
AWS ประกาศพันธสัญญาใหม่ต่อชุมชน เมื่อ Data Center ยุค AI ต้องไม่เพิ่มภาระค่าไฟ
AWS ประกาศพันธสัญญาใหม่ต่อชุมชน: เมื่อ Data Center ยุค AI ต้องไม่เพิ่มภาระค่าไฟ ใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ และสร้างประโยชน์ให้สังคม โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Artificial Intelligence หรือ AI กำลังทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก ไม่ต่างจากระบบไฟฟ้า ถนน สนามบิน ท่าเรือ หรือโครงข่ายโทรคมนาคม เพราะทุกวันนี้บริการดิจิทัลแทบทุกประเภท ตั้งแต่ Cloud Computing, Banking, Healthcare, E-Commerce ไปจนถึง AI ล้วนต้องอาศัย Data Center เป็นศูนย์กลางในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล
แต่ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังลงทุนสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ ความกังวลของประชาชนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะคำถามว่า Data Center ใช้น้ำมากเพียงใด จะทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนแพงขึ้นหรือไม่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองสร้างมลพิษมากแค่ไหน และชุมชนที่อยู่รอบโครงการจะได้รับประโยชน์อะไรจากการลงทุนเหล่านี้
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 Matt Garman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon Web Services หรือ AWS ได้เผยแพร่บทความเรื่อง The race our nation can’t afford to lose, plus a new commitment from us and a fresh set of community investments โดยเปรียบเทียบการลงทุน Data Center ในปัจจุบันกับการสร้างระบบทางหลวงระหว่างรัฐของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1956 ซึ่งเคยเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศ
Garman มองว่าการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ในปัจจุบันอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญคือการลงทุนจำนวนมากดำเนินการโดยภาคเอกชน แทนการใช้งบประมาณภาครัฐโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของบทความไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้าน AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประกาศ Amazon Data Center Commitment ซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนา Data Center ให้รับผิดชอบต่อชุมชน โดยเฉพาะด้านค่าไฟฟ้า การใช้น้ำ ประสิทธิภาพพลังงาน มลพิษ และความโปร่งใส
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม Data Center เพราะในอนาคตการลงทุนไม่ได้ถูกประเมินเพียงขนาดกำลังไฟฟ้าหรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องตอบคำถามด้วยว่าโครงการสร้างผลกระทบต่อระบบพลังงาน สิ่งแวดล้อม และประชาชนรอบพื้นที่มากเพียงใด
AWS มองว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติของยุค AI
Matt Garman เปรียบเทียบการพัฒนา Data Center กับการสร้าง Interstate Highway System ของสหรัฐอเมริกาในอดีต เพราะทั้งสองระบบมีบทบาทในการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจ
ระบบทางหลวงช่วยให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ Data Center ช่วยให้การประมวลผลข้อมูลและบริการดิจิทัลสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน AI กำลังเพิ่มความต้องการ Computing Infrastructure อย่างมหาศาล โดยเฉพาะ AI Training และ AI Inference ที่ต้องใช้ GPU และ Accelerator จำนวนมาก
ความต้องการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยี แต่ครอบคลุมอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ การผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และบริการภาครัฐ
ดังนั้นประเทศที่สามารถพัฒนา AI Infrastructure ได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมมีโอกาสสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนา Data Center ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ เพราะโครงการขนาดใหญ่มีความต้องการไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และอาจสร้างภาระต่อโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ หากไม่มีการวางแผนอย่างเหมาะสม
นี่คือเหตุผลที่ AWS พยายามกำหนดแนวทางใหม่ในการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตของ AI กับความรับผิดชอบต่อชุมชน
ประเด็นที่หนึ่ง: Data Center ใช้น้ำมากจริงหรือไม่?
หนึ่งในข้อกังวลสำคัญของประชาชนคือ Data Center ใช้น้ำจำนวนมากเพื่อระบายความร้อน โดยเฉพาะระบบ Cooling Tower ที่อาศัยการระเหยของน้ำเพื่อนำความร้อนออกจากอาคาร
AWS ระบุว่า Data Center ใช้น้ำโดยตรงในสัดส่วนประมาณ 0.5% ของการใช้น้ำโดยตรงในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา และยกตัวอย่างว่าการใช้น้ำของสนามกอล์ฟในสหรัฐอเมริกามีปริมาณมากกว่าการใช้น้ำของ Data Center ทั้งหมดของ Amazon อย่างมาก
นอกจากนี้ AWS ระบุว่า Data Center ทั่วไปมีการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 170,000 แกลลอนต่อวัน หรือประมาณ 644 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ Data Center ของ Amazon ใช้น้ำเฉลี่ยต่ำกว่า 13,000 แกลลอนต่อวัน หรือประมาณ 49 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ AWS นำเสนอ โดยต้องพิจารณาความแตกต่างของขนาด Data Center สภาพภูมิอากาศ ระบบ Cooling และขอบเขตการนับการใช้น้ำก่อนนำมาเปรียบเทียบ
เพราะ Data Center ที่ใช้ Air Cooling หรือ Dry Cooling อาจใช้น้ำโดยตรงน้อยมาก ขณะที่ Data Center ที่ใช้ Evaporative Cooling อาจมีการใช้น้ำมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญ การใช้น้ำโดยตรงภายใน Data Center ไม่ได้ครอบคลุม Water Footprint ทั้งหมด เพราะการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าบางประเภทก็อาจมีการใช้น้ำเช่นกัน
ดังนั้นการประเมินผลกระทบด้านน้ำของ Data Center ควรพิจารณาทั้ง Direct Water Consumption และ Indirect Water Consumption รวมถึงความตึงตัวของทรัพยากรน้ำในพื้นที่
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในพื้นที่ EEC ซึ่งมีความต้องการน้ำจากภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรกรรมอยู่แล้ว
Data Center ขนาด 200 MW อาจใช้น้ำมากเพียงใด?
การประเมินการใช้น้ำของ Data Center สามารถใช้ตัวชี้วัด Water Usage Effectiveness หรือ WUE ซึ่งมีหน่วยเป็นลิตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงของพลังงานที่ใช้โดย IT Equipment
สมมติ AI Data Center มี IT Load 200 MW และมีค่า WUE เท่ากับ 1.0 ลิตรต่อ kWh
หากเดินเครื่องเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง จะมีความต้องการน้ำประมาณ
200,000 kW × 24 ชั่วโมง × 1.0 ลิตร/kWh
เท่ากับ 4,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
หากค่า WUE เพิ่มเป็น 2.0 ลิตรต่อ kWh ปริมาณน้ำจะเพิ่มเป็น 9,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
แต่หากใช้ระบบ Cooling ที่สามารถลด WUE เหลือ 0.3 ลิตรต่อ kWh ปริมาณน้ำจะลดลงเหลือประมาณ 1,440 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวอย่างคำนวณภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่ปริมาณการใช้น้ำจริงของ Data Center ทุกแห่ง
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าการเลือก Cooling Technology สามารถเปลี่ยนความต้องการใช้น้ำของ Data Center ได้หลายเท่า
ดังนั้นการพัฒนา Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทยควรประเมิน Water Demand ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ และพิจารณาการใช้ Reclaimed Water, Dry Cooling, Hybrid Cooling หรือเทคโนโลยีอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
ประเด็นที่สอง: Data Center ทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนแพงขึ้นหรือไม่?
อีกข้อกังวลสำคัญคือ Data Center ขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก จึงอาจทำให้การไฟฟ้าต้องลงทุนสร้างสายส่ง สถานีไฟฟ้า และกำลังผลิตเพิ่มเติม
AWS ระบุว่าการเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เกิดจาก Data Center เพียงปัจจัยเดียว แต่เกี่ยวข้องกับอายุของโครงข่ายไฟฟ้าและการลงทุนระบบไฟฟ้าที่ไม่ทันกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
บริษัทอ้างว่าประมาณ 70% ของสายไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกามีอายุมากกว่า 25 ปี และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center สามารถทำให้ความจำเป็นในการลงทุนระบบไฟฟ้าเกิดขึ้นเร็วขึ้น และอาจเพิ่มต้นทุนให้ระบบได้จริง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การกล่าวว่า Data Center ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นเสมอ หรือไม่ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นเลย แต่ต้องพิจารณาว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดจากความต้องการไฟฟ้าของ Data Center
AWS ประกาศว่าจะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการไฟฟ้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริหารระบบไฟฟ้า เพื่อให้ค่าไฟฟ้าและรายได้ที่บริษัทจ่ายสามารถครอบคลุมต้นทุนพลังงานและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับโครงการ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก Cost Causation หรือการจัดสรรต้นทุนให้ผู้ที่ก่อให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเหมาะสม
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะ Data Center ขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์อาจต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าจำนวนมาก
หากต้นทุนดังกล่าวถูกกระจายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็อาจทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจอื่นต้องรับภาระจากการลงทุนของ Data Center
Data Center 1,000 MW ต้องการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าขนาดไหน?
ลองสมมติ Data Center มีความต้องการไฟฟ้ารวม 1,000 MW และเดินเครื่องเต็มกำลังตลอดปี
ความต้องการพลังงานไฟฟ้าจะเท่ากับ
1,000 MW × 8,760 ชั่วโมง
หรือ 8.76 TWh ต่อปี
หากสมมติค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.00 บาทต่อหน่วย ต้นทุนไฟฟ้าจะอยู่ที่ประมาณ 35,040 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาความพร้อมของกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง และสถานีไฟฟ้าที่สามารถรองรับ Load ระดับ 1,000 MW ได้
หากพื้นที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งด้าน Transmission Line, Substation, Transformer และระบบควบคุมความมั่นคงของโครงข่าย
ดังนั้น Data Center ขนาดใหญ่จึงควรมีการศึกษา Grid Impact Assessment ก่อนอนุมัติการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และกำหนดหลักเกณฑ์การรับผิดชอบต้นทุนให้ชัดเจน
อีกแนวทางหนึ่งคือ Bring Your Own Power หรือ BYOP ซึ่งให้ผู้พัฒนา Data Center ศึกษาการจัดหาแหล่งผลิตไฟฟ้าสำหรับโครงการของตนเอง เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติร่วมกับ Renewable Energy และ Battery Energy Storage System
แต่ BYOP ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องพึ่งพา Grid เพราะหากโครงการยังต้องการไฟฟ้าสำรองเต็มกำลังจากระบบสายส่ง ก็ยังอาจต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเช่นเดิม
ประเด็นที่สาม: Diesel Generator ของ Data Center สร้างมลพิษมากเพียงใด?
Data Center ที่ต้องการความต่อเนื่องในการให้บริการมักติดตั้ง Emergency Generator เพื่อสำรองไฟฟ้าเมื่อระบบไฟฟ้าหลักเกิดความเสียหาย
AWS ระบุว่า Generator เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เดินเครื่องต่อเนื่องตลอดปี แต่ใช้สำหรับการทดสอบระบบและการจ่ายไฟในกรณีฉุกเฉิน
บริษัทระบุว่า Generator ของ Data Center โดยทั่วไปอาจเดินเครื่องประมาณ 10 ชั่วโมงต่อปีเป็นหลักสำหรับการทดสอบบำรุงรักษา
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้กับ Data Center ทุกแห่งได้ เพราะชั่วโมงการเดินเครื่องขึ้นอยู่กับความมั่นคงของ Grid ความถี่ของเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ ข้อกำหนดการทดสอบ และรูปแบบการออกแบบระบบสำรอง
แม้ Generator จะเดินเครื่องเพียงระยะเวลาสั้น แต่ก็ยังสามารถปล่อย Nitrogen Oxides หรือ NOx, Particulate Matter และมลพิษอื่นในช่วงที่ทำงานได้
ดังนั้นการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาทั้งจำนวนเครื่อง กำลังผลิต ชั่วโมงเดินเครื่อง การกระจายตัวของมลพิษ และตำแหน่งชุมชนรอบโครงการ
AWS ประกาศว่า Data Center แห่งใหม่จะใช้ Backup Generator ที่เป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษ EPA Tier 4 หรือมาตรฐานเทียบเท่าในภูมิภาคอื่น
สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ชัดว่า EPA Tier 4 เป็นมาตรฐานการปล่อยมลพิษของเครื่องยนต์ ไม่ใช่มาตรฐาน Tier IV ของ Uptime Institute สำหรับ Data Center
สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Data Center ขนาดใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานมลพิษของ Emergency Generator รวมถึงระบบบำบัดไอเสีย การควบคุมเสียง และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างปลอดภัย
ประเด็นที่สี่: Data Center ต้องสร้างประโยชน์ให้ชุมชนอย่างไร?
AWS ยกตัวอย่างว่า Data Center สามารถสร้างรายได้จากภาษีให้ท้องถิ่น และสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียน โรงพยาบาล ถนน และบริการสาธารณะได้
บริษัทระบุว่าโครงการ Data Center ในบางพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างรายได้ภาษีจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ประโยชน์ที่ดินเดิม
ตัวอย่างเช่น AWS ประเมินว่าโครงการใน St. Joseph County รัฐ Indiana จะสร้างรายได้ภาษีมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ตลอดช่วงเวลาที่ประเมิน ขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินเดิมจะสร้างรายได้ภาษีประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
อีกตัวอย่างคือโครงการใน Montgomery County รัฐ Missouri ซึ่ง AWS คาดว่าจะจ่ายภาษีมากกว่า 1,800 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 25 ปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการของ AWS ภายใต้เงื่อนไขภาษีและโครงการเฉพาะพื้นที่ ไม่ควรนำมาใช้สรุปว่า Data Center ทุกแห่งจะสร้างรายได้ภาษีในระดับเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ประโยชน์ต่อพื้นที่ควรประเมินทั้งรายได้ทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
แต่ในขณะเดียวกันต้องพิจารณาผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำ เสียง การจราจร และสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
เพราะการลงทุน Data Center จะสร้างการยอมรับจากชุมชนได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อประชาชนสามารถเห็นประโยชน์และตรวจสอบผลกระทบของโครงการได้จริง
Amazon Data Center Commitment: พันธสัญญาใหม่ของ AWS
สิ่งสำคัญที่สุดจากบทความของ Matt Garman คือการประกาศ Amazon Data Center Commitment ซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนา Data Center ให้มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ประเด็นแรกคือการป้องกันไม่ให้โครงการ Data Center เพิ่มภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน โดย AWS ระบุว่าจะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้โครงการรับผิดชอบต้นทุนพลังงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
ประเด็นต่อมาคือการพัฒนา Data Center ให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและน้ำ รวมถึงการใช้แหล่งน้ำที่ไม่ใช่น้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภค เช่น Reclaimed Water หรือ Brackish Water เมื่อมีความเหมาะสม
อีกประเด็นคือการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดย AWS ประกาศว่าจะเผยแพร่ข้อมูลการใช้พลังงาน ประสิทธิภาพพลังงาน การใช้น้ำ ประสิทธิภาพการใช้น้ำ และสัดส่วนพลังงานคาร์บอนต่ำเป็นประจำทุกปี
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะการเปิดเผยข้อมูลช่วยให้ประชาชน หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถประเมินผลการดำเนินงานของ Data Center ได้จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
นอกจากนี้ AWS ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเสียง การใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่มีมาตรฐานการปล่อยมลพิษสูง และการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ช่วงพัฒนาโครงการ
AWS ประกาศ PUE 1.14 สะท้อนอะไร?
AWS ระบุว่า Data Center ของบริษัทมีค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เฉลี่ยทั่วโลกในปี 2025 เท่ากับ 1.14
PUE เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center โดยคำนวณจากพลังงานรวมของ Facility หารด้วยพลังงานที่ใช้โดย IT Equipment
ตัวอย่างเช่น หาก Data Center มี IT Load 100 MW และมี PUE เท่ากับ 1.14 จะมีความต้องการไฟฟ้ารวมประมาณ 114 MW
หมายความว่ามีพลังงานประมาณ 14 MW ใช้สำหรับระบบสนับสนุน เช่น Cooling, Power Distribution และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
แต่หาก Data Center เดียวกันมี PUE เท่ากับ 1.50 ความต้องการไฟฟ้ารวมจะเพิ่มเป็น 150 MW
ส่วนต่างเท่ากับ 36 MW หรือประมาณ 315.4 GWh ต่อปี หากเดินเครื่องเต็มกำลังตลอด 8,760 ชั่วโมง
หากสมมติค่าไฟฟ้า 4.00 บาทต่อหน่วย จะมีมูลค่าการประหยัดไฟฟ้าประมาณ 1,261 ล้านบาทต่อปี
ตัวอย่างนี้สะท้อนว่าประสิทธิภาพของ Cooling และ Electrical Infrastructure มีผลต่อต้นทุนของ Data Center อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ค่า PUE ของ Data Center แต่ละแห่งขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ระดับการใช้กำลังประมวลผล เทคโนโลยี Cooling และขอบเขตการวัด จึงไม่ควรนำตัวเลขจาก Data Center ต่างประเภทมาเปรียบเทียบโดยไม่ปรับเงื่อนไขให้เหมาะสม
AWS ตั้งเป้า Water Positive ภายในปี 2030
อีกเป้าหมายสำคัญของ AWS คือการเป็น Water Positive ภายในปี 2030 หรือการดำเนินโครงการที่ช่วยคืนหรือเพิ่มปริมาณน้ำให้ชุมชนมากกว่าปริมาณน้ำที่บริษัทใช้ตามขอบเขตการประเมินที่กำหนด
AWS ระบุว่าในปี 2025 บริษัทมีความก้าวหน้าประมาณ 75% ของเป้าหมายดังกล่าว และมีประสิทธิภาพการใช้น้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมตามเกณฑ์ที่บริษัทใช้อ้างอิง
นอกจากนี้ Amazon ยังระบุว่าได้ทำสัญญาสำหรับโครงการด้านน้ำมากกว่า 65 โครงการทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำกลับคืนสู่ชุมชนมากกว่า 8,000 ล้านแกลลอนต่อปี หรือประมาณ 30.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
แต่ต้องเข้าใจว่า Water Positive ไม่ได้หมายความว่า Data Center ไม่ใช้น้ำ หรือไม่มีผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่
เพราะการคืนหรือเพิ่มปริมาณน้ำผ่านโครงการอนุรักษ์อาจเกิดขึ้นคนละพื้นที่หรือคนละช่วงเวลากับการใช้น้ำจริง
ดังนั้นการประเมิน Water Sustainability ต้องพิจารณาทั้งปริมาณน้ำที่ใช้ แหล่งน้ำ ความตึงตัวของทรัพยากรน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่โครงการ
สำหรับประเทศไทย การกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่เปิดเผยค่า WUE และแผนบริหารจัดการน้ำจึงเป็นแนวทางที่ควรนำมาศึกษา
โครงการ Built Together: AWS ลงทุนเพิ่มเติมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อชุมชน
นอกจาก Amazon Data Center Commitment แล้ว AWS ยังประกาศโครงการ Built Together ซึ่งเป็นกรอบการลงทุนเพื่อชุมชนในพื้นที่ที่มี Data Center โดยเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา
บริษัทระบุว่าจะลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสนับสนุนการศึกษา การพัฒนาทักษะบุคลากร การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและน้ำ และโครงการที่ชุมชนให้ความสำคัญ
หนึ่งในเป้าหมายคือการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาระดับ Community College ให้แก่ผู้เรียนมากกว่า 300,000 คนในชุมชนที่มี Data Center
AWS ยังวางแผนขยาย Modular Training Centers ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมทักษะด้าน Electrical, HVAC, Fiber Optics และ Data Center Operations โดยตั้งเป้าพัฒนาความสามารถในการฝึกอบรมบุคลากรได้สูงสุด 100,000 คนต่อปีภายในสิ้นปี 2028
อีกส่วนหนึ่งคือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้โรงเรียน อาคารชุมชน และที่พักอาศัย เช่น การติดตั้ง Heat Pump, HVAC ประสิทธิภาพสูง, Insulation, Solar Power และ Battery Storage
AWS ตั้งเป้าสนับสนุนการปรับปรุงอาคารโรงเรียนและอาคารชุมชนมากกว่า 300 แห่ง รวมถึงบ้านพักอาศัยมากกว่า 30,000 หลังภายใน 5 ปี โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้เข้าร่วมโครงการได้
ประเด็นสำคัญของโครงการนี้คือการเปลี่ยนแนวคิดจากการบริจาคเพื่อสังคมแบบทั่วไป ไปสู่การลงทุนที่เชื่อมโยงกับผลกระทบและความต้องการของชุมชนรอบ Data Center โดยตรง
บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย: Data Center ต้องมี Environmental Performance ที่ตรวจสอบได้
ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากผู้พัฒนา Data Center และ AI Infrastructure ระดับโลก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ EEC
แต่หากต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน
ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลความต้องการไฟฟ้าสูงสุด ค่า PUE ค่า WUE ปริมาณการใช้น้ำ และแผนจัดการพลังงาน
นอกจากนี้ควรมีการประเมินผลกระทบของการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า เพื่อพิจารณาว่าการลงทุนสายส่งและสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติมควรได้รับการจัดสรรต้นทุนอย่างไร
ด้านน้ำควรประเมินความเพียงพอของแหล่งน้ำและผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำรายอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำจากภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอยู่แล้ว
ด้านมลพิษควรกำหนดมาตรฐานการปล่อยไอเสียจาก Emergency Generator และตรวจสอบผลกระทบด้านเสียงที่ขอบเขตโครงการและจุดรับผลกระทบสำคัญ
ที่สำคัญคือควรมีระบบรายงานผลการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะข้อมูลในช่วงขออนุญาตก่อสร้าง
แนวทางนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและลดความขัดแย้งระหว่างการพัฒนา Data Center กับชุมชนในระยะยาว
LNG Cold Energy และ Advanced Cooling อาจช่วยลดภาระพลังงานและน้ำของ Data Center ไทย
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน LNG Receiving Terminal ซึ่งสามารถนำมาศึกษาการใช้ประโยชน์จาก LNG Cold Energy ร่วมกับระบบ Cooling ของ Data Center ได้
LNG ถูกเก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ −160°C และต้องผ่านกระบวนการ Regasification ก่อนส่งก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบท่อ
หากสมมติ LNG 1 ตันมีศักยภาพความเย็นที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 250 kWhₜₕ ปริมาณ LNG Throughput 1 ล้านตันต่อปีจะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 28.5 MWₜₕ หรือ 8,100 RT
ความเย็นดังกล่าวสามารถนำมาศึกษาการใช้ประโยชน์ผ่าน Heat Exchanger และ District Cooling System เพื่อช่วยลดภาระ Mechanical Cooling ของ Data Center ที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสม
หากระบบ Chiller เดิมใช้ไฟฟ้า 0.6–0.8 kW/RT ศักยภาพความเย็นจาก LNG 1 MTPA จะเทียบเท่าการลดภาระไฟฟ้าของ Chiller ประมาณ 4.9–6.5 MW ในกรณีที่สามารถใช้ทดแทนได้เต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม ผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับปริมาณ LNG ที่เดินเครื่อง อุณหภูมิที่ต้องการ ระยะทางส่งความเย็น และประสิทธิภาพของระบบทั้งหมด
นอกจากนี้ หากระบบ Cooling สามารถลดการใช้ Cooling Tower หรือการระเหยของน้ำได้ ก็อาจช่วยลด WUE ของ Data Center ได้ด้วย แต่ผลลัพธ์ต้องประเมินจากการออกแบบจริง
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
แต่ LNG Cold Energy ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน และการใช้ประโยชน์จากความเย็นไม่ได้ทำให้การปล่อยคาร์บอนจากก๊าซธรรมชาติหายไป จึงต้องพิจารณาควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระยะยาว
อนาคต Data Center ต้องแข่งขันกันที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพียงขนาดการลงทุน
การประกาศ Amazon Data Center Commitment ของ AWS สะท้อนว่าอุตสาหกรรม Data Center กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมมากขึ้น
ในอดีต การแข่งขันอาจมุ่งเน้นที่ขนาดการลงทุน จำนวน Server กำลังไฟฟ้า และความสามารถในการให้บริการ Cloud แต่ในยุค AI ปัจจัยเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
Data Center ขนาดใหญ่ต้องสามารถตอบคำถามได้ว่าใช้ไฟฟ้าและน้ำเท่าไร ใครรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น มีการควบคุมมลพิษอย่างไร และชุมชนได้รับประโยชน์อะไรจากการลงทุน
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือการส่งเสริม Data Center ต้องดำเนินควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานด้าน Energy Efficiency, Water Management, Environmental Performance และการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้
เพราะ Data Center ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ
หากสามารถพัฒนา Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้น้ำอย่างเหมาะสม ไม่ผลักภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไปยังประชาชน และสร้างประโยชน์ให้พื้นที่โดยรอบ ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเติบโตเป็นศูนย์กลาง AI Infrastructure ได้อย่างยั่งยืน
บทเรียนจาก AWS จึงไม่ใช่เพียงการสร้าง Data Center ให้มากขึ้น แต่คือการสร้าง Data Center ที่ประชาชนสามารถอยู่ร่วมได้ โดยไม่ต้องแลกการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น การแย่งใช้น้ำ หรือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม
เพราะในระยะยาว ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา AI Data Center ไม่ใช่เพียงประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุด แต่ต้องเป็นประเทศที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูลหลัก: Matt Garman, CEO of Amazon Web Services, The race our nation can’t afford to lose, plus a new commitment from us and a fresh set of community investments, เผยแพร่วันที่ 2 ตุลาคม 2026







