
สภาฯถกเดือด มติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำตั้ง 'กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์'
มติที่ประชุมสภาฯ โหวตคว่ำการตั้ง "กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์" 266 ต่อ 174 เสียง ‘อภิสิทธิ์-ณัฐพงษ์-ทวี’ ประสานเสียงดักคอรัฐบาล ระวังเอื้อทุนผูกขาด-ทำลายสิ่งแวดล้อม และดึงไทยเข้าสู่ความขัดแย้งมหาอำนาจ
KEY
POINTS
- สภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง ไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขึ้นมาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์
- ที่ประชุมสภาฯ ตัดสินใจเพียงส่งข้อสังเกตและญัตติต่างๆ ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำไปพิจารณาประกอบการดำเนินโครงการแทน
- ฝ่ายค้านแสดงความกังวลในหลายประเด็น ทั้งความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าโครงการนี้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยจะช่วยสร้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเป็นเส้นทางขนส่งสำรองที่จำเป็น
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ได้มีมติเสียงข้างมากปฏิเสธการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท โดยตัดสินใจให้ส่งเพียงข้อสังเกตและญัตติไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาแทน ท่ามกลางบรรยากาศการอภิปรายที่ดุเดือดระหว่างฝ่ายค้านที่ต้องการกลไกตรวจสอบรอบด้าน กับฝ่ายรัฐบาลที่มองว่าโครงการนี้คือโอกาสทองทางเศรษฐกิจที่รอมานานกว่าหลายทศวรรษ
เปิดมติสภาฯ เสียงข้างมากขวางตั้ง กมธ. ตรวจสอบเมกะโปรเจกต์
ในการลงมติหลังจากที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ผลปรากฏว่า เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการส่งความเห็นให้ ครม. พิจารณาโดยตรง ขณะที่เสียงสนับสนุนให้ตั้ง กมธ. วิสามัญมีเพียง 174 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง
ส่งผลให้ความพยายามของฝ่ายค้านในการสร้างพื้นที่ศึกษาข้อมูลที่ขัดแย้งกับหน่วยงานรัฐต้องยุติลงในชั้นสภาฯ โดยฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่าการเดินหน้าโครงการจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มากกว่า
"อภิสิทธิ์" ชี้ 5 มายาคติแลนด์บริดจ์ เตือนระวังไทยเป็นสมรภูมิ "สหรัฐฯ-จีน"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสรุปด้วยการย้ำว่าโครงการนี้ตั้งอยู่บน “มายาคติ” ที่เชื่อว่าไทยจะสามารถทดแทนช่องแคบมะละกาได้ โดยระบุ 5 เหตุผลสำคัญที่สภาฯ ควรมีส่วนร่วมศึกษา ได้แก่
1. ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: มายาคติเรื่องการประหยัดเวลา 4 วันนั้นไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้หักลบเวลาและต้นทุนในการขนถ่ายสินค้าขึ้น-ลงเรือทั้งสองฝั่ง
2. ความเสียหายต่อระบบนิเวศและทุนวัฒนธรรม: โครงการอาจตัดผ่านพื้นที่มรดกโลกและพื้นที่ชุ่มน้ำ บลูคาร์บอน รวมถึงเสี่ยงทำลายศักยภาพการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันหากเกิดอุบัติเหตุทางทะเล
3. ความเสี่ยงที่จะเป็นเพียง "ทางผ่าน": ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แทบไม่ได้รับประโยชน์ แต่ประโยชน์จะตกอยู่กับผู้รับเหมาและกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ดิน
4. การเอื้อกลุ่มทุนและการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า: การใช้รูปแบบ PPP อาจนำไปสู่การให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ต่างชาติ เช่น สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว และหากโครงการล้มเหลว อาจกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ชาวใต้ไม่ต้องการ
5. ปัญหาความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์: หากพื้นที่นี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์โลก ไทยอาจถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนในทะเลจีนใต้ เหมือนกรณีคลองปานามาหรือช่องแคบฮอร์มุซ
"ณัฐพงษ์" เสนอโมเดล SBRC พัฒนาภาคใต้ที่กินได้จริง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่ารัฐบาลไม่ควรเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นเพียงทางผ่านของห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเสนอแนวคิด “ระเบียงเศรษฐกิจฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้” (SBRC) ซึ่งเน้น 5 เสาหลัก คือ ความมั่นคงในที่ดิน, เกษตรมูลค่าสูง, เศรษฐกิจสร้างสรรค์, การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และบริการสาธารณะพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ โดยระบุว่าหากใช้งบ 5 แสนล้านบาทตามแนวทางนี้ จะช่วยให้ GDP โต 4% และลดหนี้ประชาชนได้ถึง 30%
"ทวี สอดส่อง" จี้รัฐใช้หลัก "คิดช้า ทำเร็ว" ป้องกันค่าโง่ซ้ำซาก
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ แสดงความกังวลว่าคณะกรรมการศึกษาของรัฐบาลมีแต่ข้าราชการที่รับคำสั่งฝ่ายบริหารเพียงด้านเดียว พร้อมเสนอให้ยึดหลัก “คิดช้า ทำเร็ว” เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่มีการออกแบบทับซ้อนกับโครงการอื่นจนสร้างไม่ได้ พร้อมเตือนว่าอย่าใช้เพียง "จินตนาการ" ในการบริหารประเทศเพราะอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาดบางกลุ่ม
ฝ่ายรัฐบาลโต้ "แลนด์บริดจ์" คือประตูบานใหม่สู่ความมั่งคั่ง
ทางด้าน นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าโครงการนี้คือยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้า โดยจะช่วยสร้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเพิ่ม GDP 1.5% ต่อปี พร้อมชี้แจงว่าช่องแคบมะละกามีปริมาณขนส่งน้ำมันหนาแน่นกว่าช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก การมีแลนด์บริดจ์จึงเป็นทางเลือกสำรองที่จำเป็นในภาวะวิกฤตโลก
นอกจากนี้ยังยืนยันจะใช้แนวคิด Green Port และเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปด้วยกันได้







