
เปิดยุทธศาสตร์ “สหรัฐฯ-อิหร่าน” เดินเกมรบ สร้างแต้มต่อก่อนเจรจา
ดร.มาโนชญ์ อารีย์ วิเคราห์การปะทะรอบใหม่ สหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนกลับสู่โต๊ะเจรจา ต่างแย่งชิงอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" ที่คาดเดายาก ส่วนอิหร่านตอบโต้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" เพื่อส่งสัญญาณว่าพร้อมสู้กลับ
KEY
POINTS
- การปะทะรอบใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและแต้มต่อก่อนกลับสู่โต๊ะเจรจา โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ
- ชนวนเหตุหลักของความขัดแย้งมาจากการแย่งชิงอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
- สหรัฐฯ ใช้ยุทธวิธี "ทฤษฎีคนบ้า" ที่คาดเดายากและกดดันพันธมิตร ส่วนอิหร่านตอบโต้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" เพื่อส่งสัญญาณว่าพร้อมสู้กลับ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศกลางการประชุมสุดยอดนาโต เมื่อ 8 กรกฎาคม 2026 ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่ทั้ง 2ฝ่ายต่างโจมตีกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิเคราะห์สถานการณ์กับฐานเศรษฐกิจว่า บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน หากแต่เป็นการใช้กำลังทหารเพื่อสร้างอำนาจต่อรองก่อนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ชนวนเหตุ สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทุรอบใหม่
ดร.มาโนชญ์ วิเคราะห์ถึงปัจจัยหลักประการแรกคือ อำนาจการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองประเทศพยายามช่วงชิงความได้เปรียบ แม้จะมีการลงนาม MOU กันไปแล้ว แต่ในเชิงเทคนิคอิหร่านยังคงยืนยันว่าเรือที่ผ่านช่องแคบต้องใช้เส้นทางที่ตนกำหนด
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเรือพาณิชย์ธงซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ไม่เดินเรือตามเส้นทางของอิหร่าน แต่เลี่ยงไปใช้เส้นทางน่านน้ำของโอมาน ทำให้อิหร่านทำการยิงเตือน ส่งผลให้สหรัฐฯ อ้างเหตุผลนี้กล่าวหาว่าอิหร่านละเมิด MOU และเปิดฉากโจมตีทางใต้ของอิหร่านอย่างหนักถึง 80 จุด
ซึ่งดร.มาโนชญ์ มองว่าจำนวนจุดที่สหรัฐฯโจมตีอิหร่าน มากเกินกว่าจะเป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือน แต่สุ่มเสี่ยงต่อการจงใจประกาศสงคราม
ยุทธวิธี "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ปะทะ “ทฤษฎีคนบ้า”
ดร.มาโนชญ์กล่าวถึงการที่อิหร่านตอบโต้อย่างทันควันด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรนกว่า 80 ครั้ง ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันถือเป็นการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน
การเลือกเป้าหมายที่คูเวตและบาห์เรน เป็นการส่งสัญญาณว่าอิหร่านทราบดีว่าสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพเหล่านี้เป็นจุดส่งกำลังเข้าโจมตีตน ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าเป็น "ความปกติใหม่" (New Normal) ของความขัดแย้ง คือแม้จะมี MOU หยุดยิงร่วมกัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงปะทะกันทางทหาร โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการป้องกันตนเอง เพื่อรักษาหน้าและอำนาจเชิงสัญลักษณ์
ในขณะที่การเดินเกมการเมืองของทรัมป์ถูกมองว่าใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" (Madman Theory) คือการแสดงท่าทีกลับไปกลับมา คาดเดาได้ยาก เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามหวาดระแวงและยอมจำนนไปเอง
แต่อิหร่านเลือกแก้เกมด้วยความชัดเจน โดยส่งสัญญาณว่าพร้อมสู้จนตายและจะตอบโต้ในสัดส่วนที่มากกว่าเสมอ เพื่อให้สหรัฐฯ ประเมินผลลัพธ์ที่จะตามมาได้อย่างแม่นยำและไม่กล้าผลีผลาม
นัยทางการเมืองโลก NATO - กรีนแลนด์
ดร.มาโนชญ์ มองว่า NATO, กรีนแลนด์ และอิสราเอล มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งผ่านยุทธวิธีการส่งสัญญาณและสร้างอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของ NATO อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ NATO ไม่ให้การสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ในสงครามตะวันออกกลาง
การโจมตีอิหร่านในหลายจุดถูกมองว่าเป็นการพยายามส่งสัญญาณเพื่อ ดึง NATO กลับเข้าสู่สงครามกับอิหร่านอีกครั้ง โดยทรัมป์อาจประเมินว่าการทำให้เห็นว่าอิหร่านอ่อนแอลงจากการถูกถล่ม จะช่วยจูงใจให้พันธมิตร NATO หรืออาหรับยอมกระโดดเข้าร่วมด้วย
สำหรับกรีนแลนด์ ทรัมป์ได้จุดประเด็นเรื่องการนำ กรีนแลนด์ มาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ เพื่อเป็นสัญญาณถึงชาติ NATO ว่า หาก NATO ยังไม่ยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกดดันหรือทำสงครามกับอิหร่าน สหรัฐฯ ก็จะกลับมาเคลื่อนไหวเรื่องกรีนแลนด์อีกครั้ง
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เคยตั้งข้อสังเกตว่าการที่ทรัมป์จุดประเด็นกรีนแลนด์นั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นแผนการ ดึง NATO เข้าสู่ความขัดแย้งกับอิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น
เป้าหมายสุดท้ายคือโต๊ะเจรจา ไม่ใช่สนามรบ
แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยการปะทะ แต่ ดร.มาโนชญ์ ประเมินว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างยังต้องการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เพราะต่างฝ่ายต่างทราบดีว่าการทำสงครามยืดเยื้อจะสร้างต้นทุนมหาศาล
อย่างไรก็ตามก่อนถึงวันนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการสร้างแต้มต่อให้มากที่สุด โดยเฉพาะในประเด็นอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายอิหร่านพยายามสถาปนาเงื่อนไขให้เรือทุกลำต้องผ่านตามเส้นทางที่ตนกำหนดและต้องมีการประสานงานก่อน ในขณะที่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ เพราะการยอมให้ชาติพันธมิตรอาหรับเดินเรือตามคำสั่งของอิหร่าน เท่ากับสหรัฐฯ จะสูญเสียอิทธิพลและอำนาจเชิงสัญลักษณ์ในภูมิภาคนี้ไปทันที
จับตา "อิสราเอล" ตัวแปรสำคัญทำโต๊ะเจรจาล่ม
ผศ.ดรมาโนชญ์ ระบุว่า อิสราเอลถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ "โต๊ะเจรจาล่ม" เพราะอิสราเอลยังคงยืนยันที่จะทำสงครามกับอิหร่าน ในขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นั้น ทรัมป์จึงใช้ท่าทีของ ตุรกี มาเป็นเครื่องมือในการปรามอิสราเอล
ทรัมป์อ้างว่าตนเองเป็นผู้ระงับไม่ให้ตุรกีกระโดดเข้าช่วยอิหร่านรบกับอิสราเอลโดยตรง สัญญาณนี้เป็นการบอกอิสราเอลว่า หากเข้าไปร่วมโจมตีอิหร่านในตอนนี้ ตุรกีจะเข้ามาแทรกแซงทันที ซึ่งเป็นการกดดันให้เนทันยาฮูต้องยอมฟังและทำตามทิศทางของสหรัฐฯ
สุดท้าย ดร.มาโนชญ์ สรุปว่า สถานการณ์ทั้งหมดคือ "เทคนิคการสร้างอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจา" ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างต้องการคุยกัน แต่ต้องการเข้าสู่โต๊ะเจรจาในขณะที่ตนเองถือไพ่เหนือกว่า สหรัฐฯ กลัวการสูญเสียอิทธิพลในภูมิภาคหากยอมให้อิหร่านคุมการเดินเรือของพันธมิตรอาหรับ
ในขณะที่อิหร่านยอมเป็นฝ่ายตั้งรับและโต้กลับเพื่อประคองความชอบธรรมในเวทีโลก ไม่ให้สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างดึงพันธมิตรอื่นเข้าร่วมสงครามได้ ส่วนท่าทีของทรัมป์ที่มักจะบอกสื่อว่า “อิหร่านยอมแล้ว" หรือ "อิหร่านอยากเจรจา" เป็นเพียงสไตล์การสื่อสารทางการเมืองเพื่อให้เห็นว่ายุทธวิธีของตนได้ผล ซึ่งสถานการณ์มักจะวนกลับมาที่เดิมตามวงจรการทูตแบบฉบับของทรัมป์






