
ยกระดับ“การแข่งขันทางการค้าไทย”เพื่อผู้บริโภค
ยกระดับ“การแข่งขันทางการค้าไทย”เพื่อผู้บริโภค : บทความโดย เดนนิส เบลิ่งและพีรวัฒน์ สำราญจิตต์
การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสม มีคุณภาพดี และมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนานวัตกรรมและประสิทธิภาพทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมจำเป็นต้องอาศัยทั้งกลไกตลาดและกฎหมายกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ
การแข่งขันทางการค้าของไทยว่า การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง เพราะช่วยสร้างประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าที่ลดลง คุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น หรือทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในตลาด
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัด คือการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารประเภทสุกี้ในประเทศไทยช่วงปี 2568 ระหว่างเอ็มเคสุกี้และสุกี้ตี๋น้อย ซึ่งกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพสามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับตัว ลดราคา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อดึงดูดผู้บริโภค
หนึ่งในปัจจัยที่อาจกระทบต่อการแข่งขันคือการควบรวมกิจการของบริษัท ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้เล่นในตลาดลดลงและทำให้การแข่งขันอ่อนตัวลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่จำกัดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่ง เช่น การกำหนดราคาที่กีดกันคู่แข่ง หรือการบังคับขายพ่วงสินค้า อีกกรณีหนึ่งคือการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน เพื่อจำกัดการแข่งขัน เช่น การฮั้วประมูลหรือการกำหนดราคาร่วมกัน
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศทั่วโลกจึงมีกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่บิดเบือนตลาด และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามักมีองค์ประกอบหลักสามประการ ได้แก่ การควบคุมการควบรวมกิจการ การห้ามข้อตกลงที่จำกัดการแข่งขัน และการห้ามใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด
สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2560 และมีการจัดตั้งคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล อย่างไรก็ตาม รายงานการประเมินล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่ากฎหมายดังกล่าวยังมีข้อจำกัดบางประการที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้
รัฐสภาชุดก่อนจึงได้เริ่มกระบวนการแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยข้อเสนอหลายประเด็นสอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD เพื่อให้กฎหมายของไทยมีมาตรฐานใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องหยุดชะงักหลังการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 ทำให้อนาคตของการแก้ไขกฎหมายขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของการแก้ไขกฎหมายคือการปรับปรุงระบบการควบรวมกิจการ ปัจจุบันมีเพียงการควบรวมที่อาจนำไปสู่การผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาดเท่านั้นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจาก กขค. ขณะที่การควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการเพียงแจ้งภายหลังการควบรวมเท่านั้น และหน่วยงานกำกับดูแลไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขหรือระงับการควบรวมดังกล่าว
ภายใต้ร่างกฎหมายใหม่ การควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญจะต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าเช่นเดียวกับกรณีที่นำไปสู่การผูกขาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการแข่งขันในตลาด
อีกประเด็นหนึ่งคือการปรับบทลงโทษกรณีใช้อำนาจเหนือตลาดจากโทษอาญาเป็นโทษทางปกครอง โดยโทษอาญาต้องใช้มาตรฐานการพิสูจน์ที่เข้มงวดมาก ขณะที่โทษทางปกครองใช้มาตรฐานความน่าจะเป็นที่สมดุล ซึ่งเหมาะสมกับคดีที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน
การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการ และช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ ขณะเดียวกัน การพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย










