
ถอดรหัสอุตสาหกรรมยุคใหม่ของจีน ต่างชาติต้องเตรียมรับมืออย่างไรในปี 2026 (จบ)
ถอดรหัสอุตสาหกรรมยุคใหม่ของจีน ต่างชาติต้องเตรียมรับมืออย่างไรในปี 2026 (จบ) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4181
KEY
POINTS
- บริษัทต่างชาติต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้น "ความเร็ว" และ "ขนาด" มาเป็นการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว และเตรียมรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากซัพพลายเออร์จีนที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
- การเข้าถึงตลาดจีนผ่านการส่งออกจะทำได้ยากขึ้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบ "ท้องถิ่นนิยม" (Localization) เช่น การร่วมทุน หรือความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
- ต้องเตรียมพร้อมสำหรับภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนขึ้น โดยต้องใส่ใจกับมาตรฐานเฉพาะภาคส่วน การตรวจสอบด้านความปลอดภัย และเงื่อนไขการปรับสู่ความเป็นท้องถิ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมจีนจะเปลี่ยนแปลงในแง่มุมไหนอีกบ้าง และกิจการต่างชาติ ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างไรบ้าง? เราไปตามวิเคราะห์กันเลยครับ ...
4. ภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบที่ปรับเปลี่ยนไป ในด้านหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) จะยังคงเป็นองค์กรขับเคลื่อนหลักในการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม ในปี 2026 และอีกหลายปีในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านการผลิต การปรับโครงสร้างด้านดิจิตัล และเอไอพลัส ขณะที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) จะกำกับควบคุมการประสานงานข้ามภาคส่วน วินัยการลงทุน และการวางแผนอุตสาหกรรมระดับภูมิภาคต่อไป
ขณะเดียวกัน โดยที่จีนมีจุดเด่นในเรื่องการบูรณาการการทำงานข้ามองค์กร เราจึงน่าจะเห็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนที่เข้มข้นขึ้น อาทิ MIIT, NDRC และ หน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการควบคุมห่วงโซ่อุปทาน การกำกับดูแลข้อมูล และมาตรฐานด้านเทคโนโลยี
หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบ จะทำให้กิจการที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์ในการพัฒนาภาคการผลิตที่เป็นระบบในจีน มาตรการส่งเสริมและระบบบริการของภาครัฐ จะช่วยให้ผู้ผลิตในจีนได้รับความสะดวก ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย และเติบใหญ่ยิ่งขึ้น ซึ่งอาจหมายถึงห่วงโซ่อุปทานที่พร้อมสรรพและยืดหยุ่น รวมทั้งระดับความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ในทางกลับกัน หากภูมิทัศน์ดังกล่าวสลับซับซ้อนมากขึ้น ก็อาจทำให้กิจการที่เกี่ยวข้อง ต้องเรียนรู้ใหม่และใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างแน่นอน
ประเด็นสำคัญก็คือ แล้วการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมล้ำสมัยของจีนสู่ “บริบทใหม่” ในหลายมิติดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อกิจการต่างชาติอย่างไร? ในประเด็นนี้ ผมประเมินว่า ในปี 2026 กิจการต่างชาติจะต้องให้เวลากับการเตรียมการ และการปรับตัวในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
ประการแรก ขณะที่จีนให้ความสำคัญกับ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ผ่านการสร้างระบบนิเวศที่พร้อมสรรพ ความสำเร็จของกิจการต่างชาติจึงไม่ควรวนเวียนอยู่กับ “ความเร็ว” และ “ขนาด” และไม่ควรเลือกใช้ “การไล่ล่า” การฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นดังเช่นที่ผ่านมา
ในฐานะปีแรกของแผนฯ 15 ที่กำหนดทิศทางและรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมฯ ในช่วงที่เหลือของทศวรรษ อาทิ มาตรการสนับสนุนทางการเงิน และการกำกับควบคุมการพัฒนา เราน่าจะเห็นจำนวนผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมขยายตัวในปี 2026 และต่อเนื่องในอนาคต ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะยกระดับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคง ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศเชิงพาณิชย์ที่มีความอ่อนไหวสูง ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการกำกับควบคุมที่เข้มงวด
เมื่อผนวกกับการยึดถือแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างเชิงปริมาณแบบรวมศูนย์ของหน่วยงานภาครัฐ และที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดราคาที่มีประสิทธิภาพ ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันและระดับการแข่งขันอย่างมากในตลาดสินค้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากซัพพลายเออร์ของจีน ที่ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากภาครัฐ และอุปสงค์ภายในประเทศที่ได้รับการประกัน
บริษัทต่างชาติหน้าใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจีน ควรมองหาการจัดหาระบบย่อย วัสดุ เซ็นเซอร์ และ ซอฟท์แวร์ ควบคุมเป็น “จุดเริ่มต้น” มากกว่าการจัดหาเครื่องบินและระบบโดรนที่สมบูรณ์ ซึ่งตลาดอยู่ในมือผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน ขณะที่กิจการต่างชาติที่อยู่ในจีนเดิม ก็ควรยกระดับการมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นการจัด “ตำแหน่งใหม่” เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์ในระยะยาวในตลาดจีน
นั่นหมายความว่า ความพยายามในการเข้าถึงตลาดจีนผ่าน “การส่งออก” มีแนวโน้มที่ยากขึ้น กิจการต่างชาติจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับรูปแบบ “ท้องถิ่นนิยม” (Localization) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการร่วมลงทุน การจัดการใบอนุญาต ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา และอื่นๆ เพื่อเข้าถึงตลาดจีนในวงกว้าง อาทิ การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม เพื่อการปรับโมเดลและอัลกอริทึมให้เข้ากับชุดข้อมูลของชาวจีน
ขณะเดียวกัน กิจการต่างชาติก็ไม่ควรมองข้ามการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาหลักของตนเอง ให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เหล่านี้จะช่วยให้กิจการต่างชาติ สามารถรักษาความสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมในจีนเอาไว้ได้
ประการที่ 2 มองออกไปข้างหน้า ขณะที่นโยบายอุตสาหกรรมของจีน เชื่อมโยงกับการเข้าไปมีส่วนร่วมและกำกับดูแลเศรษฐกิจโลกในระดับที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมของจีนก็คาดว่า จะมีบทบาทและอิทธิพลต่อเวทีภาคการผลิตโลกมากขึ้น
ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของจีน ที่ได้รับประโยชน์จากการบูรณาการ NQPFs อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า และควอนตัม จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนมีความสุกงอมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศที่ทั้ง “ถูกและดี” จะเป็นที่ต้องการของกิจการผู้ผลิตต่างชาติ
ในด้านหนึ่ง สภาพตลาดโลกของอุตสาหกรรมยุคใหม่จะมี “ผู้เล่นหน้าใหม่” ที่เก่งและทรงพลังอย่างจีนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น สิ่งนี้จะทำให้จีนสามารถ “ส่งออก” ระบบนิเวศดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศ ผู้ส่งออกระบบนิเวศหน้าเดิมจะต้องเผชิญกับ “ความท้าทาย” จากคู่แข่งขันหน้าใหม่อย่างจีน ขณะเดียวกัน ท่ามกลางระดับการแข่งขันที่สูงขึ้นในวงกว้างดังกล่าว ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกระจายตลาด และการเป็นพันธมิตรในระยะยาว ก็จะมีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคผลิตในเวทีโลก ซึ่งจะเป็น “ผู้บริโภค” ระบบนิเวศดังกล่าว อาทิ โซลูชั่นด้านเอไอ ก็จะได้รับ “โอกาส” และ “ประโยชน์” อย่างมากจาก “ทางเลือกใหม่” ที่เพิ่มขึ้น ยิ่งพอมองออกไปข้างหน้า หากจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จีนก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน “ผู้เล่นหลัก” ในเวทีอุตสาหกรรมการผลิตโลก
ประการที่ 3 หากภูมิทัศน์ของสภาพแวดล้อมการปฏิบัติตามกฎระเบียบซับซ้อนมากขึ้น ก็จะทำให้ความพยายามในการทำความเข้าใจกับแผนระดับชาติ ในรูปแบบเดิมจะไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้น บริษัทต่างชาติจึงควรให้ความสนใจอย่างมาก กับมาตรฐานเฉพาะภาคส่วน การตรวจสอบด้านความปลอดภัย และเงื่อนไขและข้อกำหนดในการปรับสู่ความเป็นท้องถิ่นนิยมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
บริษัทต่างชาติสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ปัญญาประดิษฐ์อุตสาหกรรมของจีน ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางและเพิ่มความมั่นคงในการประกอบธุรกิจในตลาดเอไอประยุกต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ดียิ่งขึ้น
แล้วกิจการไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง? ฝากท่านผู้อ่านช่วยกันคิดหน่อย ...
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4181

