
รัฐบาลปัดฝุ่น 'แลนด์บริดจ์' 1 ล้านล้าน ชิงส่วนแบ่งขนส่ง ชนช่องแคบมะละกา
รัฐบาลไทยรื้อแผน “แลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เชื่อมท่าเรือชุมพร-ระนอง หวังยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางเลือกของภูมิภาค ท่ามกลางคำถามเรื่องความคุ้มค่า การลงทุน และแรงต้านจากชุมชนในพื้นที่
KEY
POINTS
- รัฐบาลไทยรื้อฟื้นโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งใหม่เชื่อมทะเลอันดามัน (ระนอง) และอ่าวไทย (ชุมพร) เป็นทางเลือกและคู่แข่งของช่องแคบมะละกา
- โครงการมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าและลดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยระบบรางและถนนระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
- เผชิญความท้าทายด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาโดยตรง การระดมทุนมหาศาล และประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์
- เกิดเสียงคัดค้านจากชุมชนในพื้นที่จากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวประมงและเกษตรกร
รัฐบาลไทยเดินหน้าปัดฝุ่นโครงการ “แลนด์บริดจ์” มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทอีกครั้ง โดยวางเป้าหมายพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดคอขวดสำคัญของการค้าโลก
รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า การผลักดันโครงการครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งทางทะเล ซึ่งทำให้หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการกระจายความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์
โครงการแลนด์บริดจ์มีแนวคิดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ 2 ฝั่ง ได้แก่ จังหวัดชุมพรฝั่งอ่าวไทย และจังหวัดระนองฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านระบบรางมาตรฐาน ถนน และโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อกันตลอดแนวระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร
ชูจุดขาย ลดต้นทุน-ย่นเวลาขนส่ง
รอยเตอร์สยังกลาวถึงข้อมูลจากเอกสารนำเสนอของภาครัฐที่ระบุว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริงจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้เกือบ 30% และช่วยลดระยะเวลาขนส่งสินค้าระหว่างจีนตอนใต้กับมหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ ได้สูงสุดถึง 14 วัน
หัวใจสำคัญของโครงการคือระบบรถไฟรางมาตรฐานที่เชื่อมท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 20 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อกับระบบรางเดิมของประเทศผ่านรถไฟรางเมตร รวมถึงโครงข่ายถนนสายหลักและถนนท้องถิ่น
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ไทยต้องการดึงส่วนแบ่งตลาดการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของปริมาณตู้สินค้าที่ผ่านท่าเรือหลักในเส้นทางช่องแคบมะละกา โดยเฉพาะตลาดเรือขนส่งขนาดกลางหรือ Feeder Vessel ที่มีขนาดไม่เกิน 12,000 TEU
ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่า การขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามันผ่านแลนด์บริดจ์อาจมีต้นทุนต่ำกว่าการผ่านสิงคโปร์ราว 10% และใช้เวลาน้อยกว่าประมาณ 6 วัน เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาความแออัดของเส้นทางเดินเรือหลักได้
โจทย์ใหญ่ ท้าชนช่องแคบมะละกาได้จริงหรือ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากยังตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ โดยมองว่าการแข่งขันกับช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากผู้ประกอบการต้องรับภาระต้นทุนการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ ขนส่งทางบก และยกกลับขึ้นเรืออีกครั้ง
ยูจีน มาร์ก นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของแลนด์บริดจ์คือการพิสูจน์ว่ารูปแบบการขนส่งแบบ “Double Handling” สามารถแข่งขันกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพอยู่แล้วได้จริง
นอกจากประเด็นด้านเศรษฐกิจ โครงการยังเผชิญความท้าทายด้านการลงทุน เนื่องจากต้องใช้เงินมหาศาลและต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการเดินเรือ ผู้บริหารท่าเรือ สถาบันการเงิน และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในการจัดตั้งกลุ่มลงทุนร่วม ขณะที่นักลงทุนหลายรายยังคงจับตาความชัดเจนของนโยบายภาครัฐก่อนตัดสินใจลงทุน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยนักวิเคราะห์มองว่าไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากการเข้ามามีบทบาทของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน อาจสร้างความอ่อนไหวทางการเมืองและความมั่นคงภายในประเทศ
เสียงคัดค้านจากชุมชนและข้อกังวลสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน โครงการยังเผชิญแรงต้านจากชุมชนในพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง โดยชาวประมงและเกษตรกรในจังหวัดระนองและชุมพรจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
ชาวประมงในจังหวัดระนองซึ่งอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ที่กำหนดเป็นจุดก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำกินหลักของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน และตั้งคำถามว่าหากโครงการเกิดขึ้นจริง ชาวบ้านจะสามารถดำรงอาชีพต่อไปได้อย่างไร
ด้านชาวสวนทุเรียนและผู้ประกอบการกาแฟในอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร มองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่แล้วจากภาคเกษตรกรรม และไม่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มเติม
ล่าสุด โครงการยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติม หลังหน่วยงานกำกับดูแลมีคำสั่งให้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฉบับใหม่ เนื่องจากพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลระหว่างผลการศึกษาของภาครัฐและภาคเอกชน
ขณะนี้คณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อทบทวนรายละเอียดโครงการและรายงานผลกระทบต่าง ๆ อยู่ระหว่างจัดทำข้อสรุป โดยมีกำหนดเสนอผลการพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นอีกจุดชี้ขาดสำคัญว่า “แลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท จะสามารถก้าวจากแนวคิดบนหน้ากระดาษไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ของประเทศได้จริงหรือไม่






