thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุรอบใหม่ กูรูแนะ เป็นจังหวะปรับพอร์ตให้สมดุล ถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะ

สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุรอบใหม่ กูรูแนะจังหวะปรับพอร์ตให้สมดุล ถือเงินสดบางส่วนรอจังหวะ

09 ก.ค. 69 | 08:28 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 09:04 น.

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่ถูกมองว่าเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะระมัดระวังการลงทุน ผู้เชี่ยวชาญแนะใช้ช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนเป็นจังหวะในการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุลมากขึ้น

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่ถูกมองว่าเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น (Geopolitical Shock) ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะระมัดระวังการลงทุน (Risk-off)
  • ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นักลงทุนใช้ช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนนี้เป็นจังหวะในการปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุลมากขึ้น
  • คำแนะนำคือให้ถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะลงทุน พร้อมเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์คุณภาพดี และลดสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน
  • ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาพลังงาน และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

จากกรณีสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เปิดฉากโจมตีกันอีกครั้งทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสั่นคลอน นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังการลงทุน (Risk-off) หลังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น 

อย่างไรก็ตาม มองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียง Geopolitical Shock หรือแรงกระแทกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในระยะสั้น มากกว่าจะพัฒนาไปสู่วิกฤติการเงินโลกครั้งใหม่

ทั้งนี้ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลุกขึ้นประกาศระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านได้สิ้นสุดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที จากความกังวลว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกลับมากดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง

จับตาช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือ ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก โดยหากสถานการณ์ไม่ลุกลามไปจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซ เชื่อว่าตลาดหุ้นโลกยังสามารถประคองตัวได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ยังคงแข็งแกร่ง

หุ้นกลุ่ม AI-เซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขาย เพียงแรงตกใจตลาด

นายพงศกร กล่าวว่า แม้หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์จะเผชิญแรงขายในช่วงแรกหลังเกิดเหตุการณ์ แต่เป็นเพียงแรงตกใจของตลาดจากปัจจัยข่าว โดยปัจจุบันหุ้นหลายตัวเริ่มฟื้นตัวแล้ว สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง

สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มองว่ายังคงอยู่ในแนวทาง Higher for Longer หรือคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน เนื่องจากเงินเฟ้อยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% และหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง จะยิ่งทำให้เฟดมีข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ปัจจุบันตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในปีนี้ลงแล้ว และประเมินว่าการประชุมเฟดช่วงปลายเดือนกรกฎาคมมีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม

ในด้านกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) นายพงศกร กล่าวว่า ภาวะ Risk-off ในรอบนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินทุนจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย แต่เป็นการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงมากกว่า ได้แก่ การถือเงินสดเพื่อรอจังหวะลงทุน การลงทุนในตราสารหนี้ Investment Grade อายุสั้นถึงกลาง และหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพ มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นสหรัฐFund Flow ยังไม่ไหลออกรุนแรง

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ แม้จะได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ Fund Flow ยังไม่ได้ไหลออกอย่างรุนแรง เนื่องจากยังมีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่ม Big Tech ที่มีการเติบโตสูง แตกต่างจากตลาดเกิดใหม่และตลาดเอเชียที่เผชิญแรงกดดันมากกว่า โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและมีค่าเงินอ่อนค่า

วิเคราะห์ตลาดทุนไทย

สำหรับประเทศไทย มองว่า Fund Flow จากนักลงทุนต่างชาติยังมีความผันผวนสูง โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าถือเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะอาจลดความน่าสนใจของการลงทุนในสายตานักลงทุนต่างชาติ เมื่อเทียบกับช่วงที่เงินบาทแข็งค่า

นายพงศกร แนะนำว่า ในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และทิศทางการดำเนินนโยบายของเฟดอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ มองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานได้รับอานิสงส์ในระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่กลุ่มธนาคารยังได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง แม้ยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อและการตั้งสำรองอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุรอบใหม่ กูรูแนะจังหวะปรับพอร์ตให้สมดุล ถือเงินสดบางส่วนรอจังหวะ

กลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และ Semiconductor ยังคงเป็นธีมการลงทุนหลักในระยะกลางถึงระยะยาว แม้ระยะสั้นอาจถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่หากราคาหุ้นปรับฐานลงแรง ถือเป็นโอกาสทยอยสะสม โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม AI Infrastructure, Data Center, Cloud และ Power Grid มากกว่าหุ้น AI Application หรือซอฟต์แวร์ที่ราคาปรับขึ้นมาสูงแล้ว

ขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensive เช่น Healthcare และ Consumer Staples เหมาะสำหรับใช้ลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน ส่วนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและการบินควรชะลอการลงทุนในระยะนี้ เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน

สำหรับทองคำ ยังคงแนะนำให้ถือไว้ในสัดส่วนประมาณ 5-10% ของพอร์ตลงทุน เพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Insurance Asset) แม้สถานการณ์สงครามจะช่วยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง จะจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำ จึงไม่แนะนำให้ไล่ซื้อเมื่อราคาปรับขึ้น แต่ควรรอจังหวะอ่อนตัวก่อนทยอยสะสม

มุมมองของ Pine Wealth คือ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รอบนี้ทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น แต่ยังไม่ใช่เหตุผลให้ต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด นักลงทุนควรใช้ช่วงนี้ปรับพอร์ตให้สมดุลมากขึ้น เพิ่มสินทรัพย์คุณภาพดี ลดสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน และถือเงินสดบางส่วนเพื่อรอจังหวะลงทุนเมื่อความไม่แน่นอนคลี่คลาย