thansettakij
thansettakij
การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (1)

การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (1)

การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4246

KEY

POINTS

  • มณฑลไห่หนานในอดีตเคยเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างล้าหลังทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับมณฑลอื่น โดยพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก
  • รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายพลิกฟื้นให้เป็น "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างจริงจัง เช่น ทางด่วนและรถไฟความเร็วสูงรอบเกาะ
  • การพัฒนามุ่งเน้นให้ไห่หนาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสวรรค์ของนักช้อปปิ้ง (4S) โดยมีการปรับปรุงและขยายท่าอากาศยานนานาชาติหลายแห่ง เพื่อรองรับการเติบโต

ผมเขียนบทความอัพเดตข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของมณฑล “ไห่หนาน” (Hainan) มาเป็นระยะ เรียกว่าในแทบทุกครั้งที่มีโอกาสไปเยือนมณฑลแห่งนี้ 

และหลังช่วงหยุดยาววันชาติจีนที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ “2026 International Conference on Sports Medicine and Health” ก็เลยมีโอกาสไปส่องความเจริญอีกครั้ง เลยอยากนำเอาข้อมูลการพัฒนาของมณฑลแห่งนี้มาแชร์กันครับ ...

 

ผมขอเริ่มจากการปูพื้นเพื่อ “ปรับฐาน” ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จัก “ไห่หนาน” กันก่อนสักหน่อย มณฑลแห่งนี้มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจหลายประการ กล่าวคือ ไห่หนานมีสภาพภูมิประเทศเป็น “เกาะ” รูปทรงคล้าย “ผลสาลี่” ที่เอียงราว 45 องศา ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของจีน และมีขนาดพื้นที่รวมราว 34,000 ตารางกิโลเมตร จึงจัดได้ว่าเป็นเขตปกครองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีน 

ไห่หนานยังนับว่า เป็นเกาะที่ใหญ่อันดับที่ 2 ของจีน รองจากเกาะไต้หวัน เมื่อเทียบกับเขตปกครองอื่นที่มีสภาพเป็นเกาะด้วยกันในย่านนี้ ก็ยิ่งพบว่า ไห่หนานมีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก กล่าวคือ ใหญ่กว่าฮ่องกงราว 30 เท่า กว่า 45 เท่าของสิงคโปร์ ราว 60 เท่าของเกาะภูเก็ต และถึงกว่า 1,000 เท่าของมาเก๊า

ในเชิงประชากรศาสตร์ ไห่หนานในปัจจุบันมีจำนวนประชากรราว 10 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนประชากรน้อย เมื่อเทียบกับมณฑลอื่นของจีน แต่ก็นับว่า ไห่หนานมีความหลากหลายของชนกลุ่มน้อยค่อนข้างสูง โดยในจำนวนนี้ มีราว 3 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในไหโข่ว (Haikou) ทางตอนเหนือสุดของเกาะ ไหโข่วเป็นแทบทุกอย่างของมณฑล ตั้งแต่เมืองหลวง ศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และ เทคโนโลยีของมณฑล 

อันที่จริง คนไทยส่วนใหญ่รู้จักมณฑลแห่งนี้ในชื่อว่า “ไหหลำ” แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้จัก หรือเคยไปเยือนไห่หนานไม่มากนัก แต่ก็อาจซึมซับวัฒนธรรมของไห่หนานโดยไม่รู้ตัว ในประการหนึ่ง คนไทยเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงหลายตระกูลในไทย ก็มีบรรพบุรุษเป็นชาวไหหลำ และประการที่ 2 อาหารหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าวมันไก่” ที่เลื่องชื่อก็มีพื้นเพมาจากเกาะแห่งนี้

ในด้านการปกครอง ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ “ไกลปืนเที่ยง” ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการเนรเทศข้าราชการ ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (เมื่อ 900 ปีก่อน) หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ไห่หนานเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลกวางตุ้ง และได้รับการยกระดับเป็นมณฑล เมื่อราวปี 1992

นี่อาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมคนท้องถิ่นพูดภาษากวางตุ้งกันอย่างกว้างขวาง ขณะที่วัฒนธรรมอาหารก็คล้ายคลึงกับอาหารกวางตุ้ง  

นอกจากนี้ ไห่หนานยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีอาหารอย่างกาแฟ ขนมใบเตย และ การเล่นวอลเลย์บอลเป็นพื้นฐาน ซึ่งอาจทำให้อาหารและเครื่องดื่มหลายอย่างคุ้นลิ้นและถูกปากคนไทยที่เยือน ผมเองก็ได้มีโอกาสชิมปาท่องโก๋รสใบเตย จากการเดินทางในครั้งหลังนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี หากมองย้อนกลับไป 3 ทศวรรษที่แล้ว ไห่หนานในยุคนั้นมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่จัดได้ว่า “ล้าหลัง” เมื่อเทียบกับพื้นที่ในซีกตะวันออกของจีน

เศรษฐกิจพึ่งพาสาขาเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะพร้าวที่มีพื้นที่ปลูกถึง 99% ของทั้งประเทศ จนได้รับฉายานามว่าเป็น “มหาอำนาจแห่งมะพร้าว” 

เยียชู่ (Yeshu) แบรนด์น้ำมะพร้าวกระป๋องอันดับ 1 ของจีน (สัดส่วนตลาดราว 30% ของตลาดจีน) ที่คนไทยจดจำว่ามีสีและรสชาติคล้าย “หางกระทิ” ก็มาจากเกาะแห่งนี้ 

ขณะเดียวกัน คนท้องถิ่นก็มีระดับการศึกษา ความสามารถด้านภาษา ทัศนคติด้านบริการ และ การรับรู้วิทยาการที่ทันสมัยค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับมณฑลด้านซีกตะวันออกของจีน ซึ่งทำให้เป็น “ความท้าทายใหญ่” สำหรับการพัฒนาสู่ความล้ำสมัยจนถึงทุกวันนี้

กอปรกับเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็ก ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไห่หนานจัดอยู่ใน “กลุ่มล่าง” ของประเทศ จนบางครั้งถูกมองว่าเป็น “ภาระ” ทางเศรษฐกิจและสังคมของจีน

แต่รัฐบาลจีน “มองต่าง” และ “ไม่นิ่งดูดาย” โดยพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการดำเนินนโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” (Special Economic Zone) และสานต่อแนวคิดในการพัฒนาไห่หนาน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสวรรค์ของนักช้อปปิ้ง ภายใต้ “4S” อันได้แก่ Sea, Sand, Sunshine และ Shopping 

ในการนี้ จีนได้จัดสรรทรัพยากรเพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกมาโดยลำดับ ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ถนนถึงไหน ความเจริญถึงที่นั่น” จึงเห็นการลงทุนก่อสร้างโครงข่ายทางด่วน และรถไฟความเร็วสูงรอบเกาะเพื่อเชื่อมหัวเมืองสำคัญเข้าด้วยกัน

จากประสบการณ์เดินทางทางถนนในไห่หนานของผม พบว่า ไห่หนานไม่มีการเก็บค่าทางด่วน (ได้รวมค่าธรรมเนียมไว้ในภาษีน้ำมันแล้ว) ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ประหยัดการสึกหรอของผ้าเบรคและน้ำมันไปได้อีกด้วย

                                 การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (1)

จีนยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง อาทิ ท่าอากาศยานนานาชาติไหโข่วเหม่ยหลาน (Haikou Meilan International Airport) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ และมีจุดเด่นที่ทำเลที่ตั้งที่ห่างจากตัวเมืองไหโข่วไปทางทิศตะวัตออกเฉียงใต้ไม่ถึง 20 กิโลเมตร และการเชื่อมต่อกับระบบรถไฟความเร็วสูงรอบเกาะ (Hainan Ring High-Speed Railway) 

ขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติซานย่าฟินิกซ์ (Sanya Phoenix International Airport) ทางตอนใต้ของเกาะ ห่างจากตัวเมืองราว 10 กิโลเมตร แถมยังไม่ไกลจากย่านรีสอร์ทและชายหาดชื่อดังอีกด้วย ถือเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นมากที่สุดของจีน

ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สนามบินแห่งนี้ได้เปิดอาคารผู้โดยสารที่ 3 (T3) ทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 30 ล้านคนต่อปี (ประมาณครึ่งหนึ่งของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ)
อีกแห่งหนึ่งได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติฉงไห่โป๋วอ่าว (Qionghai Boao International Airport) สนามบินขนาดเล็กที่ทำหน้าที่รองรับเที่ยวบินภายในประเทศ และเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพื่อสนับสนุนความเป็น “เมืองประชุมนานาชาติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งโป๋วอ่าวฟอรั่ม (Boao Forum) และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

นอกจากนี้ จีนยังปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาไห่หนานในเชิงรุกตามศักยภาพที่ซ่อนอยู่มาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกาะแห่งนี้เติบโตอย่าง “ก้าวกระโดด” และคาดว่าจะช่วยให้พื้นที่เจริญรุดหน้าและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมแก่จีนโดยรวมในระยะยาว

พูดถึงเรื่องนี้ ผมขอโยงไปถึงการเดินทางเยือนไห่หนาน ของ สี จิ้นผิง ดั่งสุภาษิตที่ว่า “มังกรลงน้ำ หงส์คืนรัง” ที่มีความหมายว่า การเดินทางเยือนแห่งใดของผู้มีอำนาจล้วนนำความเจริญมาสู่พื้นที่

อ่านต่อตอนหน้าครับ ...

คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4246