
อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยการขึ้น ภาษีดีเซล 5 บาท
บทบรรณาธิการ อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยการขึ้นภาษีดีเซล 5 บาท
รัฐบาลรักษาการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังคิดหนัก กับมาตรการลดภาษีนํ้ามันดีเซลลิตรละ 5 บาท ที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 นี้ ว่าจะต่อหรือขยายมาตรการดังกล่าวออกไปอีกหรือไม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ลดต้นทุนภาคการผลิตสินค้า เกษตร และบริการ ซึ่งถือเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยพยุงการขับเคลื่อนภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้
ทั้งนี้ มาตรการลดภาษีดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 จนถึงปัจจุบัน ได้เห็นชอบและขยายเวลาต่อมาตรการมาแล้ว 7 ครั้ง รวมเป็นเงินที่รัฐต้องสูญเสียรายได้ไปกว่า 1.58 แสนล้านบาทโดยทุกการลดภาษีดีเซล 1 บาท จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไป 2,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดไป 5 บาทต่อลิตร เท่ากับรัฐสูญเสียรายได้ราว 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่กรมสรรพสามิต รายงานผลการจัดเก็บรายได้เดือนพฤษภาคม ในปีงบประมาณ 2566 เก็บรายได้ที่ 313,629 ล้านบาท ตํ่ากว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ 65,730 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการจัดเก็บภาษีนํ้ามันดีเซลตํ่ากว่าเป้าหมาย โดยจัดเก็บภาษีนํ้ามันได้ 9,173 ล้านบาท ตํ่ากว่าเป้าหมาย 10,925 ล้านบาท ซึ่งสรรพสามิตเองอยู่ระหว่างศึกษาการปรับลดภาษีนํ้ามันดีเซล ครั้งที่ 8 ว่าจะลดอัตราเท่าใด ระหว่าง 2-5 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีมากจนเกินไป
หากใช้แนวทางลดอัตราภาษีนํ้ามันลง 2 บาทต่อลิตร จะช่วยเหลือประชาชนได้นาน 5 เดือน แต่หากใช้แนวทางการลดอัตราภาษีลง 5 บาทต่อลิตร จะสามารถช่วยเหลือได้นาน 2 เดือน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร คาดการณ์ว่า จะจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2566 นี้ สูงกว่าเป้าหมายเอกสารงบประมาณ 1.5 - 2 แสนล้านบาท จากเป้าการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ราว 2.029 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เก็บได้เพิ่มขึ้นนี้ สามารถที่จะนำมาชดเชยส่วนที่หายไปของการปรับลดภาษีนํ้ามันดีเซลลิตรละ 5 บาทได้
แนวทางออกของรัฐบาลรักษาการ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับภาษีนํ้ามันดีเซลขึ้นไปลิตรละ 5 บาท เพราะหากปรับขึ้นไปแล้ว นั่นย่อมจะมีผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างสูง หลังจากที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาหลายปี ประชาชนจะต้องแบกรับภาระกับค่าครองชีพสูงขึ้น จากราคานํ้ามันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และขนส่งที่ต้องปรับขึ้นไป ฉุดกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง
หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องปรับขึ้นไป ก็ต้องดำเนินการเป็นแบบขั้นบันได และไปอาศัยกลไกของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง เข้าไปชดเชยราคาตามอัตราภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้นไป ซึ่งจะทำให้ราคาขายนํ้ามันดีเซลไม่ขยับเพิ่มขึ้นไป เพราะเวลานี้เองฐานะของกองทุนนํ้ามันฯ บัญชีนํ้ามัน ก็ดีขึ้นแล้วติดลบราว 1.4 หมื่นล้านบาท ลดลงจากช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่เคยติดลบสูงสุดถึง 8.87 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น ฝากการบ้านให้รัฐบาลรักษาการพิจารณาอย่าสร้างภาระ หรือโยนความเดือดร้อนให้ประชาชน ก่อนจะสิ้นสุดสภาพไปอีกเลย












