
ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ (ภาคหนึ่ง)
ถึงเวลาที่รัฐบาลไทยต้องอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ (ภาคหนึ่ง) คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดย สมหมาย ภาษี
คนไทยเราทุกวันนี้ถูกเหตุการณ์ใหญ่อย่างน้อย 2 เรื่อง ลากความสนใจให้ไปอยู่แต่เรื่องการรักชาติจากเหตุการณ์ความขัดแย้งของไทยกับเขมรที่ยังไม่สงบสักที และเรื่องการกำจัดสแกมเมอร์ที่รู้กันว่าได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ ทำให้คนระดับพอมีกินมีใช้เกิดหวั่นกลัวว่าเงินทองที่พอมีอยู่จะถูกสิ่งชั่วร้ายเล่นงานเอา
สรุปแล้วคนไทยตอนนี้ไม่มีใครสนใจและคิดแก้ไขบรรดาสารพัดปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของประเทศในเรื่อง GDP ซึ่งหลายปีมาแล้วไทยเราต่ำต้อยกว่าประเทศกลุ่มอาเซียนในระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะดูตัวเลขเป็นรายปีหรือรายไตรมาสซึ่งเป็นที่รู้กันดี สถาบันการเงินระดับนานาชาติ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย และ IMF ต่างก็เฝ้าเตือนและชี้แนะเราเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนแก้ไขอะไรได้ มันน่าอดสูยิ่งนัก
เรามีปัญหาเศรษฐกิจแบบติดกับดักของโครงสร้างมากตั้งแต่เรื่องประชากรผู้สูงวัยที่มากเกิน 20 % ของประชากรทั้งหมด เรามีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย เรามีปัญหาข้าราชการประจำที่ต้องขับเคลื่อนประเทศส่วนหนึ่งพากันขี้เกียจ อยากได้แต่ตำแหน่งและอำนาจสูงที่ไม่ใช่ด้วยความสามารถ แต่ด้วยความสนิทชิดเชื้อหรือเป็นญาติมิตรกับนักการเมือง แถมนิยมการคอร์รัปชั่นตามพวกเสนาบดี ไม่มีศักดิ์ศรีเหลือให้เห็นกันซักเท่าไหร่ แล้วประเทศชาติจะอยู่รอดได้อย่างไร
เมื่อข้าราชการขี้เกียจแต่อยากได้ตำแหน่งมาเจอกับนักการเมืองขี้โกงและอยากสร้างผลงานง่ายๆ โมเดลของการบั่นทอนและกัดกร่อนประเทศก็เกิดขึ้นในแทบทุกกระทรวงทบวงกรม ด้วยการร่วมกันโกงกินประเทศแบบหน้าด้านๆ นี่คือสภาพของการบริหารราชการไทยในทุกวันนี้ครับ
คำถามใหญ่สำหรับคนไทยที่ยังมีความคิด ยังมีความหวังและยังอยากเห็นสภาพที่ดีขึ้นของประเทศชาติ ก็คือว่า แล้วเราจะพลิกฟื้นประเทศกันได้ไหม ให้เวลาสัก 10 ปีหรือหนึ่งทศวรรษพอจะร่วมคิดแล้วร่วมทำกันได้ไหม
ถ้าไม่ได้ก็รอวันตายในอนาคตก็แล้วกัน ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่าความโหดร้ายของธรรมชาติอันเนื่องจากภาวะโลกร้อนจะเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกเดือนและทุกปี อากาศที่เป็นพิษ (CO2) ที่มีเป้าร่วมกับประชาคมโลกให้ลดเป็น Net Zero ในอีก 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยเราจะทำได้หรือไม่ ผมดูร่างกฎหมายการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.... ที่รอเข้าสภาฯแล้วเห็นว่ายังมีมาตรการไม่ดีพอ
ท่ามกลางข่าวร้ายที่มีมากมายของประเทศ ตอนนี้คนไทยก็ได้เห็นประจักษ์ด้วยตนเองบ้างแล้วว่า ผู้ที่ทำกรรมชั่วกับประเทศชาติไว้มาก ย่อมต้องรับกรรมตอบสนองให้เห็นในชาตินี้ ดังนั้น ตั้งแต่นี้เราคนไทยควรหันมาฟังข่าวดีกันบ้าง แล้วคิดช่วยกันพลิกฟื้นประเทศชาติให้มากขึ้น
1. ข่าวดีด้านเศรษฐกิจเรื่องสำคัญเรื่องแรกที่เพิ่งออกมาเมื่อต้นเดือนนี้ คือการที่สำนักงานจัดอันดับเครดิตนานาชาติใหญ่ที่ชื่อ S & P Global ได้ประกาศข่าวยืนยันอันดับเครดิตของไทยที่เคยดีระดับ BBB+ เท่าเดิมและยังคงสถานะมีเสถียรภาพ (Stable) ไว้ ทั้งนี้ เพราะ S & P ได้เห็นว่ารัฐบาลไทยได้พยายามตั้งงบประมาณประจำปี 2569 ไว้ในระดับแทบจะไม่เพิ่มขึ้น คืออยู่ที่ 3,780,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณที่แล้วแค่ 0.75 % เท่านั้น
ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากมายที่ถูกตอกย้ำโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แม้รัฐบาลปัจจุบันจะแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ก็ตาม แต่รัฐมนตรีคลังท่านได้เน้นย้ำให้เห็นว่ากระทรวงการคลังยังพยายามรักษาวินัยการคลังอยู่ ข่าวนี้ทำให้เชื่อได้ว่าอันดับเครดิตของประเทศไทยจะไม่ถูกทุบลงต่ำกว่าที่เป็นอยู่นี้อีกร่วมปี คาดว่าจากนี้ไปตลาดหลักทรัพย์ของไทยน่าจะพยุงตัวยืนขึ้นได้ครับ
2. ข่าวดีด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเงินกู้ต่างประเทศ เมื่อประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ท่านรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยให้สื่อฟังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรกู้เงินจากต่างประเทศมาสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการสร้างการป้องกันน้ำท่วมทุกปีๆแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ผมว่าถ้าระดับผู้นำของประเทศรู้จักมีความคิดและมีดำริในเรื่องใหญ่ๆแบบนี้น่าจะดีมาก แต่ขอให้รัฐบาลไหนก็ได้ทำจริงเถอะครับ
ผมเองได้คิดดูแล้วเห็นด้วยกับความคิดที่กล่าวข้างต้นมาก เพราะเมื่อพิจารณาสภาพด้านการคลังของไทยทุกวันนี้ จะทำอย่างไรก็ตามในระยะ 3 – 4 ปีข้างหน้า ไม่มีทางที่จะหาเงินมาลงทุนในโครงการพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เป็นเรื่องเป็นราวได้เลย หากไม่ไปกู้เงินจากต่างประเทศมาใช้
การที่รัฐบาลจะทนทู่ซี้เข็นครกขึ้นภูเขาบริหารประเทศด้วยกำลังเงินรายได้ของรัฐบาลที่รับไม่ไหวเช่นทุกวันนี้ มันไปไม่รอดแน่ ส่วนการจะคิดนำเงินกองทุน Thailand Future Fund มาใช้กับโครงการสาธารณะที่ออกดอกผลด้านการเงินต่ำก็คงจะไม่เกิด ส่วนพรรคการเมืองไหนที่เป็นรัฐบาลข้างหน้าจะเป็นผู้ทำก็สามารถทำได้ทั้งนั้น ขอให้ทำให้เป็นและทำให้เร็ว อย่าเอาเรื่องคอร์รัปชั่นมาใช้ก็พอ
เหตุผลที่เห็นด้วยกับนโยบายต้องหันไปพึ่งเงินกู้ต่างประเทศเพราะไทยเราหมดเงินออมภาครัฐ แค่แก้ปัญหาหนักๆภายในประเทศก็หืดขึ้นคอแล้ว ภาษีก็ไม่ลงมือหาวิธีปรับปรุงอย่างจริงจัง มีแต่ตั้งคณะกรรมการมาศึกษาเพื่อจะพลิกผัน เสร็จเมื่อไหร่ ถ้าเราได้พรรคที่เสียงมากแบบรับไม่ได้ แถมหัวหน้าพรรคหรือผู้ค้ำจุนพรรคเป็นคนที่คิดแต่จะโกงบ้านโกงเมือง เขาก็จะโยนทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ถ้าเราไม่หาเงินกู้จากต่างประเทศมาทำ ไทยเราก็จะไม่สามารถสร้างโครงการสาธารณูปการมาปรับโครงสร้างของประเทศ เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วม โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการ Land Bridge ในภาคใต้ที่จะวางท่อน้ำมันพร้อมถนน ทางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึกที่ต้องการ เพื่อให้มีการขนสินค้าหลักสำคัญข้ามจากฝั่งทะเลด้านตะวันตกมาฝั่งทะเลด้านตะวันออก ซึ่งไม่ใช่สำหรับส่งสินค้ามาประเทศไทยเท่านั้น แต่สำหรับภูมิภาคตะวันออกทั้งหมดจนถึงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำรายได้ก้อนโตเข้าประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ต้องคิดรวมถึงโครงการพัฒนาที่ต้องการเร่งด่วนที่สามารถเพิ่มพูนรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเข้ามาได้ทันทีเมื่อโครงการเสร็จ เช่น โครงการสร้างสนามบินอันดามันที่จังหวัดพังงา เพราะขณะนี้สนามบินนานาชาติภูเก็ตนั้นแออัดยัดเยียดเต็มที นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาภูเก็ตต้องอารมณ์เสียกันแทบทุกคนหลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ล่าช้า เพราะเจ้าหน้าที่รับมือนักท่องเที่ยวไม่ได้แล้ว
การใช้เงินกู้จากต่างประเทศเป็นการก่อหนี้สาธารณะให้กับประเทศอย่างแน่นอน แต่ก็มีเงินกู้ทั้งจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือจากมิตรประเทศ เช่น ธนาคารเจบิคของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือธนาคาร Asian Infrastructure Investment Bank ที่ประเทศจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และสามารถกู้เงินหยวน (Yuan) ของจีนได้ เงินกู้จากแหล่งต่างๆที่กล่าว ถ้ารัฐบาลไทยกู้ก็จะได้ดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนหน่อย พร้อมระยะเวลาชำระคืนเงินต้นยาวอย่างน้อย 30 ปี และที่สำคัญได้ระยะปลอดหนี้ (Grace Period) ยาวถึง 5 – 8 ปี ทำให้ไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะในตอนต้นของโครงการ พอมีเวลาปรับปรุงระบบภาษีและระบบการคลังของประเทศให้ดีขึ้นได้
ท่านเห็นด้วยกับการหาเงินกู้ต่างประเทศดีๆมาเพื่อทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไหมครับ แต่ทั้งนี้ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดโครงการเพื่อใช้เงินกู้อย่างถูกต้อง และโครงการเหล่านั้นต้องปราศจากคอร์รัปชั่นเหมือนที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ACT) กำลังรณรงค์นะครับ (จะนำเสนอภาคสองต่อในเร็วๆนี้)






