thansettakij
thansettakij
กบฎพญาผาบ

กบฎพญาผาบ

11 ก.ค. 69 | 06:35 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 69 | 07:00 น.

กบฏพญาผาบ จุดแตกหักของล้านนา เมื่อภาษีหมากกลายเป็นชนวนแห่งการก่อการ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พญาผาบหมายถึงพญาปราบปราบสงคราม ซึ่งอยู่ในบริบทการเมืองของหัวเมืองล้านนาและการคานอำนาจระหว่างเมืองประเทศราชกับศูนย์อำนาจใหญ่
  • ระบบ “ฝ่ายฟ้าเมืองสองฝ่าย” หรือ “เมืองสามฝ่ายฟ้า” สะท้อนการแสวงหาพันธมิตรและดุลอำนาจของเมืองเล็กกับขั้วอำนาจที่เหนือกว่า
  • การเก็บภาษีต้นหมากและการผูกขาดกิจกรรมย้อมผ้าทอผ้าของเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความไม่พอใจและการต่อต้านของพญาผาบกับชุมชนที่เกี่ยวข้อง

คำว่าพญาผาบในที่นี้ก็หมายถึงว่าพญาปราบ_ปราบสงคราม เพราะคำว่าผาบในทางเมืองเหนือเป็นคำเดียวกับคำว่าปราบในทางเมืองใต้_ภาคกลาง ในคราวครั้งร่วมยุคสมัยเดียวกันกับคราวการปราบฮ่อนั้น ก็เป็นที่ชัดเจนว่าราชอาณาจักรของฝ่ายรัตนโกสินทร์มีขนาดใหญ่มาก เมืองเล็กเมืองน้อยหัวเมืองประเทศราชมีอยู่เยอะมากเต็มไปหมดแล้วภายในหัวเมืองต่างๆเหล่านั้นเองก็มีปัญหาภายในทางการเมืองการปกครองอยู่แล้วเป็นระยะๆ การแสวงหาอำนาจเหนือซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในทางการเมืองจึงเป็นของจำเป็น

การณ์อันที่คนเราเรียกกันว่าต้องไปพึ่งพาไปจิ้มก้องต่างๆนั้นเขามีคำที่เรียกกันว่า ฝ่ายฟ้าเมืองสองฝ่าย

ฟ้าคือเมืองที่ยอมตนว่าเป็นเมืองในปกครอง/ในอาณัติของเมืองที่ใหญ่กว่ามีอำนาจสูงกว่า โดยมากผู้บริหารปกครองที่มีความเข้าใจก็จะไปจิ้มก้องไปเข้าหาขั้วอำนาจเหนือ ที่แตกต่างกันสองขั้วเพื่อเอาไว้คานอำนาจกันเองแต่เมืองที่ไวกว่านั้นไปหาขั้วอำนาจให้ครบสามฝ่ายดึงกันไปกันมาแบบสามก๊กอันนี้เราเรียกกันว่า เมืองสามฝ่ายฟ้า เท่มาก

เมื่อครั้งพระเจ้าเชียงใหม่ถวายราชธิดาเข้ามาเป็นพระราชชายาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้านั้นคนทางเหนือเรียกท่านตามระบบความคิดฝ่ายฟ้าอันซื่อกันว่าลูกเขยพระเจ้าเชียงใหม่ เมืองเล็กน้อยในปกครองของเชียงใหม่มีความกังวลใจในขั้วอำนาจหรือเขตอำนาจของบุตรเขยคนนี้มาก

กบฎพญาผาบ

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแล้วมีความตึงเครียดสูงเพราะกองกำลังของรัตนโกสินทร์มีความเข้มแข็งและทันสมัยสามารถขึ้นมาช่วยพระเจ้าเชียงใหม่เวลาเกิดข้อขัดแย้งต่างๆในทางการเมืองการปกครองได้มาก ใครเป็นอริหรือเป็นความขัดแย้งก็จะเสี่ยงมาก ที่จะถูกกำจัดปราบปราม โดยง่าย

แวะพักบรรทัดนี้เพื่อเถลไถลไปกับความงดงามแห่งภาษา และการธรรมะธัมโม ครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัย ท่านจาริกไปพบไฟป่า ทว่าพอไฟสงบแล้ว กลับมีกระต๊อบหลังหนึ่งไม่ไหม้ไฟ สำรวจ แล้วมีคาถาบารมีเก้าชั้นเขียนกระดาษเหน็บอยู่ ภาวนาแล้วต้องอธิษฐาน ท่านผู้รู้จึงร้อยกรองข้ออธิษฐานนั้นเป็นโครงค่าวสละสลวยว่า_ปัญญาบารมีมาแวดล้อม วิริยะเป็นป้อมระวังดี ศีลบารมีบังหอกดาบ เมตตาผาบปราบชนะทางปืน ทานบารมีให้เป็นผืนตั้งต่อ อุเบกขาก่อเป็นเวียงเมือง สัจจะบารมีเปนไม้ไต้ ขันติกลายเป็นหอกดาบบังหน้าไม้และปืนไฟ อธิษฐานผันผาบให้ปราบไปทุกแห่ง ฯ

ครั้งนั้นพระเจ้าเชียงใหม่มีความคิดอยากจะขึ้นภาษีหารายได้เข้าคลังเมืองตน หาทางออกในภาวะความตึงเครียดทางการคลังอันนี้ fiscal deficit ยังแก้ไม่ได้คิดไปคิดมาก็จึงใช้วิธีเก็บภาษีต้นหมากว่าถ้าบ้านใดมีต้นหมากแล้วไซร้ต้องจ่ายภาษีต้นละ 12 สตางค์ให้กับหลวง

ความตึงเครียดทางการคลังก็จะผ่อนคลายเพราะว่าจะได้เงินมากมาแก้ปัญหาการขาดดุลแต่ในทางการเมืองแล้วชาวบ้านมีความไม่พอใจและรู้สึกว่าเดือดร้อน มูลเหตุอันนี้เองเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดกบฏ เพราะอันว่าหมากนี้ในภูมิภาคทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล้วนเป็นที่นิยมใช้รับประทาน เก็บภาษีหมากก็เหมือนเก็บภาษีข้าวเป็นภาษีบนความจำเป็นทั้งที่ภาษีควรเก็บสำหรับความฟุ่มเฟือยในชีวิตมากกว่า

ปีนังนี่ก็ คนไทยเรียกเกาะหมาก มีหมากมาก หมากนั้นมีต้นทรงสูงดีคล้ายกับต้นปาล์มขนาดเล็กลูกของมันเอามาเคี้ยวกินกับใบพลูขออนุญาต ย้ำเตือนในที่นี้ว่าเป็นใบพลูไม่ใช่ใบชะพลู ใบพลูคนเราไม่กลืนกินเคี้ยวเคี้ยวแล้วคายทิ้ง มีน้ำมันหอมระเหยสูงส่วนชะพลูเคี้ยวแล้วกลืนเอาใส่ในแกงอร่อยดี ใช้เป็นใบเมี่ยงห่อเมี่ยงก็อร่อยเหาะเป็นเมี่ยงคำ ข้างเวียดนามใช้หุ้มหมูเอาไปย่างหอมหอมเป็นหมูห่อใบชะพลูโดนไฟ คนเหนือเรียกชะพลูว่า แค แกงแคจึงหอม อร่อยด้วยการใส่ใบชะพลู หมากเป็นของมีค่ามาแต่ไหนแต่ไรภาษากลางเชิงราชาศัพท์เรียกพระศรี กรมศิลปากรบอกว่า

... กล่าวกันว่าการกินหมากอาจจะเป็นวัฒนธรรมที่ไทยรับมาจาก

อินเดียมาช้านาน แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน จนถึงสมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่๑๙ จึงมีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกว่า ในเมืองสุโขทัยนั้นมีป่าหมากและป่าพลู จึงเป็นไปได้ว่าชาวสุโขทัยนิยมกินหมากกันมากจนถึงกับปลูกต้นหมากและต้นพลูไว้ในเมือง ในปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อย อาจไม่รู้ว่าการกินหมากเป็นอย่างไร? หมาก (หมาก ชื่อเรียกต้นปาล์มหลายชนิดในวงศ์ Palmae โดยเฉพาะชนิด Areca catechu Linn sawho เคี้ยวกินกับปูน พลู ซึ่งรวมเรียกการกินหมาก) ใช้เนื้อในของผลหมากสดหรือหมากตากแห้ง ใบพลู (พลู ชื่อไม้เถาชนิด Piper betal Linn.ในวงศ์ Piperaceae มีรสเผ็ดร้อนใช้กินกับหมากและใช้ทำยาได้) มักใช้ใบพลูสดที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป บางที่ใช้ใบพลูแห้ง หรือเรียกว่าพลูนาบ (นาบกับกระทะที่ตั้งไฟจนร้อนให้แห้ง) ปูนแดง (ปูนแดง ปูนสุกที่ผสมกับผงขมิ้นและน้ำจะเป็นสีแดง สำหรับป้ายพลูกินหมาก ) การกินหมากอาจจะมีส่วนประกอบอื่นอีกตามความชอบของแต่ละคน เช่น การบูร สีเสียด ยาจืด (ยาสูบหมักซอยให้ดีแล้วต้มน้ำทิ้ง สักสองสามน้ำให้คลายความฉุนรุนแรงออกแต่ยังคงสารเสพติดอยู่บางประการโดยเฉพาะนิโคติน) ด้วยก็ได้ การกินหมากจะต้องป้ายปูนแดงลงบนใบพลูแล้วเคี้ยวไปพร้อมกับหมาก ซึ่งจะมีรสเผ็ดร้อน ผู้กินหมากเคี้ยวไปเรื่อยๆ (คล้ายเคี้ยวหมากฝรั่ง- gum) พร้อมกับบ้วนน้ำหมากทิ้งไป

เมื่อมีน้ำหมากมากเกินไป การกินหมากจะไม่กลืนซากหมากหรือกากหมากที่เคี้ยว แต่ต้องคายทิ้ง เมื่อหมากหมดรสแล้ว สิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการกินหมากอีกอย่างหนึ่งคือ “เชี่ยนหมาก” เชี่ยนหมาก เป็นภาชนะสำหรับใส่เครื่องกินหมาก มีรูปแบบแตกต่างและทำด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองเหลือง ไม้หวาย ย่านลิเพา ฯลฯ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าของ เพราะนอกจากจะเป็นภาชนะใส่เครื่องกินหมากแล้ว ในสมัยก่อนเชี่ยนหมากยังเป็นเครื่อง

กบฎพญาผาบ

แสดงฐานะทางสังคมหรือเจ้าของอีกด้วย

การกินหมากเป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในสมัยก่อน แม้แต่พระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงในราชสำนักก็ยังกินหมากกันทั่วไป แม้ในสมัยต่อมาจะเลิกกินหมากแล้วก็ตาม เชี่ยนหมาก หรือ “พานพระ ขันหมาก” ก็ยังเป็นเครื่องประกอบอยู่ในเครื่องราชูปโภคที่ประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์อยู่

ดังที่ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ เรื่อง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตอนหนึ่งว่า

“... พานพระขันหมากสำหรับรัชกาลที่ ๑ ทรวด ทรงและฝีมืองามยิ่งนัก เป็นฝีมือเอกประเภทเดียวกับ พานพระมหากฐิน และพานพระบายศรี ซึ่งเป็นชิ้นศิลปกรรมในรัชกาลที่ ๑ และกล่าวกันว่าพานพระขันหมากนี้ ได้สร้างหุ่นไม้ขึ้นทดลองก่อน แต่เมื่อทรงได้ดีงามพอใจแล้ว จึงได้ลงมือทำด้วยทอง .....”

นอกจากเชี่ยนหมากจะเป็นหลักฐานการกินหมากของคนไทย เชี่ยนหมากและอุปกรณ์การกินหมากอื่นๆ เช่น เต้าปูน กรรไกรหนีบหมาก ตลับสีผึ้ง ตะบัน สิ่งเหล่านี้ เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่แสดงให้เห็นความสามารถด้านการช่างของศิลปินในแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี..

ในสังคมวัฒนธรรมของการกินหมาก มีสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า กินไปแล้วฟันต้องดำ เพราะว่ายางดำแดงของหมากมีฤทธิ์ที่ไปเคลือบฟัน

อันนี้เชื่อกันว่าส่งผลให้ฟันไม่ผุเพราะพวกแบคทีเรียหรือตัวกินฟันไม่จับเนื้อฟันให้เกิดพลักซ์ ยางหมากไปจับแทน 55 เมื่อจะเดินทางออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้าถึงกับต้องทรงเรียกช่างมาขัดฟันหรือขัดพระทนต์ให้ขาว เพื่อป้องกันการมองอย่างแปลกแยกในสังคมชาวยุโรปซึ่งไม่มีใครฟันดำ

ในสมัยถัดมาจอมพลป.พิบูลสงครามได้อำนาจเป็นเผด็จการนายกรัฐมนตรีมีหลักการว่าขอให้เชื่อผู้นำชาติจะได้พ้นภัยบอกว่าชาวต่างชาติจะหาเหตุเข้ายึดประเทศไทยถ้าเราไม่มีลักษณะอารยธรรมที่ทัดเทียมกับเขา การกินหมากแล้วฟันดำนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งซึ่งฝรั่งรับไม่ได้ท่านก็เลยให้เลิกกินหมากผู้ใดกินก็จะมีปัญหาถูกจับแต่บางท่านว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเที่ยวบ้วนน้ำหมากให้สกปรกเลอะเทอะมากกว่าที่เป็นเรื่องขัดอารยธรรมผู้คนทั้งหลายที่ถูกห้ามกินหมากมีความเครียดมากเพราะว่าหมากจัดเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง ทางภาคใต้เมื่อถูกห้ามแล้วคิดในทางดีทำลูกหมากทองคำเป็นถวายบูชาพระบรมธาตุเมืองนครก็มี ย้ำคติ

กบฎพญาผาบ

ในลักษณะการตัดใจเลิกกินแล้ว นำของมีค่ามีคุณของอร่อยจำลองด้วยวัตถุอันสูงค่าขึ้นบูชาพระธาตุเสียเลย หมากนี้ก็ยังมีเป็นเรื่องแปลกในทางลึกลับ แล้วว่าสามารถใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่างบางวิชาใช้ทดสอบความเจ็บป่วยของผู้ป่วยที่มักจะป่วยแบบไม่มีสาเหตุหรือไม่ก็ไม่สามารถหาทางอธิบายได้ว่าอาการที่เป็นอยู่เกิดขึ้นเพราะอะไร ผู้รู้วิชาจะทำการเสกหมากให้เคี้ยวเป็นหมากที่ห่อในใบพลูก็ตาม ไม่ห่อก็ตาม แล้วเมื่อเคี้ยวแล้วผู้ป่วยจะต้องตอบคำถาม ว่ารสชาติของหมากเป็นอย่างไรร้อนหรือหวาน หรือเปรี้ยว หรือขม จะมีคำอธิบายของสถานการณ์โรคภัยหรือเภทภัยที่เกิดขึ้นกับตนแตกไปเช่นถ้ามีรสขม ต้องคลายออกอย่างมีวิญญาณเข้าแทรกทำให้ป่วยและอื่นๆเป็นต้น

ข้างครูบาอาจารย์โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้ใหญ่ ทั้งธรรมยุตทั้งมหานิกาย มักเคี้ยวหมากพวกลูกศิษย์มักจะไปขอชานหมากจากท่าน บางท่านก็ไม่ยอมให้บอกว่าเป็นของสกปรกเอาไปทำไม เคี้ยวแล้ว เปื้อนแล้ว ข้างฝ่ายลูกศิษย์ก็ดันด้นขอมาจนได้เมื่อเอามาเลี่ยมติดตัวไปไหนมาไหนมักจะประสบเหตุปรากฏการณ์แคล้วคลาดปลอดภัย

ผู้ที่มีความรู้ก็เล่าว่าระหว่างที่ครูบาอาจารย์ท่านเคี้ยวหมากนั้น หลายทีและบางทีท่านกำหนดจิตลงไปในกิริยาการเคี้ยวหรือท่านเพ่งดูตัวท่านเองเวลาเคี้ยวในลักษณะที่เขาเรียกว่าดูตัวเองให้รู้ทั่วตัวพร้อมว่ากำลังทำอะไรดวงจิตที่ศักดิ์สิทธิ์หรือประสบความสำเร็จในทางการฝึกปฏิบัติของท่านเมื่อไปจับลงที่ชานหมากก็ถ่ายทอดความศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้ในชานนั้นเอง ด้วยเหตุนี้จริงความขลังขึ้นมา

ส่วนเวลาไปขอแล้วท่านปฏิเสธนั้นอาจเป็นไปได้ว่าในจังหวะนั้นท่านไม่ได้จับจิตลง ไปในการเคี้ยวหมาก เมื่อลูกศิษย์เอาไปเดี๋ยวจะไม่มีผลในทางดีตามที่คาดหวังก็เลยพูดว่าอย่าเอาไปเลยสกปรก เพราะหลายคราวก็ย้อนแย้งขอก็ได้ ท่านก็ให้นี่นาทำไมคราวนี้ไม่ให้ก็ของหลายอย่างต้องเรียนว่ามันมีเหตุผลที่ลึกลึกซ่อนอยู่ซึ่งก็สมควรที่จะเอานำมาตีแผ่อยู่ดี55

ผู้คนได้ฌานหมาก (ชานหมาก) มาแล้วก็นิยมปั้นเป็นก้อนกลมกลมมีพลาสติกก็อัดพลาสติกทำติดตัวไว้อย่างว่า พวงกุญแจและอื่นๆหรือบางคนทำให้เป็นล่ำเป็นสันก็ผสมผงต่างๆที่มีคุณวิเศษแล้วก็ปั้นเรียกกันว่าลูกอมชานหมาก จากการผสมชาหมากที่เคี้ยวแล้วกำหนดจิตดีแล้วมีการนำไปทำเครื่องรางชนิดอื่นรวมทั้งพระเครื่องเป็นความสวยงามทางศิลปะและมนุษยวิทยา

กบฎพญาผาบ

หมากเป็นของคู่กับพลูแต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือปูน ปูนนี้เป็นสีแดงก็เพราะว่าเดิมทีเป็นวัสดุที่ทำมาจากเปลือกหอยทะเลเผาไฟให้สุกแล้วบดละเอียดมีลักษณะอย่างผงแป้งสีขาว_ปูนขาวแต่ถ้าจะนำมากินกับหมากแล้วก็ต้องใส่ขมิ้นลงไปการทำปฏิกิริยาระหว่างขมิ้นกับปูนเขาว่ามันไม่ถูกกัน

ขมิ้นที่เป็นสีเหลืองเมื่อเจอกับปูนสีขาวทำให้เกิดสีแดง (คล้ายคนรบกันแล้วนองเลือด) และสิ่งนั้นเองก็จะกลายเป็นปูนแดงที่เอาไว้ป้ายบนใบพลูสักหน่อยนึง ก่อนที่จะเอาหมากใส่ลงไปแล้วเคี้ยวเรียกว่าปูนกินกับหมาก

ส่วนเครื่องผสมอาหารที่เรียกว่าน้ำปูนใสเวลาทำขนมแล้วต้องใส่จะทำให้รสชาติกรอบเนื้อสัมผัสเด้งขึ้นมาก็ใช้ปูนแดงที่กินกับหมากนี้เองไปละลายน้ำเสร็จแล้วตั้งทิ้งไว้จนกว่าจะตกตะกอนน้ำของปูนที่ลอยใสอยู่เบื้องบนนี้มีฤทธิ์เป็นด่างช้อนมา ปรุงเข้าไปในแป้งต่างๆก็จะให้ความกรอบและเนื้อสัมผัสที่เป๊ะเด้ง

ในขณะที่ปวงเราชาวทำอาหารบอกว่าปูนก็เป็นของมีค่ามีคุณประโยชน์ในขณะเดียวกันนั้น ท่านราชบัณฑิตกลับว่า…อาภัพเหมือนปูน โดยอธิบายว่าคนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมาก ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ ๓ อย่างคือ หมาก พลู และปูน หมาก เป็นไม้จำพวกปาล์ม ผลมีรสฝาด พลู เป็นไม้เถา ใบมีรสเผ็ดร้อน ใช้ทำยาและใช้กินกับหมาก ส่วน ปูน เป็นสารที่ได้ จากหินปูนหรือเปลือกหอยที่เผาจนสลายตัว เมื่อผสมกับผงขมิ้นและน้ำแล้วจะเป็นสีแดง เรียกว่า ปูนแดง ใช้ป้ายใบพลูที่กินกับหมาก ส่วนประกอบทั้ง ๓ อย่างนี้ต่างก็มีความสำคัญเท่ากัน แต่เวลาพูดเรามักกล่าวแต่เพียงว่า “กินหมาก” หรือ “กินหมากกินพลู” ไม่มีใครเอ่ยถึง “ปูน” เลยภาชนะใส่หมากพลูซึ่งเรียกว่า “เชี่ยน” เราเรียกว่า “เชี่ยนหมาก” ไม่มีคำว่า ปูน อีกเช่นกัน จึงมีสำนวนเปรียบเทียบผู้ที่มีความสำคัญหรือมีคุณความดีแต่ถูกมองข้ามไปว่าเป็นผู้ที่ “อาภัพเหมือนปูน” เช่น เขาเป็นคนมีความสามารถ แต่ก็อาภัพเหมือนปูน เจ้านายไม่เคยเห็นความสำคัญเลย…55

กลับมาที่คดีของพญาผาบซึ่งท่านก็เป็นนักรบเก่า ได้สิทธิมาปกครองชุมชนอย่างว่า กำนันพ่อบ้านพ่อเมือง ทำการรวบรวมผู้คนในตำบลแห่งหนที่ท่านเป็นเจ้านายสังกัดอยู่ ต่อต้านการเก็บภาษีหมาก เพราะผู้คนกินหมากกันเยอะแต่จะมาไล่เก็บภาษีจากลูกหมาก มันช้า และวุ่นวายได้น้อยเก็บภาษีตัวต้นหมากซะเลยต้นละ 12 สตางค์ แลดูไม่เป็นธรรม ประกอบกับว่าตำบลที่ท่านเป็นผู้นำนั้นชาวบ้านมีรายได้จากงานย้อมผ้าทอผ้าขายเป็นหลักแต่พระเจ้าเชียงใหม่ทำการเปิดประมูล สร้างรายได้ในกิจกรรมนี้เข้าคลัง ใช้วิธีให้คนจีนมาประมูลงานย้อมผ้าทอผ้าแล้วก็ให้ผูกขาดว่าถ้าใครประมูลได้แล้วห้ามคนอื่นผลิตขายอีกผู้คนในตำบลก็จะเดือดร้อนเพราะว่าไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไรแทน เจ้าหลวงไม่ได้คิดแผนการรองรับเอาไว้ให้ได้แต่ถูกกฎหมายห้ามโดยไม่เป็นธรรม grave unjust อันผู้คนเหล่านั้นนี้ประกอบอาชีพค้าขายกันโดยเสรีแข่งขันกันที่คุณภาพและมีฝีมือมานาน อยู่อยู่เจ้าหลวงจะมาใช้วิธีบีบให้จีนมาประมูลเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วผูกขาดห้ามคนอื่นทำอาชีพอันนี้ต่อไปถ้ายังทำอีกมีกองกำลังจากกรุงเทพขึ้นมาช่วยปราบปรามผู้ที่ต่อต้านหรือแข็งขืนนะ

อันนี้ก็เข้าตามหลักการที่ เรียกว่าถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ซึ่งสเต็ปต่อไปเขาเรียกว่ามันจะต้องมีการบันดาลโทสะเกิดขึ้นและหลังจากบันดาลโทสะแล้วทีนี้ก็ต้องลงไม้ลงมือกัน โดยนาทีก็ต้องทำกบฏยึดอำนาจเมืองเชียงใหม่บ้าง