
อิหร่านยันไร้ความคืบหน้าดีลสหรัฐฯ ฮอร์มุซยังปิด หวั่นวิกฤติพลังงานยืด
อิหร่านเผยการเจรจาฟื้นข้อตกลงชั่วคราวกับสหรัฐฯ ยังไร้ความคืบหน้า ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิด เพิ่มความกังวลต่อเส้นทางพลังงานโลก
KEY
POINTS
- การเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ผ่านคนกลางเพื่อฟื้นข้อตกลงยังไม่มีความคืบหน้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลง
- อิหร่านยืนยันที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการโจมตีเรือสินค้าล่าสุด สร้างความกังวลต่อวิกฤตพลังงานโลก และส่งผลให้ตลาดน้ำมันมีความผันผวน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่านและสหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย หลังแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า การเจรจาผ่านคนกลางเพื่อฟื้นข้อตกลงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด และเหตุโจมตีเรือสินค้าในภูมิภาคเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ส่งผลให้ตลาดกลับมาเผชิญความกังวลต่อความเสี่ยงด้านพลังงานอีกครั้ง
แหล่งข่าวฝั่งอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters ระบุว่า ประเด็นหนึ่งที่อยู่ระหว่างการหารือผ่านคนกลางคือการให้สหรัฐฯ กลับเข้าสู่ข้อตกลงชั่วคราว และกำหนดกรอบเวลาสำหรับการปฏิบัติตามพันธกรณีของแต่ละฝ่าย แต่จนถึงขณะนี้ “ไม่มีความคืบหน้าอย่างสิ้นเชิง”
ข้อตกลงที่บรรลุในเดือนมิถุนายนกำหนดให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบอย่างทันทีและถาวร พร้อมกำหนดระยะเวลา 60 วัน ซึ่งสามารถขยายได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ เพื่อเปิดทางไปสู่ข้อตกลงถาวรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเริ่มคลี่คลายอย่างรวดเร็ว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมว่า ข้อตกลง “จบลงแล้ว” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประกาศในสัปดาห์ถัดมาว่า ข้อตกลงถูก “ระงับ”
ฮอร์มุซยังปิด ปมใหญ่สหรัฐฯ-อิหร่าน
หนึ่งในประเด็นขัดแย้งสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญบริเวณระหว่างอิหร่านและโอมาน เชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย โดยก่อนเกิดสงคราม ช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการค้าโลก
สหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี รวมถึงการยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัด
ล่าสุด ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ มี “การควบคุมอย่างสมบูรณ์” เหนือช่องแคบฮอร์มุซ แต่หน่วยงาน Persian Gulf Strait Authority ซึ่งอิหร่านจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารเส้นทางดังกล่าว ยืนยันว่า ช่องแคบยังคงถูกปิด และจะไม่เปิดจนกว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ
แหล่งข่าวอิหร่านยังปฏิเสธรายงานของสำนักข่าว Anadolu ที่ระบุว่า อิหร่านและสหรัฐฯ ตกลงขยายกรอบเวลา 60 วันของข้อตกลงชั่วคราว โดยยืนยันว่า จากมุมมองของอิหร่านไม่มีกรอบเวลาดังกล่าวที่เริ่มต้นขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงภายใน 48 ชั่วโมงหลังบรรลุข้อตกลง และถอนตัวออกจากข้อตกลงในอีกไม่กี่วันต่อมา
เหตุโจมตีเรือซ้ำ กดดันตลาดน้ำมัน
ความเสี่ยงด้านการขนส่งพลังงานกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ หลังวันที่ 11 สิงหาคมเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับเรือสินค้าในภูมิภาค 2 เหตุการณ์ โดยเหตุหนึ่งเป็นการโจมตีเรือสินค้าขนาดเล็กที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มฮูตี ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 4 รายในบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ MH-60 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธ Hellfire 2 ลูกเพื่อทำลายระบบบังคับเลี้ยวของเรือสินค้าติดธงปานามา
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันกลับมาผันผวน แม้ราคาจะทรงตัวในเวลาต่อมา หลังมีการปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2569
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งแตะระดับ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนสงครามประมาณ 75% ก่อนจะเคลื่อนไหวผันผวนตามความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียและสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate หรือ WTI อยู่ที่ประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สถานการณ์จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความคืบหน้าการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมถึงสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากความยืดเยื้อของความขัดแย้งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและทำให้ตลาดน้ำมันโลกกลับมาเผชิญความผันผวนอีกครั้ง






