่งพาให้สังเวชถึงการเกิด/แก่/เจ็บ/ตาย และอาจคิดหาทางล่วงพ้นทุกข์ตามพระองค์ท่านไปก่อนที่จะสาย ได้เสียด้วยซ้ำไป

อีทีนี้ ท่านผู้นับถือพระพุทธปฏิมากรปางต่างๆ ประจำวันเกิด ถึงแม้จะถูกฝ่ายที่ชอบจะถือกรรมฐานติเอาว่าเข้าไม่ถึงพุทธธรรมที่แท้ก็ตามที เอิ่ม…จะอย่างไรก็ดี เพียงอิงๆ “กระพี้” ไว้ก็ “ยังดีกว่าที่เกาะอะไรไม่ได้เลย” ท่านอดีตเจ้าอาวาสกล่าว

มาบัดนี้ก็จะต้องแทรกเกี่ยวกับเรื่องราวปาฏิหาริย์ของพระนอนเอาไว้บ้างจะได้เป็นเรื่องที่สนุกและน่าตื่นตาตื่นใจคือเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับสมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จยกทัพไปรบด้วยพระมหาอุปราชมังสามเกียด จนกระทั่งได้กระทำยุทธหัตถีชนช้างกันที่ดอนเจดีย์นั้น พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จโดยชลมารคถึงวัดป่าโมก (อ่างทอง) ได้เสด็จขึ้นประทับพักแรม ณ พลับพลาวัดป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรคืนนั้น ทรงพระสุบินนิมิดว่า น้ำนองท่วม ไหลบ่ารุนแรงมาจากประจิมทิศ มีพญากุมภีร์จระเข้ใหญ่มากับน้ำได้ทรงไล่สัปรยุทธยุทธนาการ, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประหารกุมภีร์ตาย ประธมตื่นขณะนั้นตรัสให้โหรทาย พระโหราธิบดีทำนายว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงจะได้ซึ่งมหายุทธหัตถี แต่ทว่าพระองค์จะมีชัยจะลุยใส่ไล่ประหารปัจจามิตรข้าศึก ดุจพระสุบินว่าเที่ยวลุยกระแสน้ำฉะนั้น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังดีพระทัยนัก ทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธสรรพเสร็จก็เสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ เสร็จแล้วเสด็จยังเกยคอยฤกษ์ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ เสด็จปาฏิหารย์โชติช่วงเท่าผลส้มเกลี้ยงมาแต่พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ทักษิณทิศเวียนเป็นทักขิณาวัฏแล้วเสด็จผ่านไปอุดรทิศทรงปีติซ่านไปทั้งองค์ ยกพระหัตต์ถวายนัขสโมธานอธิษฐานขอสวัสดีมีชัยแก่ปรปักษ์ เสี้ยนหนามแผ่นดินแล้วได้ยกกองทัพไปกระทำการยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่แขวงเมืองสุพรรณบุรีได้ชัยชนะต่อมา นับว่าเป็นที่มหัศจรรย์ยิ่ง (เรื่องนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้นำไปนิพนธ์ไว้ในตะเลงพ่าย) ยังยังไม่พอ ในสมัย ร.5 พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ยังพูดได้และบอกยารักษาโรคด้วย ! ครั้งนั้น

พระครูปาโมกขมุนี ได้มีใบบอกเข้าไปยังพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชว่า พระพุทธไสยาสน์ พูดได้และบอกยารักษาโรค ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ร.ศ.125 เวลาบ่าย 2 โมงเศษ ได้ออกเรือจากบ้านตาช้างโดยมีตาช้างตามส่งถึงป่าโมก เดิมพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปให้ถึงอ่างทอง แต่เห็นว่าเวลาบ่าย 5 โมงแล้ว ถ้าจะไปก็คงจะถึงย่ำค่ำเลย จึงหยุดที่ป่าโมก หม่อมอมรวงศ์ (หม่อมอมรวงศ์วิจิตร -ม.ร.ว. ปฐม คเนจร, ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ภายหลังย้ายไปเป็นปลัดมณฑลอีสาน) มาคอยรับเสด็จ พร้อมด้วยประชาชนอย่างมากมายเหมือนกับมีงานเทศกาล

“มีเรื่องแปลกที่ได้พบตัวจริงของผู้ที่ว่าได้เคยพูดกับพระนอนซึ่งเจ้าคณะได้บอกไปหลายเดือนมาแล้ว เรื่องคราวนั้น คือ อำแดง (สตรี) คนหนึ่งเป็นหลานพระครูปาโมกข์มารักษาอุโบสถอยู่ที่วัดนี้ไม่กาลปักษ์ ปักษ์ใดปักษ์หนึ่ง เวลานั้นสัปบุรุษพากันรับเพลตามภาษาเขาเรียนอยู่ที่วิหารเขียน แต่นางหลานพระครูคนนี้ไม่รับเพล ด้วยมีความวิตกว่าลุงเจ็บจึงไปบอกกับหลวงพ่อคือพระนอน ขอให้ช่วยรักษา นางนั้นตกใจมากที่ได้ยินเสียงพระนอนนั้นพูดตอบออกมา แต่มิได้ตอบทางโอฐ เสียงก้องออกมาจากพระอุระ ดังได้ยินจนนอกโบสถ์ บอกตำรายา ถามนางนั้นก็อิดเอื้อนไปว่าจำไม่ได้หมด จำได้แต่ใบเงินใบทอง พระครูรับว่าจะให้เพราะได้จดไว้ ยานั้นไปรักษาลุงหาย ได้แจ้งความให้พระครูทราบ พระครูไม่เชื่อประจวบกับพระสงฆ์เกิดเป็นอหิวาตกโรค จึงได้ไปลองพูดบ้าง ก็ได้รับคำตอบทักทายปราศรัยเป็นอันดี จนถึงว่า อยากพูดกับพระครูมานานแล้วเป็นต้น

แต่นั้นมาพระครูได้รักษาไข้เจ็บด้วยยานั้นเป็นอะไร ก็หาย ห้ามมิให้เรียกขวัญข้าวค่ายา นอกจากหมากคำเดียว และไม่ใช่พูดแต่สองครั้งเท่านั้น พูดเนืองๆ มา พระครูจึงได้บอกลงไปยังเจ้าคณะและกระทรวงผู้ที่ได้ฟังพระพูดนั้น ไม่ต้องเฉพาะว่าคนเดียว พระฟังพร้อมกัน 15 รูปก็ได้…..ตกค่ำจึงมีพายุฝนและฝนตก

พรำไม่มาก พระครูส่งจดหมายที่เตรียมไว้จะให้มกุฎราชกุมาร เรื่องพระพูดและตำรายา ในเนื้อความที่พระครูกล่าวนั้นไม่ยืนยันว่า พระพุทธองค์พูดเป็นคิดเห็นว่าผีสางเทวาตาที่สิงอยู่พูด ยานั้นก็เป็น 2 ขนานๆ หนึ่งเข้าใบส้มใบมะกาเป็นยาปัด ขนานหนึ่งใบมะตูมเป็นยาคุม (จดหมายที่กล่าวถึงนี้ พระครูปาโมกขมุนีเตรียมไว้ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เมื่อคราวเสด็จกลับจากมณฑลพายัพ แต่เผอิญหาได้เสด็จประทับที่วัดป่าโมกไม่ จึงยังตกค้าง)

ด้วยเหตุที่วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่และเป็นวัดที่มีพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ จึงจัดเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง แม้พระมหากษัตริย์ในกาลก่อนก็ยังนิยมเลื่อมใสครัทธากันมาทุกยุคทุกสมัยทุก ๆ ปี จะมีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ปีละ 2 ครั้งคือกลางเดือน 4 และในตอนเดือน 11 เฉพาะในตอนเดือน 11 เป็นงานที่สนุกมากมีแข่งเรือยาวเป็นประเพณีเรื่อยมาอีกด้วย