
เตรียมรับแรงกระเพื่อม ราคาน้ำมันทะยาน
บทบรรณาธิการ
ในการประชุมหารือของสหภาพยุโรป (อียู) ช่วงวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา มีข้อสรุปกับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรในการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ผู้นำสหภาพยุโรปได้ตกลงกันว่าจะลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 90% จากรัสเซียภายในสิ้นปีนี้ เป็นการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน ซึ่งการคว่ำบาตรนี้จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้
นักวิเคราะห์คาดว่า หากสหภาพยุโรปสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ รัสเซียจะสูญเสียปริมาณการส่งออกน้ำมันราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ประกอบกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเซี่ยงไฮ้ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังจากที่จีนได้ปิดเมืองเซี่ยงไฮ้นานกว่า 2 เดือน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับการจัดหาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ตึงตัว
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ระดับ 116 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบที่ระดับ 112 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปอย่างเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 152 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และดีเซลที่ระดับ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่กล่าวมา จะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในบ้านเรา มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกต่อเนื่อง จากแรงกระเพื่อมดังกล่าว หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) อั้นไม่ไหว เห็นชอบปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 1 บาท ไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นมาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 149.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (27 พ.ค.2565) เพิ่มขึ้นมาจากราคาก่อนหน้าที่138 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
เมื่อราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวมาอยู่ที่ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในการประชุม กบน.สัปดาห์นี้ คงจะได้เห็นการตัดสินใจปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มอีกลิตรละ 1 บาท เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันอุดหนุนอยู่ที่ 8.58 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ วันนี้อยู่ภาวะย่ำแย่ติดลบกว่า 81,395 ล้านบาทแล้ว
ผู้บริโภค ประชาชนอย่างเราๆ คงนั่งดูทำตาปริบๆ ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเป็นรายวัน เพราะรัฐบาลเอง ก็ไร้กลไกหรือมาตรการที่จะมาช่วยเหลือ ภาครัฐเองก็มีข้ออ้างในการปรับราคาน้ำมันดีเซลแต่ละครั้ง ก็เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถดูแลราคาขายปลีกดีเซลในประเทศได้ยาวนานขึ้น เพราะรัฐเองก็ไม่อยากจะเห็นกองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระในการอุดหนุนเป็นแสนล้านบาท การจะใช้หนี้หมดคงต้องใช้ระยะเวลานาน และจะส่งผลต่อผู้ใช้น้ำมันเอง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ราคาขายปลีกไม่ลดลง เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯไปใช้หนี้ ก็จะเป็นปัญหา หรือคำถามเกิดขึ้นมาในอนาคตอีก
สุดท้ายก็ต้องทำใจ และยอมรับสภาพว่า จากนี้ไป ราคาสินค้า อาหาร น้ำมัน ในระยะสั้นจะปรับตัวลดลงมาคงเป็นเรื่องที่ยากแล้ว






