ประท้วงฝรั่งเศส บทเรียนประชานิยมหมดโปรฯ ไทยเสี่ยงซ้ำรอย?
TDRI ถอดบทเรียนประท้วงฝรั่งเศส รัฐสวัสดิการเจอข้อจำกัดการคลัง เตือนไทยเร่งคุมประชานิยม ลดรายจ่ายไม่จำเป็น ก่อนปรับนโยบายยากเมื่อประชาชนเสียประโยชน์
KEY
POINTS
- ฝรั่งเศสเผชิญข้อจำกัดรัฐสวัสดิการ แม้เก็บภาษีสูง แต่ฐานะการคลังไม่สามารถรองรับทุกภาคส่วนได้ เมื่อรัฐต้องลดงบหรือปรับสิทธิประโยชน์ จึงเกิดแรงต่อต้านจากประชาชน
- ไทยเสี่ยงซ้ำรอย หากไม่คุมประชานิยม การให้อย่างต่อเนื่องจนประชาชนคุ้นชิน ทำให้ปรับลดนโยบายได้ยาก แต่ไทยยังมีโอกาสฟื้นฐานะการคลัง หากเริ่มแก้ไขอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้
- เร่งลดรายจ่ายไม่จำเป็น พร้อมสื่อสารเหตุผล รัฐควรยึดหลักวิชาการ ลงทุนพัฒนาคนและเทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต พร้อมอธิบายการปรับนโยบายอย่างชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อเพิ่มการยอมรับจากประชาชน
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์ในรายการ THANTALK ถึงสถานการณ์ประท้วงในฝรั่งเศสว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดของการจัดสวัสดิการภายใต้ฐานะการคลังที่ไม่สามารถรองรับความต้องการของทุกภาคส่วนได้ พร้อมเตือนว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน หากเดินหน้านโยบายประชานิยมโดยขาดความเคร่งครัดทางการคลัง จนประชาชนคุ้นชินกับประโยชน์ที่ได้รับและต่อต้านเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องปรับลด
อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่าไทยยังมีโอกาสแก้ไขสถานการณ์ เนื่องจากภาระหนี้และการดำเนินนโยบายยังไม่ไปถึงระดับเดียวกับฝรั่งเศส โดยรัฐบาลต้องจริงจังกับการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย ยึดหลักวิชาการ และสื่อสารเหตุผลของการปรับนโยบายให้ประชาชนเข้าใจ
ม็อบฝรั่งเศสประท้วงเพราะรัฐสวัสดิการใกล้หมดโปรฯ
ดร.นณริฏ กล่าวว่า การเมืองบนท้องถนนไม่ใช่เรื่องผิดปกติสำหรับฝรั่งเศส ประชาชนสามารถรวมตัวเพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลเมื่อไม่พอใจนโยบายหรือการบริหารประเทศ โดยการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้งแล้วรอจนรัฐบาลครบวาระ การประท้วงในแต่ละช่วงจึงอาจเกิดจากประเด็นแตกต่างกัน ตั้งแต่ข้อเรียกร้องเรื่องค่าจ้างของสหภาพแรงงาน ไปจนถึงบริการสาธารณะที่ประชาชนเห็นว่ามีปัญหา
สำหรับการประท้วงครั้งที่กล่าวถึง เขาอธิบายว่า ประเด็นการศึกษาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ทั้งความกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษา จำนวนครูที่ลดลงเมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก ตลอดจนความพร้อมของอุปกรณ์ อาคาร และทรัพยากรในโรงเรียน แต่หากพิจารณาเฉพาะข้อเรียกร้องของประชาชน จะเป็นการมองเพียงฝั่งความต้องการ ขณะที่อีกด้านต้องตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดประเทศพัฒนาแล้วและมีรายได้สูงอย่างฝรั่งเศสจึงไม่สามารถจัดบริการให้ตอบสนองความต้องการได้ตั้งแต่ต้น
ในมุมมองของเขา คอขวดอยู่ที่ความสามารถในการจัดหาสวัสดิการของรัฐ แม้ฝรั่งเศสพยายามจัดเก็บภาษีในระดับสูงและกระจายประโยชน์ไปยังประชาชนหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ แต่รัฐสวัสดิการต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางการคลังด้วย เมื่อฐานะการคลังไม่สามารถหล่อเลี้ยงทุกภาคส่วนได้ รัฐจึงต้องปรับลดงบประมาณหรือเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งนำไปสู่แรงต่อต้านจากผู้ได้รับผลกระทบ
อยากมีสวัสดิการแบบฝรั่งเศส ต้องมีรายได้รัฐควบคู่กัน
ดร.นณริฏ กล่าวว่า การยกฝรั่งเศสเป็นต้นแบบรัฐสวัสดิการต้องพิจารณาอีกด้านควบคู่กัน คือความเป็นจริงทางการคลัง หรือ Fiscal Reality เพราะการมีสวัสดิการครอบคลุมจำเป็นต้องมีรายได้ภาษีรองรับ ขณะที่ประเทศไทยจัดเก็บภาษีเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจได้น้อยกว่าฝรั่งเศสมาก การต้องการสวัสดิการในลักษณะเดียวกันจึงต้องตอบให้ได้ว่าจะจัดหารายได้มาสนับสนุนอย่างไร
เขายกตัวอย่างรายจ่ายดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นภาระสำคัญของระบบสวัสดิการ และชี้ว่า หากประเทศไทยต้องการขยายความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการจัดหาเงินไปพร้อมกัน มิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงเผชิญข้อจำกัดเช่นเดียวกัน การมองต้นแบบจากต่างประเทศจึงไม่ควรหยุดเพียงระดับสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ แต่ต้องมองโครงสร้างรายได้ที่ทำให้รัฐสามารถจ่ายได้ด้วย
“ถ้าอยากไป Welfare State แล้ว มันก็ต้องเก็บภาษีสูง การจัดสมดุลระหว่างสวัสดิการกับภาษีเป็นโจทย์ที่อาจสร้างความไม่พอใจได้เช่นกัน เพราะท้ายที่สุดการดำเนินนโยบายต้องอยู่ภายใต้ทรัพยากรที่รัฐมีจริง"
ลดรายจ่ายก็เจอแรงต้าน ฝรั่งเศสติดกับดักปรับนโยบาย
ดร.นณริฏ กล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝรั่งเศส แต่เป็นโจทย์ที่มีการกล่าวถึงในการประชุม IMF–World Bank 2026 ด้วย ในทางทฤษฎี แนวทางรับมือประกอบด้วยการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยสร้างรายได้ในอนาคต เช่น การพัฒนาคนและเทคโนโลยี แต่ความยากอยู่ที่การนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง ซึ่งอาจกระทบประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอยู่เดิม
กรณีฝรั่งเศสสะท้อนภาวะที่เขามองว่าเป็นเสมือนกับดัก เพราะเมื่อพยายามขยายอายุเกษียณก็เผชิญการประท้วง หรือเมื่อพยายามปรับงบประมาณเพื่อลดการขาดดุล โดยลดรายจ่ายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ก็เกิดแรงต่อต้านเช่นเดียวกัน แม้มีข้อเสนอทางวิชาการรองรับ แต่การปรับเปลี่ยนก็ยังเผชิญข้อจำกัดจากผู้ได้รับผลกระทบ
“มันไม่มีใครอยากที่จะสูญเสียประโยชน์ไป ซึ่งผู้กำหนดนโยบายที่ต้องรับมือทั้งข้อจำกัดทางการคลังและความไม่พอใจของประชาชน เมื่อประโยชน์ที่เคยได้รับต่อเนื่องต้องถูกปรับลดลง"
เตือนไทยเร่งแก้ก่อนซ้ำรอย ยึดหลักวิชาการ–สื่อสารให้เข้าใจ
สำหรับบทเรียนต่อประเทศไทย ดร.นณริฏ เตือนว่า หากภาครัฐยอมอ่อนตามข้อเรียกร้องโดยไม่มีความเคร่งครัดทางการคลัง และเดินหน้าแจกจ่ายผ่านนโยบายประชานิยมจนประชาชนคุ้นชิน เมื่อเกิดความไม่พอใจจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายก็อาจนำไปสู่การประท้วงได้ เขามองว่าเป็นภาพที่ประเทศไทยมีโอกาสเผชิญในอนาคต หากไม่เริ่มแก้ไขตั้งแต่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ไทยยังไม่ได้ไปถึงขั้นเดียวกับฝรั่งเศส และฐานะการคลังยังสามารถฟื้นกลับมาได้ หากรัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง โดยต้องยอมตัดรายจ่ายบางส่วน ไม่ตอบสนองทุกภาคส่วนพร้อมกัน และยึดหลักวิชาการเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันควรให้น้ำหนักกับรายจ่ายที่สร้างศักยภาพในการหารายได้ในอนาคต เพื่อช่วยลดข้อจำกัดทางการคลังในระยะยาว
ดร.นณริฏ เห็นด้วยว่า การสื่อสารว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรและเพราะเหตุใด จะช่วยเพิ่มการยอมรับต่อการปรับนโยบายได้ แต่ต้องระวังความลำเอียงในการตัดสินใจ เพราะผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต้องการสูญเสียประโยชน์ของตนเอง พร้อมย้ำถึงความจำเป็นที่ไทยต้องเร่งลงมือว่า “สัญญาณเตือนมาแล้ว เร่งปฏิบัติเท่านั้นเองครับ”






