thansettakij
thansettakij
ปมนิวเคลียร์ยังเดือด นักวิชาการชี้ MOU สหรัฐฯ-อิหร่านไม่จบสงคราม

ปมนิวเคลียร์ยังเดือด นักวิชาการชี้ MOU สหรัฐฯ-อิหร่านไม่จบสงคราม

16 มิ.ย. 69 | 08:08 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มิ.ย. 69 | 09:56 น.

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ วิเคราะห์สถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เชื่อ 19 มิ.ย.ได้ลงนาม MOU แต่ไม่การันตีสงครามยุติ เหตุมีหลายเรื่องมองต่างมุมต้องเจรจาต่อ

KEY

POINTS

  • นักวิชาการเชื่อว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ได้จริง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันในการหลีกเลี่ยงสงครามและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
  • การลงนาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจา และไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถยุติสงครามได้ เนื่องจากยังคงมีประเด็นขัดแย้งที่ซับซ้อนรออยู่
  • อุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลวคือความขัดแย้งเรื่องโครงการนิวเคลียร์ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และแรงกดดันทางการเมืองภายในของทั้งสองประเทศ

จากกรณี สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงคราม ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีปากีสถานเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและโลกมุสลิม ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเชื่อว่าการลงนาม MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเกิดขึ้นจริง แม้จะมีปัญหาเล็กน้อยระหว่างทาง แต่ด้วยบรรยากาศปัจจุบันชี้ไปที่ความพยายามในการทำข้อตกลงร่วมกัน

เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดการลงนาม MOU ในครั้งนี้เกิดขึ้นจริงเนื่องจากทุกฝ่ายมีแรงจูงใจร่วมกันทั้งความต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯไม่ต้องการดึงตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของตนเองและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เป็นอยู่

ขณะที่อิหร่านเองกำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรุนแรง ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางปลดล็อคเพื่อฟื้นฟูประเทศ ประกอบกับแรงกดดันและผลประโยชน์จากนานาชาติ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ที่ต้องการเห็นเสถียรภาพในภูมิภาค ส่วนประเทศในเอเชียก็ต้องการให้การขนส่งน้ำมันผ่านอ่าวเปอร์เซียกลับมาเป็นปกติ

“นิวเคลียร์” อุปสรรคใหญ่ MOU แค่จุดเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่าการเซ็น MOU นี้ ไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการแก้ปัญหาใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งยังต้องผ่านการเจรจาในประเด็นยาก ๆ เช่น เรื่องนิวเคลียร์ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ภายในกรอบเวลาประมาณ 60 วันหลังจากเซ็น MOU โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือท่าทีของอิสราเอลที่อาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อความสำเร็จของข้อตกลงได้

ปัญหานิวเคลียร์ถือเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อความสำเร็จในระยะยาวของข้อตกลง MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีมุมมองต่อการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยอิหร่านถือว่าตนเองมีสิทธิ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศในการทำเพื่อพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ในขณะที่สหรัฐฯ มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคาม และไม่ต้องการให้อิหร่านมีสิทธิ์ในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ซึ่งจุดยืนนี้ยังหาข้อสรุปหรือจุดที่เห็นตรงกันไม่ได้

ปัญหานิวเคลียร์เชื่อมโยงโดยตรงกับการคว่ำบาตร ซึ่งอิหร่านต้องการให้ยกเลิกทันที แต่สหรัฐฯ ยืนยันว่าต้องเห็นความก้าวหน้าของความประพฤติ หรือการกระทำของอิหร่านก่อน ส่งผลให้การเจรจาในรายละเอียดทำได้ยากมาก

แรงกดดันทางการเมืองภายใน 

ในสหรัฐฯมีกลุ่มฝ่ายขวาที่ไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเดินหน้าเจรจา ขณะที่ในอิหร่านมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯเช่นกัน ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่านในการที่จะยอมผ่อนปรนเงื่อนไขต่าง ๆ

นอกจากนี้อิหร่านจำเป็นต้องได้รับการการันตีเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดก่อน ถึงจะยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์และประเด็นอื่นๆ อย่างจริงจัง ประเด็นเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความซับซ้อน และเป็นไปได้ยากมากเนื่องจากต่างฝ่ายต่างต้องรับมือกับกระแสต่อต้านภายในประเทศของตนเองไปพร้อมๆ กับการเจรจาระหว่างประเทศ

ทิศทางอนาคต “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ นักวิชาการประเมินว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะแสดงท่าทีพร้อมเปิดเส้นทางเดินเรือ แต่การดำเนินการจริงอาจไม่สามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้โดยทันที เนื่องจากยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับเงื่อนไขการควบคุมช่องแคบ รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัย เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่

ฝ่ายอิหร่านต้องการให้การเปิดช่องแคบอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่อิหร่านสามารถควบคุมได้ โดยอิหร่านอาจอ้างสิทธิ์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่เดินทางผ่าน ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯมีมุมมองว่าอิหร่านไม่มีสิทธิ์ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น และจะต้องเปิดช่องแคบให้เรือเดินทะเลสามารถสัญจรได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม

อีกปัญหาสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซยังมีทุ่นระเบิดทะเลตกค้างอยู่ในช่องแคบ ซึ่งอิหร่านไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการเก็บกู้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป ในการเข้ามาช่วยจัดการ ซึ่งจุดนี้อาจทำให้การเปิดช่องแคบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีแบบปุบปับ 

ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน

ส่วนกรณีการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่าน และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ดร.ศราวุฒิมองว่า หากอิหร่านได้รับเงินทุนกลับคืนมา รัฐบาลมีแนวโน้มจะนำไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นลำดับแรก เนื่องจากประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน

แม้จะยอมรับว่าอาจมีการจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อฟื้นฟูศักยภาพด้านความมั่นคงและการทหาร แต่เชื่อว่าน้ำหนักหลักจะยังคงอยู่ที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะหากรัฐบาลละเลยความเดือดร้อนของประชาชน ก็อาจเผชิญแรงกดดันและการประท้วงภายในประเทศได้อีกครั้ง