
ราคาน้ำมันโลกพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ หลัง "สหรัฐฯ" ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน 5 ลำ
ตึงเครียดหนัก สหรัฐฯ ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน 5 ลำ ตอบโต้เหตุยิงขีปนาวุธใส่เรือรบ ด้านอิหร่าน-ฮูตีสวนกลับถล่มฐานทัพและคลังน้ำมันซาอุฯ ดันราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือรบสหรัฐฯ
- ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
- สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว วิกฤตการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับสู่ความสุ่มเสี่ยงขั้นสูงสุด หลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางอากาศทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่านพินาศรวม 5 ลำในบริเวณอ่าวโอมานและเกาะคาร์ก เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่กองกำลังปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระดมยิงขีปนาวุธวิถีโค้งใส่เรือรบสหรัฐฯ ถึง 2 ครั้งในรอบสองวัน
ขณะที่ฝั่งอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนได้สวนกลับทันควัน ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในจอร์แดน พร้อมส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีคลังน้ำมันซาอุดีอารามโคในซาอุดีอาระเบียจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 70 ราย นอกเหนือจากการปะทะทางทหาร สหรัฐฯ ยังเปิดฉากสงครามการเงินระลอกใหญ่ "Operation Economic Outcast" ประกาศคว่ำบาตรสายการบินอิหร่านและเครือข่ายต่างชาติรวม 36 แห่ง
เหตุการณ์สู้รบครั้งนี้ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือพลังงานสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ เกิดการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และผลักดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบยาวไปจนถึงปี 2027
ปฏิบัติการน่านน้ำเดือด: สหรัฐฯ ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน 5 ลำ ตอบโต้เหตุยิงเรือรบ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทำลายเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่านจำนวน 5 ลำอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วยเรือ M/T Kaviz, M/T Charminar, M/T Horizon 1 และ M/T Riesco บริเวณอ่าวโอมาน รวมถึงเรือ M/T Derya บริเวณใกล้เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์ส่งออกน้ำมันสำคัญของอิหร่าน
การโจมตีทางอากาศครั้งนี้ถือเป็นคลื่นการถล่มเรือน้ำมันระลอกที่สอง ต่อเนื่องจากการทำลายเรือน้ำมันอิหร่าน 3 ลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบโต้ที่กองกำลัง IRGC ยิงขีปนาวุธวิถีโค้งเข้าใส่เรือบรรทุกเครื่องบินและเรือประจัญบานของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ CENTCOM ระบุว่าเรือรบสหรัฐฯ สามารถหลบหลีกขีปนาวุธได้สำเร็จโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ และกองทัพสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนให้ลูกเรืออิหร่านสละเรือก่อนลงมือเพื่อป้องกันชีวิตลูกเรือ
ด้าน นายมาร์กโอ รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุระหว่างการเยือนโคลอมเบียอย่างชัดเจนว่า หากอิหร่านยังคงพยายามโจมตีเรือรบสหรัฐฯ อิหร่านก็จะต้องสูญเสียเรือน้ำมันตอบโต้ไปเช่นนี้เรื่อยๆ
อิหร่าน-ฮูตี สวนกลับดุเดือด: ยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ถล่มคลังน้ำมันซาอุฯ
ด้านการตอบโต้จากฝั่งอิหร่าน กองกำลังปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธวิถีโค้งใส่ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน ซึ่งกองทัพจอร์แดนเปิดเผยว่า ระบบป้องกันทางอากาศสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ 18 ลูกจากทั้งหมด 20 ลูก ส่วนอีก 2 ลูกตกในพื้นที่ร้างโดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
พร้อมกันนี้ กองทัพเรือ IRGC ได้ออกคำเตือนไปยังเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในคูเวตและบาห์เรน ให้ลูกเรือเร่งสละเรือทันทีเนื่องจากอาจตกเป็นเป้าหมายการโจมตี
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากอิหร่าน ได้ขยายวงสงครามด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย 4 แห่ง โดยเล็งเป้าหมายไปที่โรงงานและคลังเก็บน้ำมันของบริษัท ซาอุดี อารามโค (Saudi Aramco) รวมถึงฐานทัพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Planet Labs แสดงให้เห็นกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากคลังน้ำมันในเมืองอับฮา (Abha) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 73 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กและสตรี ด้านทางการซาอุดีอาระเบียได้ตอบโต้ทันควันด้วยการส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ 4 ระลอกใส่เมืองมาริบในเยเมน
ยกระดับสงครามการเงิน: สหรัฐฯ ประกาศ "Operation Economic Outcast" ตัดขานกเหล็กอิหร่าน
นอกเหนือจากสมรภูมิการสู้รบ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ยกระดับมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงด้วยการเปิดตัวปฏิบัติการ "Operation Economic Outcast" โดย นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรสายการบินพาณิชย์และส่วนตัวของอิหร่าน รวมถึงนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 36 แห่ง เช่น Ava Airlines, Mehr Airways และ Taban Air พร้อมขยายผลการลงโทษไปยังบริษัทตัวแทนให้บริการชิ้นส่วนและโลจิสติกส์ในต่างประเทศ ทั้งในตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คาซัคสถาน และมาเลเซีย เพื่อตัดช่องทางการขนส่งยุทธปัจจัยและการเงินของสายการบิน Mahan Air และรัฐบาลเตหะราน
ด้าน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ได้เปรียบเทียบมาตรการตึงเครียดทางเศรษฐกิจนี้ว่าเป็นเหมือน "Economic D-Day" เพื่อสยบอิหร่าน พร้อมกล่าวเน้นย้ำในงานรำลึกเหตุการณ์ 9/11 ว่า อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด
ขณะที่ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความโต้ตอบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยโต้แย้งว่าการคว่ำบาตรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ เป็นเพียงความล้มเหลวซ้ำซากของวอชิงตันที่พยายามใช้นวัตกรรมเดิมๆ หลังจากล้มเหลวทั้งในสมรภูมิรบและการทูต
ส่วนทางฝั่งสหราชอาณาจักร นายเอ็ด มิลลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ประกาศเตรียมรายงานอิหร่านต่อคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในข้อหาละเมิดข้อตกลงนิวเคลียร์ พร้อมประกาศคว่ำบาตรสถาบันการเงิน Al-Qard Al-Hassan ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มเฮซบุลเลาะห์อีกด้วย
ศึกเทคโนโลยีใต้น้ำ: ปมปริศนาการยึดโดรนสอดแนมในช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ทางทหารยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อสื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองทัพเรือ IRGC ได้ดำเนินปฏิบัติการข่าวกรองสอยโดรนสอดแนมใต้น้ำไร้คนขับ ของกองทัพเรือสหรัฐฯ บริเวณทางเข้าช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ
โดยระบุว่าโดรนดังกล่าวเป็นรุ่น Dive-LD ของบริษัทผู้ผลิตยุทธภัณฑ์ Anduril ซึ่งมีมูลค่าลำละกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ อิหร่านยังอ้างว่าสามารถยิงโดรนสอดแนมแบบ MQ-1 ของสหรัฐฯ ตกรอบนอกเมืองบันดาร์อับบาสอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กัปตัน ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว โดยชี้แจงว่าโดรนใต้น้ำลำดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคขณะปฏิบัติการล่วงหน้าไปกว่าหนึ่งวัน และย้ำว่าโดรนดังกล่าวเป็นเพียงโดรนรุ่นเก่าที่ใช้ในการสำรวจน่านน้ำทั่วไป ไม่มีข้อมูลความลับ เรดาร์ หรือระบบโซนาร์ขั้นสูงติดตั้งอยู่แต่อย่างใด ขณะที่โฆษกของบริษัท Anduril ระบุว่าโดรน Dive-LD ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบที่สามารถสูญหายได้ในภารกิจเสี่ยงภัย (Attritable System) เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของกำลังพล
วิกฤตเรือขนส่งชะลอตัว ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดเฉียด $100
สงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน นับตั้งแต่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าโลก ข้อมูลการเดินเรือจาก Kpler ระบุว่า การจราจรของเรือขนสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 7 ลำในวันจันทร์ จาก 8 ลำในวันก่อนหน้า ส่งผลให้เรือสินค้าบางส่วนต้องเบี่ยงเส้นทางไปใช้ช่องแคบแบบเอลมันเดบ ซึ่งพบจำนวนเรือผ่านเพิ่มขึ้นเป็น 29 ลำ หรือแล่นเรือโดยปิดสัญญาณระบุตำแหน่งเพื่อหลบเลี่ยงอันตราย
ความติดขัดในเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ ประกอบกับการสู้รบที่ขยายวงกว้าง ได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (Brent และ WTI) พุ่งทะยานขึ้นเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้ Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมายคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบสำหรับงวดเดือนธันวาคม 2026 และยาวต่อเนื่องไปตลอดปี 2027 โดยประเมินว่าปัญหาการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางจะลากยาวไปจนถึงปีหน้าอย่างแน่นอน







