thansettakij
thansettakij
ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม.

ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม.

ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม. : รายงาน

KEY

POINTS

  • การปลดล็อกเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00-17.00 น. ไม่ได้ส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุทางถนนในภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 90 วันแรกของการประเมิน
  • ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 16.00-17.59 น. และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดในช่วง 18.00-19.59 น. ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงเวลาเลิกงานมากกว่าผลกระทบโดยตรงจากการขยายเวลาขาย
  • พบแนวโน้มที่น่ากังวลคืออุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปี พุ่งสูงขึ้นถึง 43.3% สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง
  • ปัจจัยเสี่ยงหลักของอุบัติเหตุยังคงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ (92.2%) และการไม่สวมหมวกนิรภัย (82%) โดยการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยร่วมในอุบัติเหตุ 14.3%

จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการผ่อนปรนมาตรการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลล่าสุดจากระบบบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (RTIDC) และกระทรวงสาธารณสุขชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มเวลาจำหน่ายไม่ได้ส่งผลต่อความปลอดภัยในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติตามช่วงเวลาและกลุ่มอายุยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม.

สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยยังคงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ข้อมูลจากระบบบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (RTIDC) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำไปประกอบการพิจารณาปลดล็อกการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา14.00 - 17.00 น.

ภาพรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ปี 2569 จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบ RTIDC ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 พบว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสะสมรวมทั้งสิ้น 321,774 ราย โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยนอก (OPD) 167,586 ราย ผู้ป่วยใน (IPD) 149,741 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 4,447 ราย ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยการเสียชีวิตรายวันอยู่ที่ 41 รายต่อวัน

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบสถิติรายเดือน พบว่าเดือนมกราคม 2569 มีผู้เสียชีวิต 1,633 ราย กุมภาพันธ์ 1,404 ราย และมีนาคม 1,362 ราย ซึ่งแม้ภาพรวมผู้เสียชีวิตจะมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และ 2568 แต่ตัวเลขผู้บาดเจ็บรายเดือนยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 47,000 รายต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง

ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม.

ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือ ผลกระทบจากการประกาศปลดล็อกให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ร่วมกันพิจารณาผลกระทบเชิงสุขภาพหลังจากดำเนินนโยบายครบ 90 วัน (ธันวาคม 2568 - มีนาคม 2569)

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า ภาพรวมของการเกิดอุบัติเหตุในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเจาะลึกเฉพาะช่วงเวลา 14.00-20.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาดการณ์ว่าอาจได้รับผลกระทบจากการปลดล็อกเวลาขายโดยตรง

ผลการตรวจสอบพบว่าจำนวนอุบัติเหตุไม่ได้มีส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญแต่อย่างใด ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันในเบื้องต้นว่า การขยายเวลาขายในช่วงบ่ายไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุจากความมึนเมาในภาพรวมตามที่หลายฝ่ายเคยแสดงความกังวลไว้

ชําแหละสถิติอุบัติเหตุบนถนน ปลดชนวนขายเหล้า 24 ชม.

วิเคราะห์เชิงลึกรายชั่วโมงจากระบบ RTIDC หากพิจารณาข้อมูลสถิติตามช่วงเวลาเกิดเหตุจากระบบ RTIDC จะเห็นโครงสร้างความเสี่ยงที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ช่วงเวลา 14.00-15.59 น.: มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 30,886 ราย (เสียชีวิต 352 ราย) ช่วงเวลา 16.00-17.59 น.: เป็นช่วงที่มีสถิติอุบัติเหตุ สูงที่สุดในรอบวัน โดยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมพุ่งสูงถึง 51,014 ราย (เสียชีวิต 492 ราย) ช่วงเวลา 18.00-19.59 น.: เป็นช่วงที่มี ผู้เสียชีวิตสูงที่สุด คือ 548 ราย จากจำนวนเหตุการณ์รวม 44,206 ราย

สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การปลดล็อกเวลาขายจะอยู่ระหว่าง 14.00-17.00 น. แต่อุบัติเหตุส่วนใหญ่มักไปกระจุกตัวในช่วงเย็นถึงค่ำ ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงเวลาเลิกงานและการเดินทางกลับบ้านมากกว่าการดื่มในช่วงบ่ายโดยตรง

พฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยกระตุ้นอุบัติเหตุ ข้อมูลจาก RTIDC ยังชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่าแอลกอฮอล์

1. ยานพาหนะ: รถจักรยานยนต์ เป็นพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดถึง 92.2% (288,012 ราย)

2. อุปกรณ์นิรภัย: ผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต 82% ไม่สวมหมวกนิรภัย และ 56.5% ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

3. การดื่มแอลกอฮอล์: จากสถิติพบว่ามีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิตที่ดื่มแอลกอฮอล์รวม 14.3% (15,469 ราย) และหากนับเฉพาะกลุ่มผู้ขับขี่ สัดส่วนการดื่มจะอยู่ที่ 14%

4. ปัจจัยอื่น: การขับรถเร็วมีส่วนเกี่ยวข้อง 25.5% ขณะที่อาการง่วงนอนพบ 8.1%

ที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่มีสถิติอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 11.2% ในปี 2568 เป็น 19.4% ในปี 2569 (เพิ่มขึ้น 43.3%) สวนทางกับกลุ่มวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ยังพบ “จุดเสี่ยงใหม่” ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น จังหวัดพิษณุโลกที่มีสัดส่วนเสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเพิ่มขึ้นถึง 62.5% และจังหวัดภูเก็ตที่เพิ่มขึ้น 25%

บทสรุปและการวิเคราะห์รายจังหวัด จากการดูข้อมูลรายจังหวัดในระบบ RTIDC พบว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (36,362 ราย) ตามด้วยชลบุรี (15,619 ราย) เชียงใหม่ (11,785 ราย) และนครราชสีมา (10,536 ราย) ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสูงยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวังหลัก

โดยสรุป ข้อมูลจากระบบบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (RTIDC) ยืนยันว่าการปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. ไม่ได้ส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุในภาพรวมเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 90 วันแรกของการประเมิน นำไปสู่การขยายผลนโยบายขาย 24 ชั่วโมงในพื้นที่ EEC อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนยังคงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและการใช้รถจักรยานยนต์ เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า จะมีการผ่อนปรนขยายพื้นที่การให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงในพื้นที่อื่นๆ ได้อีกหรือไม่ ด้วยเป้าหมายเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากล่าสุดที่ให้จำหน่ายได้ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการจัดกิจกรรมหรือนิทรรศการ และร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่กำหนดเท่านั้น